วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย






รัชนี โพธิแท่น

การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย มีประวัติความเป็นมายาวนานผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ และตกต่ำ ปัญหานานัปการประการที่ถาโถมเข้าสู่การจัดการป่าไม้ในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ “ป่า” “คน” และทรัพยากรธรรมชาติโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามการที่จะเข้าใจถึงปัญหาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน บทเรียนจากอดีตจึงมีความสำคัญเพราะจะเป็นฐานความรู้ ความเข้าใจในการต่อยอดความคิดสู่การจัดการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นความเข้าใจต่อพัฒนาการการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของไทยทั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งปัจจัย เงื่อนไข หรือบริบททางสังคม ที่เข้ามามีอิทธิพล จะเชื่อมโยงให้เห็นภาพการจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

บทความที่จะนำเสนอในครั้งนี้ และโอกาสต่อ ๆ ไป จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย: พัฒนาการ นโยบาย และโครงสร้างการบริหาร โดยจะศึกษาถึง พัฒนาการของการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ของภาครัฐ รวมทั้งเงื่อนไข ปัจจัยที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ในช่วงเวลาต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานเชื่อมโยงสู่การอธิบายเชิงเหตุผล ของการปฏิรูประบบราชการและการปรับโครงสร้างกรมป่าไม้ ที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้โดยรวมของประเทศ ทั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความเข้าใจและมุมมองเชิงสหวิทยาการเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย โดยบทความแรกที่จะนำเสนอนี้จะเป็นการกล่าวถึง ภาพรวมของการจัดการป่าไม้ สถานการณ์ของปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เขียนจะทยอยนำเสนอรายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจในบทความครั้งต่อ ๆ ไป

การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย
ตอน วิบากกรรมของ “ป่าไม้” ไทย

ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในอดีตประชาชนท้องถิ่นต่าง ๆ สามารถพึ่งพาอาศัย และใช้ประโยชน์ผลผลิตจากป่าได้อย่างอิสระ การจัดการทรัพยากรป่าไม้จะใช้รูปแบบจารีต ประเพณี ผู้ปกครองราชอาณาจักรไม่ได้เข้ามาชี้แนะ หรือบังคับให้ปฏิบัติตามนโยบาย หรือกฎหมายแต่อย่างใด ความสนใจต่อกิจการป่าไม้ของไทยเริ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก “ไม้สัก” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมและการเมืองขณะนั้นหลายประการ เช่น การแพร่ขยายอิทธิพลของลัทธิล่าอาณานิคม การเข้ามาของแนวคิดรัฐชาติสมัยใหม่ และมูลค่าของไม้สักที่สูงขึ้น

ทั้งนี้เมื่ออังกฤษ ได้เข้าครอบครองอินเดีย และรวมศูนย์การจัดการป่าไม้เข้าเป็นของรัฐส่วนกลางโดยมีแรงจูงใจที่สำคัญคือความต้องการไม้เพื่อใช้ในกิจการรถไฟ และการต่อเรือ (Swami, 2003, pp.119-120) โดยเฉพาะไม้สักซึ่งเป็นไม้คุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาของไม้สักเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อปริมาณไม้สักในอินเดียเริ่มลดลง อังกฤษจึงหันมาให้ความสนใจไม้สักในพม่า หลังจากเข้ายึดครองพม่าแล้ว อังกฤษได้อนุญาตให้บริษัทเอกชน เข้าดำเนินกิจการป่าไม้ โดยรัฐคอยกำกับดูแลอยู่ห่าง ๆ ซึ่งมีบริษัทเอกชนให้ความสนใจเข้ามาดำเนินกิจการป่าไม้เป็นจำนวนมาก (Bryant, 1997, pp. 22-36) 

อังกฤษได้ขยายอิทธิพลเข้าสู่กิจการป่าไม้ของไทย เริ่มต้นจากการส่งคณะผู้แทนเข้ามาเจรจาเพื่อกำหนดเขตแดนระหว่างเมืองตะนาวศรี (Tenasserim) ของพม่า และอาณาจักรล้านนา ในช่วงปี พ.ศ. 2377-2379 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อังกฤษเห็นว่ามีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมไม้สัก แต่ทั้งอาณาจักรล้านนาและสยาม ในขณะนั้นยังไม่มีแนวคิดเรื่องการกำหนดอาณาเขตอธิปไตยโดยใช้เส้นเขตแดนแต่อย่างใด ต่อมาในปี พ.ศ.2390 อังกฤษจึงได้ส่งคนเข้ามาทำการสำรวจพื้นที่ป่าไม้ในลุ่มน้ำสาละวินและจัดทำแผนที่เพื่อกำหนดเป็นเส้นเขตแดนตามลำพัง โดยการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้อยู่ในความสนใจของล้านนาและสยามอีกเช่นกัน (Winichakul, 2004, pp. 68-69) จากนั้น อังกฤษจึงขยายอิทธิพลเข้าสู่พื้นที่ป่าไม้ในหัวเมืองทางภาคเหนือของไทย ผ่านการทำไม้ของบริษัทและพ่อค้าไม้ชาวอังกฤษ หรือคนในบังคับของชาวอังกฤษ เช่น พม่า มอญ เงี้ยว (ไทยใหญ่)

