วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554

ถอดบทเรียนเกือบ 2 ทศวรรษ การต่อสู้ ต่อรอง และสมานฉันท์: ปฏิสัมพันธ์ของตัวแสดงภาครัฐ-นอกภาครัฐในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ[i]


ภาสิรี  สังข์แก้ว[ii]

          ลุ่มน้ำปากพนังมีต้นน้ำกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด อำเภอชะอวด แล้วไหลขึ้นสู่ทิศเหนือสู่ทะเลที่อ่าวปากพนัง อำเภอปากพนัง ผ่านพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่หลากหลายทั้งพื้นที่เทือกเขา พื้นที่ราบลุ่มและป่าพรุ พื้นที่ราบชายฝั่งทะเล และพื้นที่ปากแม่น้ำ (สีลาภรณ์ บัวสาย, 2552: 12,14) รวมถึงอิทธิพลจากน้ำทะเลตามแต่ฤดูกาล (คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 2547: 89) จึงก่อให้เกิดระบบนิเวศเฉพาะถิ่นที่ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำ 4 รส” คือ น้ำจืดบริเวณลุ่มน้ำตอนบน น้ำเปรี้ยวบริเวณป่าพรุควนเคร็ง น้ำกร่อยบริเวณกลางลุ่มน้ำ และน้ำเค็มบริเวณปากอ่าว สภาพภูมิศาสตร์และระบบนิเวศน้ำ 4 รสดังกล่าวสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของชาวลุ่มน้ำปากพนังมายาวนาน (ขจรจบ กุสุมาวลี, 2547: 41-42) เมื่อเวลาผ่านไป ลุ่มน้ำปากพนังที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับประสบความเสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นพื้นที่ยากจนของประเทศ และรวมถึงปัญหาด้านน้ำที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำแห่งนี้ซึ่งกรมชลประทานได้เรียกว่า “ปัญหาน้ำ 3 รส” ได้แก่ น้ำจืด ที่มีปริมาณลดลงจาก 9 เดือน เหลือ 3 เดือน น้ำเค็ม รุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขาเป็นระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร    น้ำเปรี้ยว อันเนื่องจากน้ำท่วมขังพรุควนเคร็งตลอดปี น้ำเสียจากการทำนากุ้งกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกทั้งยังสร้างความขัดแย้งระหว่างชาวนากุ้งและนาข้าว และน้ำท่วมจากอุทกภัย “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” จึงเกิดขึ้นเพื่อบรรเทาแก้ไขปัญหาดังกล่าว (กรมชลประทาน, มปป.)
โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2538 มีระยะโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2538-2547 จัดเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเกษตรกรแบบเบ็ดเสร็จ โดยมีแผนงานก่อสร้างระบบชลประทานเป็นแผนงานหลัก ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำปากพนัง ชื่อ “ประตูอุทกวิภาชประสิทธิ” หรือ “เขื่อนปากพนัง” ตามคำเรียกของชาวบ้าน เพื่อกั้นน้ำจืดกับน้ำเค็มออกจากกัน นอกจากนี้ยังมีงานขุดคลองและสร้างประตูระบายน้ำย่อยกระจายตามจุดต่าง ๆ และก่อสร้างคันดินแบ่งน้ำจืด-น้ำเค็ม อีกเป็นต้น เมื่อแล้วเสร็จจะยังประโยชน์การใช้น้ำเพื่อการเกษตรบริเวณสองฝั่งลำน้ำประมาณ 521,500 ไร่ ในฤดูฝน และประมาณ 240,700 ไร่ ในฤดูแล้ง รวมทั้งสามารถลดความขัดแย้งของราษฎรระหว่างกลุ่มอาชีพนาข้าวและนากุ้ง (กรมชลประทาน, 2545: 8-11) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังจะมีเจตนาและเป้าหมายที่ดีเพื่อความอยู่ดี แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการฯ โดยเฉพาะประตูอุทกวิภาชประสิทธิกลับสร้างผลกระทบทางลบต่อวิถีชีวิตการดำรงชีพของชาวบ้านและระบบนิเวศของลุ่มน้ำปากพนังอย่างมหาศาล (ขจรจบ กุสุมาวลี, 2547: 60)
ภายหลังปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา เมื่อประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิก่อสร้างเสร็จและปิดประตูกั้นแยกน้ำจืดและน้ำเค็มออกจากกัน ปรากฎว่าได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่สำคัญ กล่าวคือ ระบบนิเวศน้ำ 4 รสเดิมเสียสมดุลธรรมชาติ น้ำนิ่งและเน่าเสีย สัตว์น้ำลดลงทั้งปริมาณและชนิดพันธุ์ เกิดน้ำท่วมขังในเขตชุมชน สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่ออาชีพชาวบ้านตามมา ทั้งชาวนาข้าวทำนาไม่ได้เพราะน้ำท่วมขัง/ ดินเปียกแฉะ/ทิ้งนาข้าวให้ร้าง ชาวนากุ้งเลี้ยงกุ้งไม่ได้เพราะน้ำเน่าเสียและการแบ่งเขตพื้นที่น้ำจืด-น้ำเค็ม ชาวประมงพื้นบ้านสูญสิ้นอาชีพเพราะหาสัตว์น้ำไม่ได้และสูญเสียภูมิปัญญาชาวบ้านในวิธีการ/เครื่องมือการจับสัตว์น้ำ และชาวบ้านที่ทำน้ำตาลจากสูญเสียรายได้เสริมจากการทำน้ำตาลจากต้นจาก เป็นต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 อำเภอที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ ได้แก่ อำเภอหัวไทร เชียรใหญ่ และปากพนัง ซึ่งเป็นพื้นที่หลักและศูนย์กลางของลุ่มน้ำปากพนังตามนิยามของชาวบ้านในพื้นที่และคนทั่วไป (ตฤณ สุขนวล, 2546: 107)
ผลกระทบด้านลบที่ได้รับจากโครงการฯ ดังกล่าว นักวิชาการเห็นว่าเกิดขึ้นเนื่องจากกรมชลประทานไม่ได้นำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาประกอบการตัดสินใจในโครงการฯ แต่อย่างใด (คณะกรรมการสิทธิ-มนุษยชนแห่งชาติ, 2547: 159) และยังเป็นโครงการที่ไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแสดงความคิดเห็น/ร่วมตัดสินใจใด ๆ เนื่องจากโครงการถูกกำหนดเบ็ดเสร็จมาแล้วส่วนกลาง ทั้งยังออกแบบที่บิดเบือนไปจากพระราชดำริของในหลวง โดยเฉพาะการพัฒนาที่ไม่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชน (ขจรจบ กุสุมาวลี, 2547: 95-96 ; ตฤณ สุขนวล, 2546: 107 ; วิทวัส แกล้วทนง, 2542: 67 ; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, 2547: 158) อย่างไรก็ดี ชาวบ้านในพื้นที่กลับมีความตื่นตัวค่อนข้างสูงต่อความพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการฯ โดยได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม/องค์กร/เครือข่ายเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้อง/ผลักดัน/นำเสนอการจัดการน้ำต่อหน่วยงานภาครัฐด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งคัดค้าน/นำเสนอทางเลือก/ต่อรอง และดื้อแพ่ง ซึ่งการเคลื่อนไหวเพื่อการมีส่วนร่วมในโครงการฯ ที่มียาวนานเกือบ 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา ได้สร้างประสบการณ์ร่วมกันระหว่างกลุ่ม/องค์กรชาวบ้านกับหน่วยงานภาครัฐ ตลอดทั้งบริบทและเงื่อนไขใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนท่าทีของทั้งสองฝ่ายจากความขัดแย้งเป็นปรปักษ์สู่ความร่วมมือและมีแนวทางพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังร่วมกันมากขึ้น ปฏิสัมพันธ์ที่มีมายาวนานและต่อเนื่องเกือบสองทศวรรษ สามารถถอดประสบการณ์และบทเรียนความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโครงการที่เป็นไปอย่างหลากหลายและซับซ้อน ได้ดังนี้

1. ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงภาครัฐกับนอกภาครัฐ มี 2 ลักษณะ คือ 1) ความสัมพันธ์แบบขัดแย้งต่อสู้ต่อรองสู่ความร่วมมือ และ 2) ความสัมพันธ์เชิงการสนับสนุนระหว่างกัน ดังนี้
1) ความสัมพันธ์ในลักษณะความขัดแย้งสู่ความร่วมมือการจัดการน้ำในโครงการฯ เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างกรมชลประทานและกลุ่มชาวบ้านที่มียาวนานต่อเนื่องเกือบ 20 ปี ถือเป็นความสัมพันธ์หลักที่เกิดขึ้นแล้วมีผลต่อการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังด้านการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรของโครงการฯ ตลอดถึงทิศทางนโยบายการจัดการน้ำของพื้นที่ฯ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความสัมพันธ์ของสองฝ่ายนี้มีพัฒนาการใน 2 ช่วง คือ      
(1) ช่วง พ.ศ. 2536 – พ.ศ. 2546 โครงการกำลังดำเนินการก่อสร้างฯ ความสัมพันธ์ของตัวแสดง 2 ฝ่าย มีลักษณะเป็นฝ่ายตรงข้าม มีความเห็นแตกต่างและขัดแย้งกัน ตัวแสดงนอกภาครัฐมีการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านคัดค้านโครงการฯ มากมายหลายกลุ่มกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะอำเภอปากพนัง หัวไทร เชียรใหญ่ และชะอวด ซึ่งชาวบ้านมีทั้งการรวมตัวแบบหลวม ๆ ระดับตำบล[iii] และการรวมตัวกันเป็นองค์กร[iv]/เครือข่าย[v]ระดับจังหวัดทำการต่อสู้/ตอบโต้/ต่อรองกับหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐก็ตอบโต้กลุ่มชาวบ้านด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่นกัน เช่น การกล่าวอ้างพระราชดำริเพื่อปรามกลุ่มชาวบ้าน การฟ้องร้องดำเนินคดีกับกลุ่มชาวบ้าน การบังคับข่มขู่ด้วยกฎหมายและทหาร เป็นต้น 
ตฤณ สุขนวล (2547) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและกลุ่มชาวบ้านที่เกิดขึ้นในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ ว่าเป็นลักษณะโต้ตอบในรูปแบบของวาทกรรมหลักซึ่งปฏิบัติการโดยหน่วยงานภาครัฐเพื่อสร้างความชอบธรรมหรือชี้ให้เห็นความจำเป็นของโครงการภาครัฐต่อการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง กับรูปแบบวาทกรรมทางเลือกซึ่งปฏิบัติการโดยกลุ่มชาวบ้านเพื่อต่อต้าน/คัดค้านวาทกรรมกระแสหลัก ด้วยวิธีการทั้งการตอบโต้ การป้องกันตัวเอง การเรียกร้องความเห็นใจในความเดือดร้อน และการสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของชาวบ้านเอง แต่มีเป้าหมายเพื่อสิทธิในการจัดการชีวิตตนเองและชุมชนได้ สาเหตุหนึ่งของการปฏิบัติการวาทกรรมทางเลือก เนื่องจากชาวบ้านไม่มีความมั่นใจในภาครัฐว่าจะทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดีได้จริง เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมานโยบาย/โครงการของภาครัฐทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังด้อยพัฒนามากกว่าพัฒนา ทั้งนี้ การตอบโต้ของกลุ่มชาวบ้านหากมองในมิติของความพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการฯ จากการที่ถูกหน่วยงานภาครัฐปิดกั้นเอาไว้ จะเห็นมีทั้งในระดับการช่วงชิงพื้นที่การให้ข้อมูลข่าวสารกับหน่วยงานภาครัฐ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการฯ ในประเด็นต่าง ๆ เพื่อลดความน่าเชื่อถือการดำเนินโครงการฯ ของหน่วยงานภาครัฐ และการแสดงความคิดเห็นในระดับการผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐตัดสินใจตามข้อเรียกร้อง
การแสดงความคิดเห็นของกลุ่มชาวบ้านในรูปแบบผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐตัดสินใจตามข้อเรียกร้อง ในช่วงการก่อสร้างระบบชลประทานของโครงการฯ ชาวบ้านหลากหลายกลุ่มได้ปฏิบัติเรียกร้องผลักดันหรือยืนยันความคิดของฝ่ายตนกับหน่วยงานภาครัฐด้วยวิธีการที่เรียกว่า “การดื้อแพ่งแข็งอาญา” ในหลายกรณี แต่ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จตามข้อเรียกร้อง เช่น ให้เปลี่ยนจุดสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิไปตั้งที่อำเภอเชียรใหญ่ซึ่งมีภูมิศาสตร์และระบบนิเวศน์ที่เหมาะสมกว่า การเรียกร้องให้สร้างประตูระบายน้ำกั้นคลองปากพนังจากบ้านเสือหึงมาที่บ้านเสือร้องซึ่งชาวบ้านอ้างว่าเป็นไปตามพระราชดำริฯ มากกว่า การเรียกร้องให้ขยายพื้นที่น้ำจืด-น้ำเค็มใหม่โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม การเรียกร้องไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ในแนวขุดคลอง แต่สุดท้ายโดนหน่วยงานรับผิดชอบฟ้องร้องต่อศาลบังคับให้ชาวบ้านยินยอม เรียกร้องให้ขยายความกว้างของถนนภายในโครงการ/สร้างรางระบายน้ำเสียให้ทั่วถึงทุกบ่อเลี้ยงกุ้ง/ให้ติดตั้งไฟฟ้าในโครงการชลประทานน้ำเค็ม การคัดค้านการถมคลองสาธารณะบริเวณรอยต่อ ตำบลเกาะเพชรกับตำบลขนาบนาก เป็นต้น[vi]
ส่วนการเรียกร้องแล้วประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง คือ กรณีคัดค้านการแบ่งเขตน้ำจืด-น้ำเค็มและการห้ามทำนากุ้งในพื้นที่น้ำจืดโดยกลุ่มชาวนากุ้ง ซึ่งเห็นว่าการจัดแบ่งพื้นที่น้ำจืดให้เกษตรกรทำนาข้าวกับพื้นที่น้ำเค็มให้เกษตรกรทำนากุ้ง ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 7 กรกฏาคม พ.ศ. 2541 และคำสั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชให้ระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืดมีความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งในเขตน้ำจืด และยังเห็นว่ารัฐไม่มีสิทธิที่มาห้ามชาวบ้านไม่ให้ประกอบอาชีพที่ได้พยายามปรับตัวเรียนรู้ด้วยตนเองจนสามารถอยู่รอดได้ โดยที่รัฐไม่เคยเข้ามาส่งเสริมช่วยเหลือให้คำแนะนำแต่อย่างใด ดังนั้นจึงได้รวมตัวคัดค้านและยืนยันที่จะเลี้ยงกุ้งต่อไป แม้รัฐจะสั่งห้ามหรือลงโทษให้ติดหราง (คุก/ตาราง) ก็ตาม บางพื้นที่ยอมติดคุกกันทั้งหมู่บ้าน ตลอดทั้งมีการเคลื่อนไหวคัดค้าน/ชุมนุมประท้วงระดับอำเภอและจังหวัดของชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำจังหวัดนครศรีธรรมราช ผลการดื้อแพ่งของชาวบ้านในพื้นที่ทำให้รัฐไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากนัก แม้สำนักงานประมงจังหวัดแจ้งเตือนให้มีการจับกุมไปยังอำเภอต่าง ๆ หรือการให้ทหารเข้ามาชี้แจง (ข่มขู่) กับชาวบ้าน แต่สุดท้ายคือการประนีประนอมตามข้อเสนอของชาวบ้าน ทั้งนี้ การเรียกร้องของชาวบ้านในกรณีปัญหาต่าง ๆ บางครั้งได้มีการจัดเวทีประชุมขึ้นโดยหน่วยงานภาครัฐ เพื่อปรึกษาหารือแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านตามข้อเรียกร้อง แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านกลับไม่ได้โอกาสแสดงความคิดเห็น/ได้พูดแม้เตรียมข้อมูลไปมากมาย และเวทีที่จัดก็กลายเป็นการชี้แจงของภาครัฐเพื่อให้ชาวบ้านยอมรับโครงการฯ แทน
การเคลื่อนไหวของชาวบ้านเพื่อการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำของโครงการฯ ที่ปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเคลื่อนไหวกระจายตามจุดต่าง ๆ ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนจากโครงการฯ  และการเคลื่อนไหวอยู่ที่จุดใหญ่ของโครงการคือประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ด้วยวิธีการที่หลากหลายตั้งแต่การยื่นหนังสือเรียกร้อง/แสดงความคิดเห็นถึงนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี และนายกรัฐมนตรี การชุมนุมประท้วงบริเวณหน้าอำเภอ ศาลากลางจังหวัด ที่ทำการแพปลาของอำเภอ จุดก่อสร้างประตูระบายน้ำ (เป็นวิธีการที่ชาวบ้านเรียนรู้จากกรณีความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่อื่น ๆ เช่น เขื่อนปากมูล โรงไฟฟ้าบ่อนอกหินกรูด) เป็นต้น, การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา,[vii] การแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้เสียงชาวบ้านดังขึ้น เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ท้องถิ่นโดยเฉพาะวารสารลุ่มน้ำปากพนังของสมาคมนักเขียนลุ่มน้ำปากพนัง เวทีการเสวนา/สัมมนาที่จัดขึ้นโดยชาวบ้านเองหรือที่จัดโดยองค์กรอื่น,[viii] การพูดคุยกันเองระหว่างกลุ่มชาวบ้านตามร้านน้ำชากาแฟในหมู่บ้าน/งานบุญพิธีต่าง ๆ เพื่อถกเถียง/แลกเปลี่ยน/ขยายวง, การแสดงความคิดเห็นโดยใช้พื้นที่งานวิจัยของบุคคล/องค์กรต่าง ๆ ที่เข้าไปสัมภาษณ์ชาวบ้านในการศึกษาเกี่ยวกับลุ่มน้ำปากพนังหรือโครงการฯ, การนำเสนอข้อมูลและบทความลงสื่อเว็บไซต์ขององค์กรอื่นที่เปิดพื้นที่ให้[ix]
ตฤณ สุขนวล (2547) ได้สรุปปฏิบัติการของชาวบ้านลุ่มน้ำปากพนังที่มีต่อการจัดการน้ำโดยโครงการของภาครัฐในช่วงการดำเนินก่อสร้างไว้ว่าเป็น “การเคลื่อนไหวต่อสู้ที่ค่อนข้างเงียบไร้เสียง” รับรู้กันเฉพาะในพื้นที่เท่านั้น บุคคลภายนอกหรือสาธารณะไม่ค่อยรับรู้เหมือนในกรณีอื่น ๆ ในสังคมไทย เพราะเป็นการต่อสู้ในพื้นที่พิเศษที่ค่อนข้างปิดกั้นมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ อย่างไรก็ดี ความเดือดร้อนที่เกิดจากการพัฒนา (โดยเฉพาะผลกระทบที่ได้รับจากประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ) ทำให้การปิดกั้นไม่สามารถทำได้อย่างเบ็ดเสร็จ ปฏิบัติการของชาวบ้านที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ หลาย ๆ จุด กลายเป็นพลังเงียบที่เริ่มมีพลังเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ และต่อมากลายเป็นที่รับรู้ของสาธารณะมากขึ้น
การเคลื่อนไหวที่ยาวนานทำให้เสียงของชาวบ้านดังขึ้น ประกอบกับผลกระทบแก่ลุ่มน้ำ  ปากพนังโดยเฉพาะระบบนิเวศเฉพาะถิ่น ทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังได้รับความสนใจแก่บุคคล/หน่วยงานภายนอก  อื่น ๆ และได้เข้ามาเกี่ยวข้อง/สนับสนุนในโครงการฯ ในบทบาทที่เด่นชัดขึ้นภายหลัง พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและกลุ่มชาวบ้านเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของกลุ่มชาวบ้านเองจากการเคลื่อนไหวมานาน ได้มีการเรียนรู้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่ตนต่อสู้เรียกร้องและกับหน่วยงานภายนอกที่เข้ามามีบทบาท จึงทำให้มีท่าทีและมุมมองต่อการแก้ปัญหาใหม่ว่า การจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังนั้นเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่หน่วยงานใดจะรับผิดชอบและตัดสินใจได้เพียงหน่วยงานเดียว กรมชลประทานจึงควรให้ชาวบ้านและหน่วยงานอื่น ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำในพื้นที่ดังกล่าวด้วย (ตฤณ สุขนวล, 2546 ; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, 2547)