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ป่าไม้ของหัวเมืองภาคเหนือ ในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ภายใต้การครอบครองของเจ้าผู้ครองนครที่เป็นหัวเมืองประเทศราชสำคัญ 5 นคร คือ นครเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน ซึ่งมีสิทธิดั้งเดิมในการอนุญาตให้บุคคลต่าง ๆ เข้าทำสัมปทานไม้ในพื้นที่ป่าที่ตนเป็นเจ้าของป่าอยู่ โดยการจ่ายค่าตอไม้ และค่าเปิดป่า แต่ภายหลังเมื่อมีบริษัทหรือบุคคลต่างชาติ เข้ามาขอสัมปทานมากขึ้น เกิดการซ้อนทับพื้นที่สัมปทาน และกรณีพิพาทระหว่างผู้ขออนุญาตและเจ้าของป่าอยู่เนื่อง ๆ มีคำร้องทุกข์ของพ่อค้าอยู่เสมอ ๆ (ชมัยโฉม สุนทรสวัสดิ์, 2521, น.7-9) ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ป่าไม้ไม่ได้มีการกำหนดเขตแดนอย่างชัดเจน เหตุดังกล่าวเป็นความอ่อนไหวเชิงการเมืองที่อาจจะนำไปสู่กรณีพิพาทที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจจะเป็นฉนวนให้ประเทศมหาอำนาจอ้างสิทธิเข้ายึดครองพื้นที่ป่าดังกล่าวได้

กอปรกับในช่วงเวลานั้นแนวคิดรัฐชาติสมัยใหม่ (modern state) ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดของคนชั้นนำในประเทศเพิ่มมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงได้มีพระราโชบาย ปฏิรูปการบริหารจัดการราชอาณาจักร จากระบบจตุสดมภ์สู่การจัดการแบบมณฑลเทศาภิบาล ดึงอำนาจการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ เข้าสู่กลไกอำนาจส่วนกลางอย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2435 พร้อมทั้งเริ่มดำเนินการจัดทำแผนที่ประเทศ เพื่อกำหนดอาณาเขตที่ชัดเจน และดึงอำนาจการปกครองของหัวเมืองต่าง ๆ เข้าสู่การบริหารจัดการโดยอำนาจราชอาณาจักรส่วนกลาง

กิจการป่าไม้ซึ่งเป็นกิจการที่สามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาล แต่มีความอ่อนไหวเชิงการเมืองค่อนข้างมาก จึงเป็นทรัพยากรธรรมชาติชนิดแรก ๆ ที่ราชอาณาจักรไทยสนใจเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง ราชอาณาจักรไทยได้ส่งผู้แทนไปเจรจากับเจ้าเมืองฝ่ายเหนือเพื่อโอนอำนาจของกิจการป่าไม้มาเป็นของสยาม โดยการให้ค่าตอบแทนเจ้าของป่าตามเดิม แม้นจะสร้างความไม่พอใจและการต่อต้านในช่วงแรก ๆ บ้างก็ตาม นอกจากนั้นยังได้กำหนดกฎระเบียบเพื่อให้มีแนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ต่อมาได้มีการสถาปนากรมป่าไม้ ขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2439 ตามคำแนะนำของ Mr. Herbert A. Slade ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ของอังกฤษประจำประเทศอินเดีย ที่รัชกาลที่ 5 ได้ว่าจ้างเข้ามาสำรวจกิจการป่าไม้สักของประเทศไทย ตามหลักวิชาการด้านป่าไม้สมัยใหม่ พร้อมทั้งได้ว่าจ้างให้ Mr. Slade เป็นเจ้ากรมป่าไม้ (Conservator of Forests) คนแรกอีกด้วย  เหตุผลสำคัญคือไทยยังไม่มีนักวิชาการป่าไม้ที่มีความรู้ด้านการป่าไม้สมัยใหม่ และมีความจำเป็นต้องวางรากฐานการบริหารจัดการป่าไม้ของไทยให้เป็นระบบ แต่อีกนัยยะหนึ่งคือการจ้างชาวอังกฤษมาเป็นเจ้ากรมป่าไม้เพื่อจะใช้บังคับหรือเจรจากับพ่อค้าไม้ชาวอังกฤษและชาวต่างชาติอื่น ๆ นั้นเอง

การจัดการป่าไม้ของประเทศไทยในช่วงห้าสิบปีแรกภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ ได้ให้ความสำคัญกับการทำไม้ โดยเฉพาะไม้สัก มีการออกกฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ในการให้สัมปทานการทำไม้ การเก็บค่าภาคหลวงและการบำรุงรักษาป่าต่าง ๆ  อย่างไรก็ตามการจัดการป่าไม้ได้ขยายขอบเขตจากการทำไม้ไปสู่การจัดการเพื่อประโยชน์อื่น ๆ เช่น การจัดการป่าไม้เพื่อเป็นพื้นที่ต้นน้ำ นันทนาการ ฯลฯ แต่พื้นที่ป่าไม้ของประเทศกลับมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 หลังจากประเทศไทยเริ่มมีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตามแบบจำลองการพัฒนาของธนาคารโลก

แม้นรัฐได้มีนโยบาย และมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้การคุ้มครองพื้นที่ป่า ประกาศใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการเข้าไปใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าไม้ เช่น พ.ร.บ สงวนและคุ้มครองป่า พ.ศ.2481 (พ.ร.บ. ฉบับแรกที่ให้ความสนใจป่าในฐานะที่เป็นพื้นที่) พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503  พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507  (กรมป่าไม้, 2528) แต่ประเทศไทยก็ยังประสบปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่อง  ดังเช่นเคยมีพื้นที่ป่าไม้ ถึงร้อยละ 70 ในปี 2453 (Trisura, Y., n.d)  และร้อยละ 53 ในปี 2504 แต่พื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างรวดเร็ว คงเหลือร้อยละ 34 ในปี พ.ศ. 2521 (กรมป่าไม้, 2528)   ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 ลดลงเหลือร้อยละ  28 (กรมป่าไม้, 2540) และอีก 10 ปีต่อมา  พื้นที่ป่าไม้คงเหลือเพียงร้อยละ 25 (กรมป่าไม้, 2542)  ในปี 2543 ได้สำรวจพื้นที่ป่าไม้อีกครั้ง และได้รวมพื้นที่สวนยางพารา เข้าไปด้วย ทำให้มีสถิติจำนวนพื้นที่ปาไม้เปลี่ยนจาก ร้อยละ 25 เป็น ร้อยละ 33 (กรมป่าไม้, 2547) แต่มีข้อโต้แย้งว่า จำนวนป่าไม้ที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้นนั้นแท้จริงแล้วพื้นที่ป่าไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด 

ปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้ มีความซับซ้อน เกี่ยวเนื่องไปสู่ปัญหา และสถานการณ์อื่น ๆ ทั้งเชิงนโยบาย และการปฏิบัติ ซึ่งบางปัญหาอยู่นอกเหนือการควบคุมจัดการของกรมป่าไม้ อย่างไรก็ตามนักวิชาการป่าไม้ และเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่เห็นว่าการลดลงของพื้นที่ป่าไม้มีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรทำให้ความต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย รวมทั้งนโยบายของหน่วยงานราชการต่าง ๆ มีความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา (วุฒิสภา, คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม, 2539, น.56)  แต่ก็มีนักวิชาการสายสังคมศาสตร์ และองค์กรพัฒนาเอกชนอีกจำนวนหนึ่งมีความเห็นว่าการลดลงของพื้นที่ป่าไม้เกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐที่ออกมาในช่วงเวลาต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีผลไปกระตุ้นให้มีการรุกคืบเข้าไปใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าไม้ เช่น นโยบายการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก  การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เช่น ถนน เขื่อน การให้สัมปทานป่าไม้ที่ขาดการควบคุมดูแลอย่างจริงจัง และการทำลายป่าที่มีสาเหตุมาจากความมั่นคงของรัฐในการต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ นอกจากนั้นมูลเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายลงไปอย่างรวดเร็ว คือ การบริหารจัดการป่าไม้แบบรวมศูนย์อำนาจ ผูกขาดโดยรัฐส่วนกลาง ส่งผลให้ระบบการบริหารและจัดการขาดการตรวจสอบและควบคุม ขาดเอกภาพในการปฏิบัติงานและนโยบายที่ขาดความต่อเนื่อง  (เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง(บก.), 2535; ธเนศวร์ เจริญเมือง, 2546; ปิ่นแก้วเหลืองอร่ามศรี, 2548)          

ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้และการลดลงของพื้นที่ป่าเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ เนื่องจากมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคน ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2550, น.7-8) ที่ได้ทำการประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกินระดับการพัฒนาที่ยั่งยืน นำเสนอด้วยมูลค่าเฉลี่ย 5 ปี (พ.ศ. 2542-2546) คำนวณราคา ณ ปี พ.ศ. 2547 พบว่าทรัพยากรป่าไม้มีมูลค่าความเสียหายจากการสูญเสียพื้นที่ป่า สูงเป็นอันดับ 1 คือ 80,813 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแตกต่างจากอันดับสอง ทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน ที่มีมูลค่าการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินมีค่าเฉลี่ย เพียง 7,477 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น