(2) ช่วง พ.ศ. 2547-ปัจจุบัน ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับกลุ่มชาวบ้านคลี่คลายเนื่องจากปัจจัย/เงื่อนไขต่าง ๆ ความสัมพันธ์มีลักษณะความร่วมมือการจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มากขึ้น มีความสัมพันธ์เชิงการแลกเปลี่ยนทรัพยากรในด้านความรู้และประสบการณ์การจัดการน้ำระหว่างกัน และเริ่มมองถึงทิศทางการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังที่จะเกิดขึ้นในอนาคตร่วมกัน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทั้งสองช่วงตัวแสดงภาครัฐยังมีบทบาทหลักด้านการตัดสินใจและบทบาทนี้อยู่ที่หน่วยงานส่วนบนเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มชาวบ้านเองก็มีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนท่าทีของหน่วยงานภาครัฐ ด้วยการยอมรับให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมการจัดการน้ำในโครงการฯ จากการเป็นคนนอกเข้าสู่การเป็นคนในในกระบวนการจัดการน้ำของโครงการฯ ในรูปแบบคณะทำงาน/คณะกรรมการชุดต่าง ๆ มากขึ้น[x] รวมทั้งยอมรับองค์ความรู้ด้านระบบนิเวศของชาวบ้านที่มีประโยชน์ต่อโครงการฯ ที่เคยถูกละเลยจากหน่วยงานภาครัฐในก่อนหน้านี้
สีลาภรณ์ บัวสาย (2552) ชี้ให้เห็นคามสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงจากความขัดแย้งสู่ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐกับกลุ่มชาวบ้านว่า เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในที่ทุกฝ่ายได้มีเวทีแลกเปลี่ยนที่สร้างสรรค์ระหว่างคนที่มีมุมมองหลากหลาย ทำให้ได้เห็นข้อมูลที่เป็นจริงรอบด้านและความรู้ที่ครบถ้วนในทุกศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง และมีกลไกจัดการให้ทุกฝ่ายมองเห็นคุณค่า/เป้าหมายร่วมกันของการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง โดยเฉพาะกลไกสำนักประสานงานโครงการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เพื่อใช้เป็นเวทีของกระบวนการทำวิจัยและนำความรู้จากผลการวิจัยมาเป็นเครื่องมือประสานความเข้าใจของทุกฝ่าย และปัจจัยจากสถานการณ์ภายนอก เช่น การเลิกเลี้ยงกุ้งของกลุ่มชาวนากุ้งเนื่องจากราคากุ้งในตลาดโลกตกต่ำ การมองเห็นประโยชน์ของประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยลดปัญหาความรุนแรงของน้ำท่วมจากอุทกภัย รวมทั้งผลกระทบด้านบวกมีมากกว่าผลกระทบด้านลบของประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ (แต่ผลกระทบด้านลบก็เกิดขึ้นกว้างขวางครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพอย่างไม่อาจปฏิเสธได้) ผลลัพธ์ของท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและกลุ่มชาวบ้าน คือ การปรับเปลี่ยนเข็มทิศและทิศทางการทำงานร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงของกรมชลประทานในการยอมทบทวนแนวปฏิบัติการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ และในปี พ.ศ. 2550 ก็ยอมอนุมัติเกณฑ์การจัดสรรน้ำและจัดลำดับความสำคัญของการจัดสรรใหม่ โดยกำหนดให้การใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศทางน้ำและการประมงขึ้นมาเป็นอันดับแรก (จากเดิมที่เป็นการกำหนดขอบเขตการใช้ที่ดินสำหรับพื้นที่น้ำจืด-น้ำเค็มชัดเจน) ตามข้อเสนอของศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูระบบนิเวศและอาชีพของเกษตกรในพื้นที่  ลุ่มน้ำปากพนัง  

2) ความสัมพันธ์เชิงการสนับสนุนระหว่างกัน เป็นความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาวบ้านกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ทั้งหน่วยงานราชการส่วนกลาง/ภูมิภาค/ท้องถิ่น องค์กรอิสระ สถาบันอุดมศึกษา และนักการเมืองท้องถิ่น/ระดับชาติ ซึ่งเข้ามามีส่วนในการสนับสนุนทั้งโดยตรงและโดยอ้อมแก่กลุ่มชาวบ้านในบทบาท/ลักษณะต่าง ๆ กล่าวคือ องค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน มีบทบาทเป็นทั้งผู้ประสานความต้องการ/ความเดือดร้อน/ข้อร้องเรียนของชาวบ้านกับหน่วยงานรับผิดชอบโครงการฯ และในบางกรณีก็ร่วมเป็นแกนนำกับกลุ่มชาวบ้านเรียกร้อง/คัดค้านโครงการฯ ด้วย เช่น ร่วมกับกลุ่มชาวบ้านเดินทางยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลเรียกร้องให้เปิดประตูระบายน้ำปากพนังและสร้างประตูระบายน้ำกั้นคลองปากพนังที่บ้านเสือร้องแทนบ้านเสือหึง, นายอำเภอแสดงความเข้าใจ/เห็นด้วยกับปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านและยอมรับผลกระทบจากโครงการฯ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส. นายวิทยา แก้วภารดัย) ร่วมผลักดันจัดทำข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีกรณีปัญหาการแบ่งเขตพื้นที่น้ำจืด-น้ำเค็มขอให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของชาวบ้าน สมาชิกสภาจังหวัด (อดีต สจ.  นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์) ร่วมผลักดันข้อเรียกร้องของชาวบ้านตั้งแต่โครงการฯ ดำเนินก่อสร้าง ปัจจุบันเข้าร่วมเป็นคณะทำงานศึกษาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการฯ ชุดภาคประชาชน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้ามาจัดเวทีเพื่อสร้างความเข้าใจของฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะจัดให้กลุ่มชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นในเวทีสัมมนา/ประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับฝ่ายหน่วยงานภาครัฐ  รับข้อร้องเรียนของกลุ่มชาวบ้านมาดำเนินการ และจัดตั้งคณะทำงานภาคประชาชนเพื่อศึกษาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกับภาครัฐ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยสนับสนุนโครงการวิจัยชุดต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจ/เข้าถึง/แนวทางแก้ไขความเดือดร้อนของชาวบ้านทุกกลุ่ม ตลอดทั้งเปิดพื้นที่เว็บไซต์ให้กลุ่มชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็น/เผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติสนับสนุนโครงการต้นแบบนำร่องการจัดการน้ำตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชศึกษาวิจัย/เครือข่ายข้อมูลพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง โดยการสนับสนุนทุนจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งชาวบ้านมีบทบาทเป็นผู้ให้ข้อมูล/ความรู้แก่ผู้วิจัย และเมื่อผลงานวิจัยแล้วเสร็จชาวบ้านก็นำไปใช้ประโยชน์ในการอ้างอิง/อาศัยพื้นที่ในงานวิจัยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการฯ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (หาดใหญ่) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาแก่กลุ่มชาวบ้านในการศึกษาผลกระทบและ แนวทางแก้ไขปัญหา เป็นต้น

2. ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงนอกภาครัฐกับนอกภาครัฐ ในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ ความโดดเด่นอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาวบ้านกับกลุ่มชาวบ้านที่เคลื่อนไหวเพื่อการมีส่วนร่วมในโครงการฯ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาวบ้านกับองค์กรพัฒนาเอกชนไม่ชัดเจนและโดดเด่นมากนัก เนื่องจากชาวบ้านรวมกลุ่มกันเองโดยไม่มีใครเข้ามาจัดตั้งทั้งในรูปแบบกลุ่มหลวม ๆ /ชมรม/เครือข่าย ด้วยการเรียนรู้การต่อสู้และมองเห็นจุดร่วมของปัญหา มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกลุ่มและมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างเหนียวแน่น (บางกลุ่มใช้ทุนทางสังคมเดิมคือ “ความเป็นเกลอเขา-เกลอเล”  มาเป็นตัวกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม) การเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวบ้านแม้ระยะแรกจะมีกลุ่มกระจัดกระจายตามพื้นที่และประเด็นความเดือดร้อน แต่ข้อเรียกร้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ การต่อต้านคัดค้านโครงการฯ เนื่องจากเห็นว่ามีผลกระทบต่ออาชีพและระบบนิเวศ ต่อมาเมื่อโครงการฯแล้วเสร็จ ชาวบ้านมีจุดร่วมความเดือดร้อนของปัญหาเดียวกันคือผลกระทบจากประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ กลุ่มที่เคยกระจัดกระจายมาผนึกกันเป็นเครือข่ายชุมชน เสียงชาวบ้านที่กระจายตามพื้นที่ต่าง ๆ ได้กลายเป็นเสียงเดียวกันมากขึ้น บางกลุ่มยุติบทบาทเดิมแล้วมาเป็นแกนนำ/สมาชิกของอีกเครือข่ายหนึ่ง เช่น แกนนำและสมาชิกของชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำจังหวัดนครศรีธรรมราชยุติบทบาทของชมรมแล้วมาเข้าร่วมเคลื่อนไหวอยู่ในเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำปากพนัง เป็นต้น สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาวบ้านกับกลุ่มองค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ ที่โดดเด่นในพื้นที่ คือ ความสัมพันธ์กับสมาคมนักเขียนลุ่มน้ำปากพนัง (เป็นการรวมกลุ่มของคณะครู จดทะเบียนในรูปสมาคม) ซึ่งกลุ่มชาวบ้านอาศัยพื้นที่ในวารสารลุ่มน้ำปากพนังเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการฯ ในรูปบทกลอน/บทความต่าง ๆ นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับองค์กรพัฒนาเอกชนส่วนกลาง คือ มูลนิธิกองทุนไทย (ไทยเอ็นจีโอ) ที่กลุ่มชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ในการเผยแพร่ข้อมูลและความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการฯ เช่นเดียวกัน
ความสัมพันธ์ของตัวแสดงในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ มีลักษณะเด่นของความกลมเกลียวของคนกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดที่แม้มีบทบาทที่แตกต่างกัน แต่ก็มีจุดร่วมหรือการมองเห็นถึงปัญหาและประโยชน์สาธารณะที่เกิดแก่ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของชาวบ้าน กลุ่มราชการส่วนท้องถิ่น/ภูมิภาค (เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล นายอำเภอ กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน และครู เป็นต้น) กลุ่มนักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา หรือแม้แต่นักการเมือง ซึ่งต่างก็มีบทบาทในการหนุนช่วย/หนุนเสริมกันตามสถานการณ์และโอกาสต่าง ๆ เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังมีความยั่งยืนทั้งในด้านระบบนิเวศของธรรมชาติและความมั่นคงในอาชีพของเกษตร ความขัดแย้งในโครงการฯ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จึงเป็นความสัมพันธ์ขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนในพื้นที่ท้องถิ่น (โดยมีกลุ่มชาวบ้านเป็นตัวหลัก) กับหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางโดยเฉพาะกรมชลประทาน แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจากการเปิดใจยอมรับฟัง มองเห็นภาพรวมของปัญหา/ เข้าใจความเดือดร้อนและข้อจำกัดของแต่ละฝ่ายกันมากขึ้น ตลอดทั้งจากการร่วมกันศึกษาผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาจากโครงการฯ ความสัมพันธ์ใหม่ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากความพยายามก้าวพ้นความขัดแย้งและช่วยกันบรรเทาผลกระทบแล้ว ยังร่วมกันขออำนาจกำหนดนโยบายพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ที่มาจากการคิดเห็น/ตัดสินใจร่วมกันระหว่างกลุ่มคนในท้องถิ่นกับผู้บริหาร/เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐในระดับพื้นที่ โดยเชื่อว่าความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาวบ้าน ความสามัคคีของกลุ่มคน/สถาบัน/หน่วยงานต่าง ๆ ในท้องถิ่น และความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานภาครัฐในระดับพื้นที่จะทำให้นโยบายพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังมีประสิทธิภาพกว่าที่แล้วมา โดยที่แนวทางการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังในอนาคตควรมีการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจากระดับพื้นที่แล้วให้ฝ่ายรัฐบาล/อธิบดีก็สั่งการตามการตัดสินใจนั้น