แม้นว่ากรมป่าไม้มีความพยายามที่จะบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ภายใต้การนำองค์ความรู้ด้านวนศาสตร์ หรือการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ป่าไม้ (scientific forestry) มาเป็นฐานในการจัดการก็ตาม แต่กระแสการเมืองและ เศรษฐกิจ ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กรมป่าไม้ไม่สามารถที่จะจัดการทรัพยากรป่าไม้บนฐานของความรู้ด้านป่าไม้ได้อย่างแท้จริง นอกจากนั้น อิทธิพลของกระแสความคิดด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น การเคลื่อนไหวเรื่องป่าชุมชนของภาคประชาชน  การเรียกร้องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หรือ แนวคิดที่มีอิทธิพลจากต่างประเทศ เช่น แผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) พิธีสารเกียวโต(Kyoto Protocol)  การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ecotourism) การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland)  การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ภาวะโลกร้อน (global warming) เป็นต้น กระแสความคิดเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลเข้ามาสู่การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ดังนั้นหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ของภาครัฐจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ในกรณีของกรมป่าไม้ อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งในการปรับตัวคือ โครงสร้างองค์การที่มีขนาดใหญ่ เทอะทะ ขาดความคล่องตัว และวัฒนธรรมองค์การที่ค่อนข้างผูกติดอยู่กับระบบราชการแบบเก่า รวมทั้งการเข้ามามีอิทธิพลของฝ่ายการเมือง ปัญหาการประพฤติมิชอบในวงราชการ ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร  การปรับโครงสร้างของกรมป่าไม้ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ภายใต้นโยบายการปฏิรูประบบราชการในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อลดความซ้ำซ้อน การกระจัดกระจาย และขาดเอกภาพของหน่วยงานราชการ ผลักดันให้การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ที่มีความคล่องตัว โปร่งใส เป็นธรรม และได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน มีศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศมากขึ้น โดยได้จัดแบ่งการบริหารงานจากเดิม 12 กระทรวง 1 ทบวง 125 กรม เป็น 20 กระทรวง 136 กรม  และปรับเปลี่ยนรูปแบบสู่การบริหารงานเชิงยุทธศาสตร์ สร้างระบบการประเมินผลโดยใช้คำรับรองการปฏิบัติงาน นำระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารภาครัฐ พัฒนาระบบการเงินการคลัง และปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ ด้วยการลดขั้นตอนการปฏิบัติราชการ หรือการจัดศูนย์บริการร่วมเพื่อให้บริการประชาชน (ทศพร ศิริสัมพันธ์, 2549, น.164-165)

เมื่อมีการปฏิรูประบบราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ได้แยกภารกิจของกรมป่าไม้ออกเป็น 3 หน่วยงานหลัก คือ

                          กรมป่าไม้  มีภารกิจด้านการจัดการพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ ส่งเสริมกำกับดูแลอุตสาหกรรมป่าไม้ตามกฎหมายป่าไม้  เพื่อให้เกิดการพัฒนาป่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนทั้งเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยการดำเนินงานของกรมป่าไม้ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ.2535
                          กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  มีภารกิจด้านการอนุรักษ์ ส่งเสริม และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในรูปแบบการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  โดยภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเป็นไปตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535
                          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านป่าไม้ คือ การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลนของประเทศ

แนวคิดการปรับโครงสร้างรูปแบบดังกล่าว เกิดจากการที่วุฒิสมาชิกเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าจะเป็นโอกาสให้ทั้งงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และงานพัฒนาป่าเศรษฐกิจได้มีการพัฒนาที่ดีขึ้น (แก้วสรร อติโพธิ, 2545) สิ่งที่สะท้อนออกมาในช่วงแรก ๆ ของการปรับโครงสร้างคือ มีปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงานค่อนข้างมาก (ชเยนทร์ ปิเลี่ยน, 2547; ประไพพรรณ จินดามัย, 2547) ก่อให้เกิดความสับสน ขัดแย้ง และการต่อต้านจากข้าราชการในหน่วยงานของกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การบริหารจัดการองค์การ และภารกิจต่าง ๆ ของทั้งสองกรมไม่ชัดเจน เกิดการแย่งชิงทรัพยากร ทั้งกำลังคน อาคาร สถานที่ และ อุปกรณ์ต่าง ๆ (“ผ่ากรมป่าไม้-กรมอุทยาน ฯ วุ่น”, 2545; “ปลอด เปิดศึกแย่งตึกป่าไม้”, 2545; “กรมป่าไม้สุดทนกรมอุทยาน ฯ เตือนไม่ฟังออกใบเบิกทางผิด กม”, 2546) ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศในการดำเนินงาน การทำงานของเจ้าหน้าที่หละหลวม ขาดประสิทธิภาพ (“กรมป่าไม้รุกปรับโครงสร้างครั้งใหญ่”, ม.ป.ป.) หรือ การที่มีพื้นที่ป่าไม้ลดลงในช่วงปี 2543-2547 ประมาณ 1.5 ล้านไร่ โดยเฉพาะในช่วงปี 2545-2546 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มแรกของการปฏิรูประบบราชการและปรับโครงสร้างกรมป่าไม้ ทำให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมาย (“อธิบดีกรมป่าไม้รับระบบป้องกันป่าล้มเหลว”, ม.ป.ป.) รวมทั้งคุณภาพของการบริการและความสับสนของประชาชนผู้ใช้บริการงานต่าง ๆ  (“แยกกรมป่าไม้/ อุทยานล่อกันเละแย่งกันออก ใบเบิกทาง ทำสับสน”, 2546) นอกจากนั้นยังพบว่าความไม่ชัดเจนในแนวเขตป่าไม้ เป็นอุปสรรคอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความลักลั่นในการควบคุมดูแลงานป่าไม้ จึงมีความพยายามอยู่หลายครั้งที่จะผลักดันให้มีการยุบรวมกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ปรับโครงสร้างไปแล้ว ดังเช่น เคยมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2549 รับหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาการรวมกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นกรมป่าไม้ และปรับปรุงอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเห็นว่าหน่วยงานทั้งสองมีลักษณะงานและอำนาจหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจความคิดเห็นของบุคลากรทั้งสามกรมที่เห็นว่าควรมีการยุบรวมกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร้อยละ 38 และยุบรวมทั้ง 3 กรม ร้อยละ 42 (ดุสิต เวชกิจ, ภทรพร ยุทธภรณ์พินิจ และทยณัฐ ขวนไชยสิทธิ์, 2551, น. 26) แต่แนวคิดดังกล่าวถูกยับยั้งในสมัยที่นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งในปี 2553 นี้ เมื่อ นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้สำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ศึกษาความเป็นไปได้ของการยุบรวมกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชอีกครั้ง แต่การยุบรวมกรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างไร คงต้องให้เวลา และความจริงใจของฝ่ายการเมืองเป็นเครื่องตัดสิน และที่สำคัญไปกว่านั้น ถ้ามีการยุบรวมกรมทั้งสองได้ แล้วประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ของไทยจะดีขึ้นได้จริงมากน้อยเพียงใด หรือเป็นเพียงวิบากกรรมหนึ่งของทรัพยากรป่าไม้ไทยเท่านั้น
      
เอกสารอ้างอิง

หนังสือและบทความในหนังสือ
กรมป่าไม้. (2528). สถิติการป่าไม้ของประเทศไทย ปี 2528. กรุงเทพ ฯ: ผู้แต่ง.
กรมป่าไม้. (2539). 100 ปี กรมป่าไม้ 2539.  กรุงเทพ ฯ: (ม.ป.ท.).
กรมป่าไม้. (2540). สถิติการป่าไม้ของประเทศไทย ปี 2540. กรุงเทพ ฯ: ผู้แต่ง.
กรมป่าไม้. (2542). สถิติการป่าไม้ของประเทศไทย ปี 2542. กรุงเทพ ฯ: ผู้แต่ง.
กรมป่าไม้. (2545). สถิติการป่าไม้ของประเทศไทย ปี 2545. กรุงเทพ ฯ: ผู้แต่ง.
กรมป่าไม้. (2547). สถิติการป่าไม้ของประเทศไทย 2547. กรุงเทพ ฯ: ผู้แต่ง.
กรมป่าไม้. (2550). สถิติการป่าไม้ของประเทศไทย 2550. กรุงเทพ ฯ: ผู้แต่ง.
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2547). ข้อมูลสถิติอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 2547. กรุงเทพ ฯ: ผู้แต่ง.
เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง (บรรณาธิการ). (2535). วิวัฒนาการของการบุกเบิกที่ดินทำกินในเขตป่า. กรุงเทพ ฯ: สถาบันท้องถิ่นพัฒนา.
ดุสิต เวชกิจ, ภทรพร ยุทธภรณ์พินิจ และทยณัฐ ขวนไชยสิทธิ์. (2551). รายงานการวิจัยเรื่อง ความคิดเห็นของบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านป่าไม้ต่อผลกระทบจากการแบ่งส่วนราชการงานด้านป่าไม้ของชาติ ออกเป็น 3 กรม. สมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์และสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ทศพร  ศิริสัมพันธ์. (2549). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารราชการแนวใหม่ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพ ฯ: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ.
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี. (2548). ความจริง วัฒนธรรม และความเชื่อ: การเมืองและการผลิตความรู้ป่าไม้ในไทย. ใน ความรู้กับการเมืองเรื่องทรัพยากร, เอกสารวิชาการลำดับที่ 43 (น. 9-45).  กรุงเทพ ฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
วุฒิสภา, คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม. (2539). ผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิต: รายงานของคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภาพ. กรุงเทพ ฯ :  กองกรรมาธิการ, สำนักเลขาธิการวุฒิสภา.

บทความวารสาร
แก้วสรร อธิโพธิ. (2 ตุลาคม 2545). ผ่ากรมป่าไม้ ก้าวแรกของการปฏิรูปงานจัดการป่าไม้ไทย. มติชนรายวัน, น. 7.
ธเนศวร์  เจริญเมือง. (2546). การบริหารและจัดการป่าไม้ในสังคมไทย.  ป่ากับชุมชน, 10(19), 5-9.

วิทยานิพนธ์
กอบชัย  ทวีสุขเสถียร. (2545). ความคิดเห็นของข้าราชการสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกรมป่าไม้ ตามนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, คณะวนศาสตร์.
ชมัยโฉม  สุนทรสวัสดิ์. (2521). การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกิจการป่าไม้ทางภาคเหนือของไทย.  วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะอักษรศาสตร์, สาขาวิชาประวัติศาสตร์.
ชเยนทร์ ปิเลี่ยน. (2547).  ความคิดเห็นของข้าราชการกรมป่าไม้เกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานภายหลังการปฏิรูประบบราชการ. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, คณะวนศาสตร์.
ประไพพรรณ จินดามัย. (2547). ความคิดเห็นของข้าราชการกรมป่าไม้ กับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกรมป่าไม้ ตามนโยบายปฏิรูประบบราชการ. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, คณะวนศาสตร์.
วชิรพล รัตนสุวรรณ. (2548). ความพึงพอใจในการทำงานของข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หลังการปฏิรูประบบราชการ.  วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, คณะสังคมศาสตร์.
วรานนท์  สมคิด. (2547). การปฏิรูประบบราชการ: สมัยประบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับปัจจุบัน. ปัญหาพิเศษ, มหาวิทยาลัยบูรพา.
วิรากานต์ เทียมแสน. (2550).  ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมป่าไม้ภายหลังการปฏิรูประบบราชการ.   การศึกษาค้นคว้าอิสระศิลปศาสตรมหาบัณฑิต,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, คณะสังคมศาสตร์, สาขารัฐศาสตร์.
หฤทัย รอดบุญพา. (2546). การปฏิรูประบบราชการ กรณีความเหมาะสมในการปรับโครงสร้างกรมป่าไม้. ผลงานวิชาการเพื่อประเมินบุคคล, สำนักนโยบายและแผนงบประมาณ.