เอกสารอ้างอิง

กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (มปป.). การจัดการด้านระบบชลประทานในพื้นที่ลุ่มน้ำ
ปากพนัง โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง. เอกสารแผ่นพับ. กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2545). รายงานสรุปแผนงานและผลการดำเนินงาน
ก่อสร้างด้านชลประทาน โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ. กรุงเทพฯ: กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
ขจรจบ กุสุมาวลี. (2547). ความขัดแย้งระหว่างรัฐ ทุน และท้องถิ่น: ศึกษาจากการจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติ บริเวณตำบลเกาะเพชร และตำบลท่าซอม อำเภอหัวไทร
จังหวัดนครศรีธรรมราช. รายงานวิจัยในชุดโครงการภูมิปัญญาทักษิณจากวรรณกรรมและพฤติกรรม, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์.
คณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. (2547). นิเวศสามน้ำ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา.
เชษฏ ตันสกุล. (2549). บ้านพ่อที่ลุ่มน้ำปากพนัง. กรุงเทพฯ: บริษัท นีโอเพรส จำกัด.
ณรงค์ บุญสวยขวัญ. (2552). การเมืองภาคพลเมือง บทวิเคราะห์แนวคิดและปฏิบัติการท้าทายอำนาจ
การเมืองในระบบตัวแทน. กรุงเทพฯ: บริษัท เอดิสันเพรส โปรดักส์ จำกัด.
ณรงค์ บุญสวยขวัญ. (2544). บทนำเอกสารประกอบการสัมมนาสังเคราะห์สถานภาพองค์ความรู้พื้นที่
ลุ่มน้ำปากพนัง. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. นครศรีธรรมราช.
ตฤณ สุขนวล. (2546). วาทกรรมการพัฒนา: ศึกษากรณีการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง.
วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา.
มูลนิธิกองทุนไทย. (2548). ความคืบหน้าเวทีประชาชน: กระบวนการแก้ไขปัญหาโครงการลุ่มน้ำปากพนัง.
สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2553, จาก http://thaingo.org/story/paknang_seminar.htm.
วิทวัส แกล้วทนง. (2542). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำ
ปากพนัง. สารนิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์,
สำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษา.
สีลาภรณ์ บัวสาย. (2552). ลุ่มน้ำปากพนัง จากความขัดแย้งสู่ความสมานฉันท์. กรุงเทพฯ:  
บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).



เชิงอรรถ
[i] ขอบเขตของบทความนี้ คือ การรวบรวมและเรียบเรียงจากการเอกสารต่าง ๆ ช่วง พ.ศ. 2536-2552  เพื่อความเข้าใจเชิงปรากฏการณ์ โดยไม่ได้มีการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและการเก็บข้อมูลปัจจุบัน (2553-2554) ในภาคสนาม
[ii] นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 7 และนักศึกษาทุนในโครงการเครือข่ายเชิงกลยุทธ์เพื่อการผลิตและพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
[iii] เป็นการรวมกลุ่มอย่างหลวม ๆ เฉพาะกิจ ของชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการก่อสร้างของโครงการฯ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานราชการตัดสินใจที่กลุ่มตนเสนอไป วิธีการเรียกร้องมีทั้งเรียกร้องผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นผู้ประสานดำเนินการให้ และเรียกร้องกับหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง และในบางกรณีได้ถวายฎีกาถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าราชินี
[iv] เป็นการจัดตั้งกลุ่มอย่างเป็นทางการ มีแกนนำ/โครงการ/เป้าหมายหลัก/กิจกรรมแน่นอนต่อเนื่อง และมีขอบข่ายครอบคลุมทั้งจังหวัด เช่น ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดตั้งขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งและช่องทางจัดจำหน่าย ในช่วงแรกได้เคลื่อนไหวต่อสู้กับจังหวัดนครศรีธรรมราชและกรมประมงเพื่อคัดค้านการแบ่งอาชีพนาข้าวนากุ้งตามพื้นที่น้ำจืด-น้ำเค็ม ต่อมาภายหลังได้ยุติชมรมและเข้าร่วมเป็นเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำปากพนัง ปัจจุบันแกนนำและสมาชิกทั้งระดับอำเภอและจังหวัดได้รับการยอมรับให้เป็นตัวแทนคณะกรรมการภาคประชาชนเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาพื้นที่ปากพนังฯ ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการดำเนินการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง (ณรงค์ บุญสวยขวัญ, 2552: 117) นอกจากนี้ยังมีองค์กรอื่น ๆ เช่น กลุ่มรักษ์แม่น้ำปากพนัง กลุ่มรักษ์พรุ และสมาคมนักเขียนลุ่มน้ำปากพนัง เป็นต้น
[v] มีเครือข่ายที่สำคัญ คือ เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำปากพนัง เป็นศูนย์กลางในการปฏิสัมพันธ์สมาชิกทั้งระดับอำเภอ/จังหวัดและศูนย์กลางเครือข่ายองค์กรชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม ได้เคลื่อนไหวเกี่ยวกับโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ มาโดยตลอด จนเป็นที่ยอมรับจากเจ้าหน้าที่ราชการ นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง (ณรงค์ บุญสวยขวัญ, 2552: 117) และยังมีเครือข่ายอื่น เช่น เครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำปากพนัง เป็นต้น
[vi] ส่วนการเรียกร้องที่ประสบความสำเร็จแต่อยู่ในเงื่อนไขพิเศษ เช่น กรณีกลุ่มชาวบ้านนำโดยนางบุญมี วิชัยดิษฐ์ ยื่นเรื่องทูลเกล้าถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระราชินีฯ ขอความเป็นธรรมในราคาการเวนคืนที่ดิน ทำให้ไม่สามารถขุดคลองชะอวด-แพรกเมืองได้ กรณีขุดคลองตัดผ่านต้นไทร แต่นายจำรูญ พลายด้วง ทูลขอไม่ให้ตัดต้นไทรเพราะชาวบ้านเชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรณียายตั้ง หญิงชรา คัดค้านทหารแบบหัวชนฝาไม่ให้ขุดลอกคลองปากบาง ตำบาลบ้านพิง อำเภอปากพนัง โดยอ้างว่าจะทำลายป่าจากและต้นไม้อื่น ๆ ที่งอกขึ้นเองตามธรรมชาติไม่มีใครไปปลูก จึงไม่มีใครมีสิทธิไปทำลายได้ หรือการอ้างสิทธิธรรมชาติของต้นไม้
[vii] เช่น กรณีกลุ่มชาวบ้านยื่นฟ้องกรมประมงเพื่อคัดค้านการถมคลองสาธารณะในโครงการชลประทานน้ำเค็ม, เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำปากพนังยื่นฟ้องกรมชลประทานและสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ให้จำกัดบทบาทการดำเนินงานในโครงการฯ
[viii] เช่น จัดโดยคณะอนุกรรมการด้านที่ดินและน้ำ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น
[ix] เช่น เว็บไซต์ของโครงการสิทธิชุมชนศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, ไทยเอ็นจีโอ
[x] เช่น คณะกรรมการศึกษาผลกระทบบริเวณล่างประตูระบายน้ำ คณะกรรมการท้องถิ่นเพื่อการบริหารจัดการน้ำ คณะอนุกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการบริหารจัดการประตูระบายน้ำ และคณะกรรมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (แต่งตั้งโดยสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม)  คณะทำงานศึกษาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ ประกอบด้วยคณะทำงานชุดภาครัฐและชุดภาคประชาชน (แต่งตั้งโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน) แม้ในทางปฏิบัติของคณะกรรมการเหล่านี้ได้มีอุปสรรคเกิดขึ้นบ้างก็ตาม เช่น การไม่มีผลทางปฏิบัติของคณะกรรมการบางชุด (ตั้งแล้วไม่ทำงาน) การไม่มีอำนาจตัดสินใจแก้ไขปัญหาผลกระทบหรือแนวทางจัดการน้ำในโครงการฯ ได้ของคณะทำงานระดับพื้นที่ เป็นต้น

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การจัดการโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว


สิริยุพา เลิศกาญจนาพร
         
          ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงในช่วงศตวรรษที่ 21 ทำให้มุมมองในการบริหารจัดการธุรกิจเปลี่ยนจากการให้ความสนใจเฉพาะองค์กรมาเป็นการบริหารจัดการในภาพรวมตลอดทั้งธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยอาศัยหลักการจัดการโซ่อุปทานซึ่งเป็นแนวคิดการบริหารจัดการเชิงระบบ(System approach)  ซึ่งแรกเริ่มได้มีการนำมาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อปรับปรุงคุณภาพสินค้า เพิ่มสมรรถนะในการแข่งขัน โดยหลักการสำคัญของการจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management : SCM) คือต้องตระหนักว่าสมาชิกในโซ่อุปทานมีความเป็นอิสระจากกัน และจะทำอย่างไรให้แต่ละฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
งานวิจัยด้านการจัดการโซ่อุปทานที่ผ่านมามุ่งความสนใจไปยังภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีตัวสินค้าที่สามารถจับต้องได้ และมีระบบการผลิตที่เห็นเป็นรูปธรรม แต่ปัจจุบันแนวโน้มงานวิจัยด้านการจัดการโซ่อุปทานเริ่มให้ความสนใจในธุรกิจบริการมากขึ้น และการศึกษาโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในความท้าทายนั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมในภาคบริการที่ได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม ในแง่ของการสร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างธุรกิจต่อเนื่อง ในปี 2553 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 15.75 ล้านคน สร้างรายได้ให้กับประเทศถึง 5.6 แสนล้านบาท[1]
แต่จากรายงานการวิจัย[2] กลับระบุว่าปัญหาด้านการท่องเที่ยวของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ซึ่งหมายรวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น ไม่ได้อยู่ที่แหล่งท่องเที่ยว หากแต่อยู่ที่การจัดการห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว (Tourism Supply Chain) ด้วยเหตุที่การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมในภาคบริการ ที่มีลักษณะเฉพาะของธุรกิจแตกต่างไปจากธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม กล่าวคือเป็นบริการที่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้  ไม่สามารถจัดส่งบริการท่องเที่ยวให้กับลูกค้าได้เหมือนสินค้าทั่วไป ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวต้องเดินทางมารับบริการท่องเที่ยวนั้นด้วยตนเอง ณ แหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ อุปสงค์หรือความต้องการซื้อบริการท่องเที่ยวขึ้นลงตามฤดูกาล บริการการท่องเที่ยวไม่สามารถเก็บไว้ใช้ได้ องค์ประกอบของการให้บริการด้านการท่องเที่ยวมีความหลากหลายประกอบด้วยการดำเนินการร่วมกันของหลายฝ่ายซึ่งต่างมีความเป็นอิสระต่อกัน ทำให้ยากต่อการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการบริการ การจัดการโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจึงมีความสำคัญและจำเป็นเพื่อให้การบริหารจัดการขั้นตอนต่างๆในการให้บริการท่องเที่ยวเกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในแง่ของต้นทุน เวลา และ ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว
          X.Zhang et al. (2009) ได้ให้คำนิยามว่า โซ่อุปทานการท่องเที่ยว หมายถึง เครือข่ายขององค์กรด้านการท่องเที่ยวที่มีส่วนร่วมในสร้างสรรค์กิจกรรมและผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวจนกระทั่งมีการส่งมอบบริการนั้นให้กับนักท่องเที่ยว
          เครือข่าย (Network) ด้านการท่องเที่ยวที่ร่วมมือกันสรรสร้างผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวนั้นครอบคลุมการดำเนินงานของธุรกิจหลากหลายสาขา เช่น ธุรกิจที่พัก ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจสินค้าที่ระลึก ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจซักรีด ธุรกิจบันเทิง ฯลฯ ซึ่ง Collier and Harraway (1997) ระบุว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการโดยตรง(Direct Providers) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้แก่ 
          1.การขนส่ง  (Transportation)  การขนส่งทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าถึงยังแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย   นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมากต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว    การขนส่งมีหลายรูปแบบ เช่น   การขนส่งทางบก   ทางน้ำ   และทางอากาศ
            2. ที่พัก  (Accommodation)  เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องมีที่พักในบริเวณใกล้เคียงแหล่งท่องเที่ยว   เช่น   โรงแรม   รีสอร์ท  อพาร์ทเม้นท์ เกสต์เฮ้าส์ การให้บริการด้านที่พักอาจแตกต่างออกไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ   รสนิยมของผู้บริโภคและสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว 
          3. สิ่งดึงดูดใจ  กิจกรรม  และสิ่งอำนวยความสะดวกในการบริการต่างๆ  (Attractions Activities and Ancillary Services)   วัตถุประสงค์หลักในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ คือต้องการได้รับความเพลิดเพลินสนุกสนานและประสบการณ์แปลกใหม่ในการเดินทางท่องเที่ยว   สิ่งดึงดูดใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวอาจเป็นสถานที่ (sites) หรือ เหตุการณ์ (Events)  ซึ่งเกิดได้ตามธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้น รวมไปถึงกิจกรรมการท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในการให้บริการการท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว เช่น การอำนวยความสะดวกในด้านการเดินทางเข้าออกประเทศ ด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ
          4.การขาย (Sales) เป็นกิจกรรมที่ช่วยกระจายบริการด้านการท่องเที่ยวจากผู้ให้บริการไปยังผู้บริโภคหรือนักท่องเที่ยว ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เช่น  ผู้ขายส่งบริการด้านการท่องเที่ยว(Tour Operator)  ตัวแทนจัดการเดินทาง (Travel Agents)  ตัวแทนจำหน่ายและเฉพาะทาง(Specially Chandlers)
ต่อมา Richard Tapper (2004) ได้นำเสนอความเชื่อมโยงของธุรกิจภายในโซ่อุปทานการท่องเที่ยว  โดยยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบหลักตามแนวคิดของ Collier and Harraway อันได้แก่ การขนส่ง ที่พัก การขาย สิ่งดึงดูดใจ กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกในการบริการต่างๆ  และได้เพิ่มเติมองค์ประกอบที่สำคัญอื่นในโซ่อุปทานการท่องเที่ยวอีก 12 ประเด็น  ได้แก่ ลูกค้า (Customers) การตลาดและการขาย (Marketing & Sales) การจัดการนำเที่ยว(Tour operating) การจัดหาอาหารและเครื่องดื่ม(Catering, food & beverages) ธุรกิจซักรีด (Laundry)  การผลิตอาหาร(Food Production) การกำจัดของเสียและนำกลับมาใช้ใหม่ (Waste recycling & disposal)  ระบบไฟฟ้าและน้ำประปา (Energy & water supplies) โครงสร้างพื้นฐานและแหล่งทรัพยากรท่องเที่ยว (Infrastructure, services & resources of destinations) เฟอร์นิเจอร์และงานฝีมือ (Furniture & crafts)  วัฒนธรรม เหตุการณ์ทางสังคมและกีฬา (Cultural, social & sports events)  การเดินทางระยะสั้นและสิ่งดึงดูดใจ (Excursions & attractions)  การขนส่งภาคพื้นดิน(Ground transport)  และดำเนินการภาคพื้นดิน(Ground operations)

อย่างไรก็ดีแม้ว่า Tapper จะนำเสนอความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวไว้ถึง 16 ประเด็น แต่งานวิจัยของเขากลับเลือกศึกษาเฉพาะองค์ประกอบหลักในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว 4 ด้าน ได้แก่ ที่พัก (Accommodation) การขนส่ง (Transport) การให้บริการนำเที่ยวและกิจกรรม (Ground handlers, excursions and activities) อาหารและงานฝีมือ (Food and craft)

          การจัดการโซ่อุปทานการท่องเที่ยวเป็นการนำหลักการด้านบริหารจัดการมาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว งานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงยังมีค่อนข้างจำกัด แต่กรอบแนวคิดหลักที่คล้ายคลึงกันคือในโซ่อุทานการท่องเที่ยวมี Tour operator เปรียบเสมือนผู้ค้าส่งที่ทำหน้าที่ประสานงานองค์ประกอบด้านการบริการอื่นๆ เช่น ที่พัก ขนส่ง ร้านอาหาร เข้ามารวมกันในลักษณะของแพกเกจทัวร์แล้วนำเสนอแพกเกจทัวร์นั้นผ่านตัวแทนบริษัทนำเที่ยวและผ่านต่อไปยังนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นผู้บริโภคคนสุดท้าย  จากนั้นจึงศึกษาย่อยลงไปในแต่ละองค์ประกอบของโซ่อุปทานการท่องเที่ยวว่าจะสามารถนำหลักการบริหารใดมาประยุกต์ใช้ได้บ้าง รวมถึงความพยายามในการประเมินประสิทธิภาพของโซ่อุปทานการท่องเที่ยว ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ก็มีหลากหลาย ทั้ง Balance Scorecard, SCOR model และ SERVQUAL

บรรณานุกรม
[1]      Richard Tapper, 2004, “Tourism supply chains”, Report of a desk research project for the travel foundation, Final report 31st January 2004.
[2]      Xinyan Zhang, Haiyan Song, George Q.Huang, 2009, “Tourism supply chain management : A new research agenda”, Tourism Management, Vol.30 pp.345-358.



[1] ข้อมูลจากการแถลงข่าวสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สรุปสถานการณ์ท่องเที่ยวปี 2553 คาดการณ์ปี 2554 และข้อเสนอทิศทางการพัฒนา
[2] มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด และคณะ,การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการที่ยั่งยืนในลุ่มแม่น้ำโขง 3
 

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แนวคิดเรื่อง “ภัยคุกคามจากจีน” (The China Threat)

Chairman of the US Joint Chiefs of Staff Marine Gen. Peter Pace inspects the guard of honor during a welcome ceremony at the Defence Ministry in Beijing March 22, 2007. [Reuters]

สิทธิพล เครือรัฐติกาล
แนวคิดที่ว่าจีนเป็นภัยคุกคามหรือมีความสามารถที่จะเป็นภัยคุกคามนั้นมีมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งในยามที่จีนอ่อนแอและในยามที่จีนเข้มแข็ง ความวุ่นวายทางการเมืองและสังคมของจีนในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้ทำให้มีชาวจีนอพยพออกไปทำงานและตั้งถิ่นฐานยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และทำให้รัฐบาลของประเทศที่ชาวจีนเข้าไปอาศัยอยู่มองดูชาวจีนด้วยความหวาดระแวง ดังเช่นในสหรัฐอเมริกาที่แรงงานจีนจำนวนมากเข้าไปแย่งงานชาวอเมริกันในแถบชายฝั่งตะวันตก จนทำให้ทางการสหรัฐฯ ต้องออกรัฐบัญญัติกีดกันชาวจีน (The Chinese Exclusion Act) เมื่อ ค.ศ. 1882 (Moss, 2000, p. 19) หรือในกรณีของไทย ซึ่งแม้ว่าการลงนามในสนธิสัญญาบาวริ่ง (The Treaty of Bowring) เมื่อ ค.ศ. 1855 จะทำให้รัฐบาลสยามต้องการแรงงานมากขึ้น และชาวจีนก็เป็นผู้ให้แรงงานได้อย่างดีที่สุด หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป รัฐบาลสยามก็มีความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับทัศนคติทางการเมืองของชาวจีนเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษ 1910 ที่แนวคิดการปฏิวัติสาธารณรัฐของ ดร. ซุนยัตเซ็น กำลังแพร่กระจายอยู่ทั้งภายในและภายนอกประเทศจีน ดังพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ครองราชย์ ค.ศ. 1910 – ค.ศ. 1925) ที่ทรงเปรียบเปรยว่าชาวจีนเป็น “ยิวแห่งบูรพทิศ” ซึ่งยังคงผูกพันและภักดีต่อแผ่นดินจีน บูชาเงินเป็นพระเจ้า ไม่มีศีลธรรม และเป็นกาฝากที่เกาะกินอยู่บนเศรษฐกิจของสยาม (สกินเนอร์, 2548, น. 166-167)