เอกสารอื่น ๆ
กรมป่าไม้. (2545). กรมป่าไม้ บทบาทและภารกิจตามโครงสร้างใหม่ ปัญหาและอุปสรรค.  (เอกสารอัดสำเนา)
พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2535. ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 109 ตอนที่ 109, 22 ตุลาคม 2535.
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545. ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม119 ตอนที่ 99 ก, 2 ตุลาคม 2545.

สื่ออิเล็กทรอนิกส์
กรมป่าไม้รุกปรับโครงสร้างครั้งใหญ่. (ม.ป.ป.). ไทยรัฐ ออนไลน์. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม  2550, จาก  http://www.thairath.co.th/ news.php.
กรมป่าไม้สุดทนกรมอุทยาน ฯ เตือนไม่ฟังออกใบเบิกทางผิด กม. (3 เมษายน 2546). ประชาชาติธุรกิจ, น.13.  สืบค้นเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2551, จากฐานข้อมูล Matichon e-Library.
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2551). หน่วยงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. สืบค้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2551, จาก http://www.dnp.go.th/nation_index/Nationalpark_chart.pdf.
ปลอด เปิดศึกแย่งตึกป่าไม้สวมกรมอุทยานคืนแค่ป้าย. (27 กันยายน 2545). กรุงเทพธุรกิจ, น. 15 และ 17. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2551, จากฐานข้อมูล Matichon e-Library.
ผ่ากรมป่าไม้-กรมอุทยาน ฯ วุ่น. (11 ตุลาคม 2545). มติชนรายวัน, น. 13. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2551, จากฐานข้อมูล Matichon e-Library.
แยกกรมป่าไม้/ อุทยานล่อกันเละแย่งกันออกใบเบิกทางทำสับสน. (10 มีนาคม 2546). ประชาชาติธุรกิจ, น. 11. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2551, จากฐานข้อมูล Matichon e-Library.
อธิบดีกรมป่าไม้รับระบบป้องกันป่าล้มเหลว. (ม.ป.ป.). กรุงเทพธุรกิจ. สืบค้นเมื่อวันที่ 22  สิงหาคม 2550 , จาก http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/22/news_24449384.php?news_id=24449384.

Books
Bryant, R.L. & Bailey, S. (1997). Third world political ecology. New York: Routledge.
Bryant, R.L. (1997). The political ecology of forestry in Burma 1824-1994.  London: C.Hurst & Co. Ltd.,
Pragtong, K & Thomas, D.E. (1990). Evoluting management system in Thailand.  In Poffenberger, M. (ed) Keepers of the forest land management alternatives in Southeast Asia (pp. 167-186). Connecticut: Kumarian Press.
Winichakul, Thongchai. (2004). Siam mapped a history of the geo-body of a nation. Bangkok: Silkworm Books.

Articles
Bryant, R.L. & Goodman, M.K. (2008).  A pioneering reputation: assessing Piers Blaike’s contributions to political ecological. Geoforum, 39, 708-715.Offen, K.H. (2004). Historical political ecology: an introduction [Electronic version].  Historical Geography, 32, 19-42.Swami, V. (2003). Environmental  history and British colonialism in India  a prime political agenda. The new  centennial  review, 3(3), 113-130. Retrieved May 25, 2009, from Project Muse database.
Vandergeest, P. & Peluso, N.L. (1995). Territorialization and state power in Thailand. Theory and Society, 24(3), 385-426.

Other Materials
Trisura, Y. (n.d.).  Performance Assessment of Forest Resource Management in Thailand Using Pressure-State-Response Framework. Faculty of Forest, Kasetsart University.  

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การช่วยเหลือทางการเงินกับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ



สมคิด บุญล้นเหลือ

การช่วยเหลือทางการเงิน (Financial Aid/Assistance) เพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือหรือวิธีการอย่างหนึ่งภายใต้แนวคิดว่าด้วยความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance: ODA) โดย OECD ได้ให้คำจำกัดความของ ODA ว่าหมายถึง “การช่วยเหลือ ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสวัสดิการของประเทศกำลังพัฒนาและมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือทางการเงินแบบผ่อนปรน (concessional terms) และมีส่วนของการให้เปล่า(grant) ร่วมอยู่ด้วยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25” จากคำนิยามข้างต้น การช่วยเหลือทางการเงินจึงมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ การให้เงินกู้แบบมีเงื่อนไขผ่อนปรน (concessional loan) และการให้เปล่า (grant) โดยในกรณีของเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนนั้น OECD ยังได้ให้คำนิยามเฉพาะไว้ว่าได้แก่เงินกู้ที่มีเงื่อนไขการกู้ที่ผ่อนปรนกว่าเงินกู้ในตลาดปกติ โดยเงื่อนไขผ่อนปรนนั้นมีตั้งแต่การคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่าอัตราตลาด หรือให้ระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ (grace periods) ที่ยาวนาน หรือมีให้ทั้งสองอย่าง ทั้งนี้ การช่วยเหลือทางการเงินจะเป็น ODA หรือไม่นั้น คณะกรรมการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (Development Assistance Committee: DAC) เท่านั้นจึงจะเป็นผู้ชี้ขาด