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองและก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1949 โลกในขณะนั้นได้เข้าสู่สภาวะสงครามเย็น อันเป็นการเผชิญหน้าระหว่างโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐอเมริกา กับโลกสังคมนิยมที่นำโดยสหภาพโซเวียต จีนได้ประกาศนโยบาย “เอียงเข้าข้างหนึ่ง” (lean-to-one-side policy) นั่นคือการอยู่ข้างสหภาพโซเวียต จีนจึงกลายเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงทางลบในสายตาของผู้คนในโลกเสรี การที่จีนส่งทหารเข้าไปช่วยเกาหลีเหนือต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาในสงครามเกาหลี รวมทั้งช่วยเหลือขบวนการปฏิวัติฝ่ายซ้ายในประเทศต่างๆ ทำให้มีการมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของโลก (Mackerras, 1999, pp. 84-90) จนกระทั่งจีนยุตินโยบายส่งออกการปฏิวัติและหันมาปฏิรูปเศรษฐกิจเมื่อสิ้นทศวรรษ 1970 แนวคิดเรื่องภัยคุกคามจากจีนจึงลดลงไป และแทนที่ด้วยความชื่นชมและคาดหวัง (โดยเฉพาะในโลกตะวันตก) ที่ว่า จีนกำลังปฏิรูปเศรษฐกิจให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก ซึ่งเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง (Mackerras, 1999, pp. 134-135) และหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สะท้อนว่าโลกตะวันตกมองจีนในทางที่ดีมากขึ้นก็คือ การที่เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำสูงสุดของจีนได้รับเลือกจากนิตยสาร ไทม์ (Time) ของสหรัฐอเมริกาให้เป็นบุคคลแห่งปี (Man of the Year) ถึง 2 ครั้ง คือใน ค.ศ. 1979 และ ค.ศ. 1986

นับจากทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายบทบาทในเวทีโลก รวมทั้งการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยของจีน ทำให้ทั่วโลกจับตามองความเคลื่อนไหวของจีนอย่างใกล้ชิด และมีการพูดกันอยู่บ่อยครั้งถึง “การทะยานขึ้นของจีน” (The Rise of China) และการที่คริสต์ศตวรรษที่ 21 จะเป็น “ศตวรรษของจีน” (The Chinese Century) ผลการสำรวจของหน่วยงานในสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อว่า The Global Language Monitor เมื่อ ค.ศ. 2009 ระบุว่า ข่าวที่เกี่ยวกับ “การทะยานขึ้นของจีน” ถือเป็นข่าวที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดในรอบทศวรรษ ทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีคนให้ความสนใจมากกว่าข่าวสงครามที่สหรัฐอเมริกาบุกยึดอิรักเมื่อ ค.ศ. 2003 ถึง 4 เท่า (China’s rise most read story of the decade, 2009, December 8) และสิ่งหนึ่งที่ตามมาพร้อมกับความสนใจที่ผู้คนทั่วโลกมีต่อจีนก็คือ การกลับมาของแนวคิดที่ว่าจีนเป็นภัยคุกคาม หรือที่รู้จักกันในนามของแนวคิดเรื่อง “ภัยคุกคามจากจีน” (The China Threat) ซึ่งแพร่หลายอยู่ในโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา

ความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างราบรื่นระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาหลังการไปเยือนจีนของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน (Richard M. Nixon) เมื่อ ค.ศ. 1972 มาสะดุดลงใน ค.ศ. 1989 เมื่อเกิดเหตุการณ์นองเลือด ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน พร้อมๆ กับการล่มสลายของโลกคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียต ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเริ่มมองจีนในฐานะที่เป็นประเทศที่ท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในโลกยุคหลังสงครามเย็น แนวคิดเรื่อง “ภัยคุกคามจากจีน” จึงปรากฏให้เห็นมากขึ้นนับแต่นั้นมา และบางครั้งมีการนำแนวคิดนี้ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในอีกด้วย เช่น การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี เป็นต้น ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทำให้ชาวอเมริกันให้การตอบรับกับแนวคิดเรื่อง “ภัยคุกคามจากจีน” อยู่ไม่น้อย เพราะพวกเขาถือว่า “ประชาธิปไตย” (democracy) และ “เสรีภาพ” (freedom) เป็นค่านิยมสากล และสหรัฐฯ มีหน้าที่ต้องส่งเสริมค่านิยมเหล่านี้ในระดับโลกด้วยการเข้าไปแทรกแซงเสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่าจะปล่อยให้ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเหล่านี้เติบโตขึ้นจนสหรัฐอเมริกาต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในภายหลังเหมือนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง (Lampton, 2002, pp. 250-251)

ฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกาซึ่งรับผิดชอบด้านการต่างประเทศโดยตรงได้มีส่วนสำคัญในการนำเสนอแนวคิดเรื่อง “ภัยคุกคามจากจีน” ตัวอย่างเช่น ใน ค.ศ. 1992 เจมส์ ลิลลี่ (James Lilley) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงภัยคุกคามจากจีนและสนับสนุนให้สหรัฐอเมริกาขายเครื่องบินรบเอฟ 16 จำนวน 150 ลำให้แก่ไต้หวัน (Tyler, 1999, p. 377) หรือเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2005 โดนัลด์ รัมสเฟลด์ (Donald Rumsfeld) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยระบุว่าจีนเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของเอเชีย (Rumsfeld: China’s military buildup a threat, 2005, June 4) นอกจากนี้ ยังมีการนำประเด็นเรื่อง “ภัยคุกคามจากจีน” มาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกด้วย โดยในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อ ค.ศ. 1992 บิล คลินตัน (Bill Clinton) ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสังกัดพรรคเดโมแครตได้เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาเป็น “อเมริกาที่ไม่พะเน้าพะนอทรราชอย่างแบกแดดและปักกิ่ง” (Tyler, 1999, p. 386) และต่อมาในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ ค.ศ. 2000 จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสังกัดพรรครีพับลิกันได้กล่าวไว้ในรายการ Larry King Show เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2000 ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนควรเป็นไปในลักษณะของ “คู่แข่งทางยุทธศาสตร์” (strategic competitor) มากกว่าการเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (strategic partner) และเขาจะไม่ยอมให้มีภัยใดๆ มาคุกคามพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคตะวันออกไกล (George W. Bush on Foreign Policy, 2009)

ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสภาคองเกรสเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการนำเสนอแนวคิดที่ว่าจีนเป็นภัยคุกคาม โดยเมื่อ ค.ศ. 2000 สภาคองเกรสได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการทบทวนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน (The U.S. – China Economic and Security Review Commission) ซึ่งทำหน้าที่สอดส่อง สืบสวน และส่งรายงานประจำปีต่อสภาคองเกรสในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจทวิภาคีระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีนัยสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งให้คำแนะนำตามที่เห็นควรแก่สภาคองเกรสเพื่อดำเนินการทางนิติบัญญัติและทางบริหาร (U.S. - China Economic and Security Review Commission, 2009)

ขณะที่นักวิชาการและนักสื่อสารมวลชนในสหรัฐอเมริกาก็มีส่วนสำคัญในการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “ภัยคุกคามจากจีน” เช่นเดียวกัน อาทิ หนังสือ The Coming Conflict with China ของ Bernstein and Munro (1997) หนังสือ Red Dragon Rising: Communist China’s Military Threat to America ของ Timperlake and Triplett II (1999) หนังสือ The China Threat: How the People’s Republic Targets America ของ Gertz (2000) หนังสือ Hegemon: China’s plan to dominate Asia and the world ของ Mosher (2000) บทความเรื่อง “Preventing War between China and Japan” ของ Friedman (2000) และหนังสือ China: The Gathering Threat ของ Menges (2005) เป็นต้น โดยบุคคลเหล่านี้ยังได้เขียนบทความหรือให้สัมภาษณ์ลงในหนังสือพิมพ์และนิตยสารฉบับต่างๆ เช่น Time, Washington Times, New York Times เป็นต้น รวมทั้งเป็นวิทยากรรับเชิญในสถานีโทรทัศน์ชั้นนำที่แพร่ภาพในระดับสากลอย่าง CNN และ BBC อีกด้วย

ในทวีปยุโรป แม้ว่าการศึกษาเกี่ยวกับประเทศจีนแต่เดิมจะเน้นหนักไปในทางจีนวิทยา (Sinology) เป็นส่วนใหญ่ หากแต่ในปลายทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ได้เริ่มมีนักวิชาการที่สนใจเกี่ยวกับประเด็นด้านความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศของจีนมากขึ้น (ดู Möller, 2007) และบางคนก็ได้นำเสนอแนวคิดที่ว่าจีนเป็นภัยคุกคาม อาทิ บทความของ Segal (1995, August 7) เป็นต้น แนวคิดทำนองนี้ยังปรากฏในประเทศที่มีปัญหาในความสัมพันธ์กับจีนอีกด้วย ดังที่ประเด็นเรื่อง “ภัยคุกคามจากจีน” ได้เป็นหัวข้อศึกษาวิจัยที่สำคัญในวงวิชาการด้านความมั่นคงศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐศาสตร์ของญี่ปุ่น (ดู Ohashi, 2007 และ Takagi, 2007) หรือในกรณีของอินเดียที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศแสดงความกังวลต่อพัฒนาการทางทหารของจีน (Burns, 1998, May 5)

เอกสารอ้างอิง
สกินเนอร์, จี. วิลเลียม. (2548). สังคมจีนในประเทศไทย: ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ (พรรณี ฉัตรพลรักษ์, ภรณี กาญจนัษฐิติ, ชื่นจิตต์ อำไพพรรณ, ปรียา บุญยะศิริ, ม.ร.ว. ประกายทอง สิริสุข และ ศรีสุข ทวิชาประสิทธิ, ผู้แปล; ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, บรรณาธิการและคำนำ; พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

Bernstein, Richard and Ross H. Munro. (1997). The Coming Conflict with China. New York: Alfred J. Knopf.

Burns, John F. (1998, May 5). India’s New Defense Chief Sees Chinese Military Threat. New York Times. Retrieved November 18, 2008, from http://query/nytimes. com.

China’s rise most read story of the decade. (2009, December 8). China Daily. Retrieved December 9, 2009, from http://www.chinadaily.com.cn/china/2009-12/08/ content_9139100.htm.