ODA ถือเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือจากต่างประเทศ (foreign aid)
เพราะมีวัตถุประสงค์ที่แคบว่าการช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างสวัสดิการของมนุษย์ ลดความยากจน และเพื่อการพัฒนา ในขณะที่การช่วยเหลือจากต่างประเทศครอบคลุมไปถึงการช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น การช่วยเหลือทางการทหาร เป็นต้น(Riddell, 2007, pp. 17-18)

Führer (1996, p.4) ได้อธิบายประวัติศาสตร์รากฐานความคิดของ ODA ว่า มาจากการดำเนินกิจกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศอาณานิคมของประเทศเจ้าอาณานิคมทั้งหลายในสมัยก่อน จวบจนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงพร้อมกับความสำเร็จในการใช้แผนมาร์แชล (Marshall Plan) เพื่อบูรณะและฟื้นฟูประเทศต่าง ๆ ในยุโรปโดยการช่วยเหลือจากต่างประเทศ การช่วยเหลือดังกล่าวจึงได้กลายมาเป็นต้นแบบแนวคิดที่สำคัญของ ODA ทั้งนี้ กลุ่มประเทศสมาชิก OECD ได้ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นหนึ่งคณะเรียกว่าคณะกรรมการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (DAC) เพื่อเป็นองค์กรกลางทำหน้าที่ประสานงานและส่งเสริมการช่วยเหลือแบบ ODA ระหว่างประเทศผู้บริจาคใน OECD ด้วยกัน ตลอดจนชี้ขาดว่าการช่วยเหลือประเภทไหนถึงเป็น ODA

ทั้งนี้ การพิจารณาว่าการให้ช่วยเหลือจากต่างประเทศในลักษณะใดเข้าข่ายเป็น ODA จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาโดยดูที่องค์ประกอบตามคำจำกัดความของ ODA ซึ่งจากคำจำกัดความที่อธิบายในตอนต้นจะเห็นได้ว่า องค์ประกอบของ ODA จะประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
1) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสวัสดิการ
2) ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐ
3) มีการช่วยเหลือ (Flows)
4) ในลักษณะผ่อนปรน (Concessional terms)

ดังนั้น จากองค์ประกอบด้านวัตถุประสงค์ จึงทำให้การช่วยเหลือทางทหารไม่ว่าจะเป็นการให้อาวุธยุทโธปกรณ์และการใช้กำลังทหารเพื่อรักษาความสงบ การอบรมที่เกี่ยวข้องกับการทหารหรือการต่อต้านการจราจล ตลอดจนการใช้จ่ายในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อใช้ในการทหารจึงไม่ถือเป็น ODA เพราะไม่ตรงตามวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสวัสดิการ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการให้เงินสนับสนุนแก่ภาคเอกชนเพื่อการค้าก็ไม่เข้าข่ายเป็น ODA เช่นกัน สำหรับองค์ประกอบด้านหน่วยงานของรัฐ จะหมายรวมถึงหน่วยงานทั้งในระดับสหพันธรัฐ มลรัฐ และส่วนราชการท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้ การให้เงินสนับสนุนระหว่างหน่วยงานภายในของรัฐที่เป็นประเทศผู้บริจาค (Donor country) ไม่นับเป็น ODA แต่จะนับเมื่อหน่วยงานที่ได้รับเงินสนับสนุนนั้นได้ให้การช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้รับการช่วยเหลือ (Recipient country) นอกจากนี้ องค์ประกอบด้านการช่วยเหลือแบบ Flows จะเน้นการถ่ายโอนทรัพยากรที่มีผลกระทบต่อการพัฒนา ดังนั้น เงินให้กู้ยืมในระยะเวลา 1 ปีหรือน้อยกว่าจึงไม่นับเป็น ODA ส่วนองค์ประกอบของการมีลักษณะผ่อนปรน ทำให้เงินกู้ในอัตราตลาดไม่จัดเป็น ODA แต่เงินให้กู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราตลาดถือว่ามีลักษณะผ่อนปรน จึงนับเป็น ODA หรือเงินที่ให้กู้มีส่วนของเงินให้เปล่าอย่างน้อยร้อยละ 25 ก็จัดว่าเป็น ODA ด้วย (OECD, 2007)

แนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการกลุ่มย่อยเป็นพิเศษแบบ DAC เพื่อดำเนินการตามแนวคิด ODA ยังปรากฎในสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งได้จัดตั้งหน่วยงานเรียกว่าสมาคมเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Association: IDA) ทำหน้าที่ช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเช่นเดียวกับประเทศต่าง ๆ ใน OECD อีกด้วย ทั้งนี้ IDA ได้ให้คำนิยามของเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ OECD กล่าวคือ เป็นเงินกู้ที่ปลอดดอกเบี้ยและมีระยะเวลาปลอดการชำระหนี้และระยะเวลาคืนเงินกู้ (Maturity) ที่ยาวนานกว่าเงินกู้ปกติ ซึ่ง IDA มีนโยบายปลอดระยะเวลา
ชำระหนี้ยาวนานถึง 10 ปี ภายหลังจากลงนามในสัญญาเงินกู้ อีกทั้งยังให้ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ยาวนานถึง 40 ปี อีกด้วย