Friedman, Edward. (2000). Preventing War between China and Japan. In Edward Friedman and Barrett L. McCormick (Eds.), What If China Doesn’t Democratize? (pp. 99-128). Armonk, N.Y.: M.E. Sharp, Inc.

George W. Bush on Foreign Policy. (2009). Retrieved December 10, 2009, from http://www.ontheissues.org.

Gertz, Bill. (2000). The China Threat: How the People’s Republic Targets America. Washington, DC: Regnery Publishing, Inc.

Lampton, David M. (2002). Same Bed, Different Dreams: Managing U.S. – China Relations 1989-2000. Berkeley, CA: University of California.

Mackerras, Colin. (1999). Western Images of China. Hong Kong: Oxford University Press.

Menges, Constantine C. (2005). China: The Gathering Threat. Nashville, TN: Nelson Current.

Möller, Kay. (2007). Studies of China’s Foreign and Security Policies in Europe. In Robert Ash, David Shambaugh and Seiichiro Takagi (Eds.), China Watching: Perspectives from Europe, Japan and the United States (pp. 171-188). London: Routledge.

Mosher, Steven W. (2000). Hegemon: China’s plan to dominate Asia and the world. San Francisco, CA: Encounter Books.

Moss, George Donelson. (2000). America in the Twentieth Century (Fourth Edition). Upper Saddle River, NJ: Prentice Hall.

Ohashi, Hideo. (2007). Studies of China’s Economy in Japan. In Robert Ash, David Shambaugh and Seiichiro Takagi (Eds.), China Watching: Perspectives from Europe, Japan and the United States (pp. 50-79). London: Routledge.

Rumsfeld: China’s military buildup a threat. (2005, June 4). Defense & Security News. Retrieved December 10, 2009, from http://www.defencetalk.com.

Segal, Gerald. (1995, August 7). We Can Shape China as a Congenial Superpower – Policy: Western interests can be influential and helpful to Beijing while holding fast on ‘containment’. Los Angeles Times. Retrieved September 12, 2009, from http://articles.latimes.com/1995-08-07/local/me32313_1_coastal-china.

Takagi, Seiichiro. (2007). Studies of China’s Foreign and Security Policies in Japan. In Robert Ash, David Shambaugh and Seiichiro Takagi (Eds.), China Watching: Perspectives from Europe, Japan and the United States (pp. 189-212). London: Routledge.

Timperlake, Edward and William C. Triplett II. (1999). Red Dragon Rising: Communist China’s military threat to America. Washington, DC: Regnery Publishing, Inc.

Tyler, Patrick. (1999). A Great Wall: Six Presidents and China: An Investigative History. New York: PublicAffairs.

The U.S. - China Economic and Security Review Commission. (2009). Fact Sheet: About the Commission. Retrieved December 4, 2009, from http://www.uscc.gov/ about/facts.php.

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ประสิทธิผลของความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนา (Aid Effectiveness)


สมคิด บุญล้นเหลือ
นักศึกษาปริญญาเอกสหวิทยาการ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                   ความสำเร็จหรือความมีประสิทธิผลของการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) เป็นประเด็นที่มีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างความยั่งยืนให้แก่ภารกิจความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนา ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์มีแนวคิดในการวิเคราะห์อยู่         2 กรอบใหญ่ กรอบแรกเป็นการวิเคราะห์ประสิทธิผลเชิงเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งเป็นกรอบการวิเคราะห์กระแสหลัก ส่วนอีกกรอบหนึ่งเป็นการวิเคราะห์ประสิทธิผลของความช่วยเหลือจากมุมมองเชิงเศรษฐกิจการเมืองและโดยเฉพาะในแขนงของเศรษฐศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics)
                   1. ประสิทธิผลเชิงเศรษฐกิจมหภาค
                       มุมมองด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคมุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (aid and growth) ในรูปแบบผลกระทบของความช่วยเหลือที่มีต่อรายได้ประชาชาติต่อหัว (per capita income) ของประเทศผู้รับความช่วยเหลือ โดยส่วนใหญ่เป็นผลงานเชิงประจักษ์ที่ใช้การวิเคราะห์การเติบโตแบบถดถอย (growth regression) ด้วยวิธีการทางเศรษฐมิติ ซึ่งมีทั้งการให้ข้อสรุปในเชิงบวกของการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศที่มีผลต่อขนาดและทิศทางของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผู้รับความช่วยเหลือ อาทิ งานของ World Bank (1998)[1] อย่างไรก็ดี มีผลงานเชิงประจักษ์เช่นกันที่ให้ข้อสรุปว่าการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศแม้จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกับการเพิ่มรายได้ประชาชาติต่อหัว แต่ผลของมันมีขนาดเพียงเล็กน้อยมาก ตัวอย่างเช่นงานของ Tran Van Hoa (2007) ที่ได้พยายามวัดประสิทธิผลของความช่วยเหลือจากต่างประเทศต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศไทยในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา (1986-2004) โดยใช้แบบจำลองการเติบโตแบบ generalized gravity theory (GGT) พบว่าการให้ความช่วยเหลือแบบ ODA มีผลกระทบเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยแต่ส่งผลเล็กน้อยมาก กล่าวคือ การให้ความช่วยเหลือแบบ ODA มีผลต่อการเพิ่มรายได้ต่อหัวเพียงร้อยละ 0.003 (ณ ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 10) ซึ่งผลการศึกษาความมีประสิทธิผลที่ต่ำของการให้ความช่วยเหลือในเชิงเศรษฐกิจมหภาคดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดเรื่องความมีประสิทธิผลต่ำของการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยเฉพาะที่มีผลต่อการบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาประเทศผู้รับความช่วยเหลือ[2] ดังนั้น จึงยังมีประเด็นที่เป็นวิวาทะกันโดยไม่มีข้อสรุปตายตัวว่าการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศจะมีประสิทธิผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศผู้รับความช่วยเหลือจริงหรือไม่
                   2. ประสิทธิผลเชิงเศรษฐกิจการเมืองและเศรษฐศาสตร์สถาบัน
                      นอกจากประเด็นผลกระทบของความช่วยเหลือต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีประเด็นเกี่ยวกับประสิทธิผลของการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศในมุมมองด้านเศรษฐกิจการเมืองและเศรษฐศาสตร์สถาบันอีกด้วย
                       ประเด็นแรกที่มีการพิจารณากันมากมักเป็นกรณีของการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแบบเงินให้กู้เงื่อนไขผ่อนปรนแต่มีข้อผูกพันการให้กู้ (tied aid) ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักมีเงื่อนไขผูกพันให้ประเทศผู้รับเงินกู้ต้องซื้อสินค้าและบริการจากประเทศผู้ให้กู้ ทำให้ถูกจำกัดเสรีภาพในการเลือกซื้อสินค้าและบริการจากแหล่งที่มีต้นทุนต่ำสุด นอกจากนี้ เงื่อนไขผูกพันดังกล่าวมักกำหนดให้ต้องซื้อสินค้าและบริการจากผู้ผลิตของประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ และมักตั้งราคาแพงกว่าปกติอีกด้วย โดยมีการประเมินว่า การช่วยเหลือแบบมีข้อผูกพันเป็นการตัดทอนมูลค่าเงินช่วยเหลือที่ได้รับถึงร้อยละ 25-40 ของเงินที่ได้รับการช่วยเหลือ เนื่องจากต้องจ่ายเป็นค่าสินค้าและบริการนำเข้าจากประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือในราคาที่ไม่เป็นไปตามราคาตลาด ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าความช่วยเหลือดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องมือด้านนโยบายการต่างประเทศ (foreign policy tool) ชนิดหนึ่งเพื่อช่วยเหลือประเทศผู้ให้มากกว่าช่วยเหลือประเทศผู้รับ (Shah, 2010, pp. 35-37)  นอกจากนี้ tied aid ที่มีภาระต้นทุนแก่ประเทศผู้รับความช่วยเหลือ เป็นการลดมูลค่าที่แท้จริงของความช่วยเหลือจากต่างประเทศลงด้วย เนื่องจากราคาในประเทศที่ให้ความช่วยเหลือสูงมากและเทคโนโลยีอาจไม่เหมาะสมกับประเทศผู้รับความช่วยเหลือ เป็นสาเหตุให้เกิดการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการลงทุนและเป็นเครื่องมือปกป้องที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ (ปิยะศิริ เรืองศรีมั่นและสุชาดา ตั้งทางธรรม, 2545, น. 10) แต่อย่างไรก็ดี เงินกู้แบบมีข้อผูกพันอาจเป็นทางเลือกที่ดีเป็นอันดับสอง (second best) รองจากทางเลือกที่ดีที่สุดคือการช่วยเหลือทางการเงินแบบไม่มีข้อผูกพัน (untied aid) ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาเต็มใจที่จะยอมรับเมื่อไม่สามารถแสวงหาความช่วยเหลือแบบ untied aid จากต่างประเทศได้ (สาลินี สุวัจนานนท์, 2532, น. 569)    
                        การนำเอาทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์สถาบันมาใช้อธิบายและวิเคราะห์ความมี ประสิทธิผลของการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ โดยสำนักเศรษฐศาสตร์สถาบันมีความเชื่อว่าประสิทธิผลของความช่วยเหลือในรูปของผลการดำเนินงาน (aid performance) มาจากการทำงานอย่างมีประสิทธิผลของกลไกเชิงสถาบัน (Institution) และองค์การ (organization)[3] หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ประสิทธิผลของการให้ความช่วยเหลือจะขึ้นอยู่กับการจัดการเชิงสถาบันที่ดี ดังเช่นที่ World Bank (1998) ได้เสนอแนะว่าการจัดการเชิงสถาบันที่ดี ซึ่งรวมถึงการมีระบบนิติธรรมที่แข็งแกร่ง การมีระบบราชการ (หน่วยงานของรัฐ) ที่มีคุณภาพ และการมีระบบการคอรัปชั่นต่ำ จะมีส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและลดความยากจนในประเทศผู้รับการช่วยเหลือ ส่วน  Shirley (2005) อธิบายว่าประสิทธิผลของการพัฒนากับสถาบันที่ดีมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก โดยสถาบันที่ดีในที่นี้คือการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่อำนวยให้เกิดการแลกเปลี่ยน (foster exchange) นำมาซึ่งการลดต้นทุนธุรกรรม (transaction cost) ให้ต่ำลง และกฎเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน (property rights) ที่มีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการลงทุนและนำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศผู้รับการช่วยเหลือได้ (Shirley, 2005, pp.613-616) สำหรับด้านองค์การมีการศึกษาวิเคราะห์ถึงประสิทธิผลของความช่วยเหลือที่เกิดจากการทำงานและความสัมพันธ์ระหว่างองค์การต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานของรัฐผู้ให้ความช่วยเหลือ หน่วยงานของรัฐผู้รับความช่วยเหลือ ผู้รับเหมาเอกชน (subcontractor) ตลอดจนบทบาทของนักการเมือง ประชาชนผู้เสียภาษี (แหล่งเงินทุนของผู้ให้ความช่วยเหลือ) และประชาชนผู้รับผลประโยชน์ (beneficiary) ในประเทศผู้รับความช่วยเหลือ โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ ผลการดำเนินงานหรือประสิทธิผลของการให้ความช่วยเหลือผ่านองค์การเหล่านี้ เช่น ปัจจัยด้านรูปแบบขององค์การ (modes of organization) แรงจูงใจ (incentives) ขององค์การและเจ้าหน้าที่ในองค์การ ความต้องการเป็นเจ้าของ (ownership) ของผู้รับความช่วยเหลือจากโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือ เป็นต้น รวมถึงปัญหาตัวการ-ตัวแทน (Principal-Agent Problem) ระหว่างองค์การในฐานะผู้แสดง (actors) ในระบบการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศที่เป็นอุปสรรคต่อความมีประสิทธิผลของความช่วยเหลือ[4]

กล่าวโดยสรุป ความมีประสิทธิผลของการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนาต่าง ๆ มักนิยมวัดประสิทธิผลจากกรอบมุมมองด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคในประเทศผู้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะผลของการให้ความช่วยเหลือที่มีต่อการเพิ่มระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวในประเทศผู้รับความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังมีมุมมองเชิงเศรษฐกิจการเมืองและเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบันที่ให้ความสำคัญกับการมีโครงสร้างเชิงสถาบันที่ดีทั้งในลักษณะของกฎเกณฑ์กติกาทางกฎหมายและทางบรรทัดฐานสังคม และสถาบันในลักษณะขององค์การ ซึ่งจะส่งผลต่อความมีประสิทธิผลในการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนาได้



บรรณานุกรม

ปิยะศิริ เรืองศรีมั่น, และสุชาดา ตั้งทางธรรม. (2545). การลงทุนและความช่วยเหลือทางการเงิน
            ระหว่างประเทศกับการพัฒนา. ใน ประมวลสาระชุดวิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา
          หน่วยที่ 11-15 (พิมพ์ครั้งที่ 2, น. 1-54). นนทบุรี: สำนักพิมพ์
            มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สาลินี สุวัจนานนท์  วรบัณฑูร. (2532). การลงทุนและความช่วยเหลือจากต่างประเทศ. ใน
            เอกสารการสอนชุดวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (International Economics)
          หน่วยที่ 8-15 (พิมพ์ครั้งที่ 3, ล. 2, น. 529-572).  นนทบุรี: สำนักพิมพ์
            มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
Coase, R.H. (1937).  The Nature of Firm. Economica, 4(16), 386–405
Coase, R.H. (1960). The Problem of Social Cost. Journal of Law and Economics, 3,       1-44.
Easterly, W. (2006). The Whiteman Man’s Burden: Why the West’s Efforts to Aid the Rest Have Done So much Ill and So Little Good? New York: Penguin Press.
Easterly, W. (2008). Introduction: Can’t Take It  Anymore. In W. Easterly (Ed.). Reinventing Foreign Aid (pp. 1-43). Cambridge, MA: MIT Press.
Gibson, C.C., Andersson, K., Ostrom, E.,& Shivakumar, S. (2005). The Samaritan’s
Dilemma: The Political Economy of Development Aid. New York: Oxford
University Press.
Martens, B., Mummert, U., Murrell, P., & Seabright, P. (2002). The Institutional
Economics of Foreign Aid. Cambridge: Cambridge University Press.
Menard, C., & Shirley, M.M. (2005). Introduction. In C. Menard and M.M. Shirley
(Eds.). Handbook of New Institutional Economics (pp. 1-18). Dordrecht:
Springer.
North, D.C. (1990). Institutions, Institutional Change, and Economic Performance. New
York: Cambridge University Press.
Shah, A. (2010). Foreign Aid for Development Assistance. Retrieved December 17,
assistance
Shirley, M.M. (2005). Institutions and Development. In C. Menard and M.M. Shirley
(Eds.). Handbook of New Institutional Economics (pp. 611-638). Dordrecht:
Springer.
Williamson, O.E. (2005). Transaction Cost Economics. In C. Menard and M.M. Shirley
(Eds.). Handbook of New Institutional Economics (pp. 41-65). Dordrecht:
Springer.
World Bank. (1998). Assessing Aid: What  Works, What Doesn’t and Why.
Washington, DC: World Bank.



[1] ธนาคารโลกได้เคยประเมินประสิทธิผลของความช่วยเหลือจากต่างประเทศต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและลดความยากจนโดยใช้การวิเคราะห์แบบถดถอยทางเศรษฐมิติ ซึ่งพบว่าความช่วยเหลือมีผลทางบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้เงื่อนไขว่าประเทศผู้รับความช่วยเหลือต้องมีสภาพแวดล้อมของการจัดการที่ดี (good/sound management environment) ซึ่งประกอบด้วยการมีสถาบัน (institution) ที่ดี มีระบบนิติธรรม (rule of law) ที่แข็งแกร่ง มีหน่วยงานของรัฐที่มีคุณภาพ และมีการคอรัปชั่นต่ำ และการมีนโยบายที่ดี (มีเสถียพภาพด้านเงินเฟ้อ มีงบประมาณเกินดุล และมีการเปิดเสรีการค้า) (World Bank, 1998, p. 12 และ pp. 121-124)
[2] เช่นงานของนักวิชาการที่มีชื่อเสียงในวงการอย่าง Wlliam Easterly ที่อธิบายถึงการทำงานที่ไร้ผลของการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศโดยผู้ให้ความช่วยเหลือทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคี โดยการทุ่มเงินเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา แต่ได้รับผลสำเร็จเล็กน้อยมากและยังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาโดยเฉพาะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การลดความยากจน และยกระดับสวัสดิการสังคมในประเทศผู้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริงได้ (Easterly, 2006, 2008)  
[3] ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สถาบันแบบใหม่ (New Institutional Economic: NIE) ได้จำแนกสถาบันออกเป็น 2 ลักษณะ คือ สถาบัน (institution) กับองค์การ (organization) โดยDouglass North ได้ให้คำจำกัดความของ “สถาบัน” ว่าคือข้อจำกัดที่คิดขึ้นโดยมนุษย์เพื่อจัดโครงสร้างปฎิสัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยกัน (humanly devised constraints that structure human interaction) ซึ่งประกอบไปด้วยข้อจำกัดที่เป็นทางการ (formal constraints) หรือสถาบันที่เป็นทางการ (formal institution) อาทิ กฎเกณฑ์ (rules) รัฐธรรมนูญ (constitutions) และกฎหมาย (law) และข้อจำกัดที่ไม่เป็นทางการ (informal constraints) หรือสถาบันที่ไม่เป็นทางการ (informal institution) อาทิ บรรทัดฐาน (norms) ธรรมเนียมปฏิบัติ (conventions) และประมวลความประพฤติที่กำหนดขึ้นเอง (self imposed codes of conduct) ในขณะที่ “องค์การ” หมายถึงกลุ่มของบุคคลที่ผูกพันกันด้วยเป้าประสงค์บางอย่างร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง (groups of individuals bound together by some common purpose to achieve certain objectives) นอกจากนี้ สถาบันยังอธิบายความหมายได้ว่าเป็นกฎกติกาการเล่นเกมส์ (rule of the game) ในขณะที่องค์การเป็นผู้เล่น (player) (North, 1990) ทั้งนี้ การศึกษาองค์การตามแนวคิดของ NIE มีหัวใจหลักอยู่ที่การอธิบายโดยใช้ “ต้นทุนธุรกรรม (transaction cost)” โดย Ronald Coase (1937, 1960) ได้อธิบายถึงสาเหตุที่องค์การหรือธุรกิจ (firm) ยังคงดำรงอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้ก็เพื่อลดต้นทุนธุรกรรม โดยต้นทุนธุรกรรมประกอบด้วยต้นทุนในการสืบหา (searching cost) ต้นทุนในการเจรจา (negotiating cost) ต้นทุนในการตรวจสอบ (monitoring cost) และต้นทุนในการบังคับการตามสัญญา (enforcing contract) จากทฤษฎีของ Coase เป็นรากฐานแนวคิดที่สำคัญของ Oliver Williamson ที่นำไปสู่การศึกษาเรื่องเศรษฐศาสตร์ต้นทุนธุรกรรม (transaction cost economics) เพื่อทำความเข้าใจถึงบทบาทขององค์การในการจัดสรรกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการมีระบบสัญญา (contract) ที่ดีและนำไปสู่อภิบาล (governance) ที่พึงปรารถนาได้ (Williamson, 2005) ทั้งนี้ ทั้งสถาบันและองค์การรูปแบบต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกรรมของเอกชนและส่งเสริมพฤติกรรมเชิงร่วมมือกัน (cooperative behavior) จะเป็นปัจจัยที่กำหนดผลการดำเนินงานของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดได้ (Menard& Shirley, 2005, p.1)
[4] วรรณกรรมที่มีการวิเคราะห์องค์การด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองและเศรษฐศาสตร์สถาบันในบริบทของการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เช่น งานของ Gibson et al. (2005) ที่มีการศึกษาเชิงประจักษ์โดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานผู้ให้ความช่วยเหลือของสวีเดน (Swedish International Development Cooperation Agency: Sida) ข้าราชการกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศสวีเดนและประเทศผู้รับความช่วยเหลือ ตลอดจนที่ปรึกษาโครงการและองค์การที่จัดทำโครงการความช่วยเหลือ เพื่อพิสูจน์และพบว่าแรงจูงใจ (incentives) และความเป็นเจ้าของ (ownership) เป็นปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิผลด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development) ของประเทศผู้รับความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังมีงานการทดสอบเชิงทฤษฎีของ Martens et al. (2002) เกี่ยวกับแรงจูงใจและข้อจำกัดของหน่วยงานผู้ให้ความช่วยเหลือ ปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้รับเหมาเอกชนกับหน่วยงานผู้รับความช่วยเหลือ แรงจูงใจภายในหน่วยงานผู้รับความช่วยเหลือ และอคติต่อระบบประเมินผลการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิผลต่อผลการดำเนินงานของความช่วยเหลือจากต่างประเทศ