กล่าวโดยสรุป การช่วยเหลือทางการเงินเป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) โดยการช่วยเหลือดังกล่าวจากประเทศผู้บริจาคจะเป็น ODA หรือไม่ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือทางการเงินนั้นเป็นไปเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสวัสดิการของประเทศผู้รับหรือไม่ เป็นการช่วยเหลือจากทางการหรือโดยหน่วยงานของรัฐผู้ให้ที่ให้แก่รัฐผู้รับ (Government to government) หรือไม่ มีลักษณะเป็นการถ่ายโอนทรัพยากร (flow) ซึ่งในที่นี้คือการถ่ายโอนทรัพยากรทางการเงินหรือไม่ และต้องเป็นการช่วยเหลือทางการเงินที่มีลักษณะผ่อนปรน

บรรณานุกรม
Führer, H. (1996). The Story of Official Development Assistance: A History of the Development Assistance Committee and the Development Co-operation Directorate in Dates, Names, and Figures. Organisation for Economic Co-operation and Development.
OECD. (2007). Is it ODA? Fact Sheet—May 2007. www.oecd.org/dac/stats/dac/directives
Riddell, R.C. (2007). Does Foreign Aid Really Work? New York: Oxford University Press.

เวปไซด์
International Development Agency (IDA). http://www.worldbank.org/ida/
Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD). http://www.oecd.org

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การกระจายบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐาน : ความเป็นธรรมที่ไม่จำเป็นต้องเท่ากันเสมอไป

รมิดา  จรินทิพย์พิทักษ์
1 ธันวาคม 2553
  Vilfredo Pareto (1848 – 1923)  นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลีผู้บุกเบิกหลักการ Pareto Optimum[1]  อธิบายการจัดสรรที่ทำให้สังคมได้รับสวัสดิการสูงสุดและทุกฝ่ายพึงพอใจว่าเป็นการกระจายทรัพยากรที่ทำให้คนหนึ่งดีขึ้นโดยไม่ทำให้คนอื่นแย่ลงไปกว่าเดิม (An allocation of resources such that no one can be made better off without someone else being worse off.) เนื่องจากบุคคลแต่ละคนมีความพึงพอใจต่อบางสิ่งบางอย่างที่ต่างกัน และการเพิ่มประโยชน์ให้คนๆหนึ่งอาจไปกระทบและลดทอนประโยชน์ที่ควรจะได้ของอีกคนหนึ่งในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้นการบรรลุความพึงพอใจร่วมกัน หรือจุดดุลยภาพสูงสุด ไม่ได้หมายถึงจุดที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ แต่เป็นจุดที่การจัดสรรไม่สามารถทำได้มากไปกว่านี้ โดยไม่กระทบประโยชน์ของผู้อื่น จากกรอบความคิดของ พาเรโต พัฒนาไปสู่ข้อเสนอเรื่อง ระบบการชดเชย (Compensation) ที่เป็นธรรม โดยรัฐเข้ามามีบทบาทในบางกรณีเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์มีผู้ได้และผู้เสีย (win-lose) เขาเห็นว่า ในบางครั้งระบบการชดเชยเพื่อแปลงสถานการณ์ให้มีแต่ผู้ได้หรือไม่มีผู้เสียประโยชน์ (win-win situation)  เป็นการจัดการทรัพยากรที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นธรรม
ในแง่ของบริการโทรคมนาคมข้อกำหนดในเรื่องการจัดหาและการกระจายบริการพื้นฐานไปยังทุกกลุ่มคน ทุกพื้นที่ (Universal Service Obligation; USO) เป็นข้อกำหนดในการกระจายบริการเพื่อให้คนในสังคมได้รับสิทธิในการใช้และเข้าถึงบริการโทรคมนาคม ในฐานะที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อให้คนทุกกลุ่มในสังคมมีโอกาสได้เข้าถึงและรับบริการทางการศึกษา บริการทางการแพทย์ และบริการจากภาครัฐ ได้ใกล้เคียงกัน สิทธิในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐานในฐานะสื่อกลางในการรับบริการทางสังคมเป็นสิทธิที่มีระบุไว้ในกฎหมาย และการจัดหาโทรคมนาคมพื้นฐานเป็นหน้าที่ที่จำเป็นซึ่งรัฐ องค์กรกำกับ และผู้ให้บริการโทรคมนาคมของเกือบทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือกำลังพัฒนาต้องถือปฏิบัติร่วมกัน
การดำเนินการ USO ในกิจการโทรคมนาคมเริ่มขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาโดย Theodore Vail (1907) [2] ประธานบริษัท American Telephone & Telegraph หรือ AT&T ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแต่เพียงรายเดียวในยุคเริ่มแรกของสหรัฐ เสนอแนวคิดการจัดบริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึงโดย AT&T เป็นผู้ให้บริการแต่เพียงรายเดียวเพื่อต่อรองกับองค์กรกำกับดูแลด้านการแข่งขันและองค์กรกำกับกิจการโทรคมนาคม (FCC) เพื่อรักษาอำนาจผูกขาดของตนไว้ เป้าหมายในขณะนั้นคือ การที่ AT&T จะทำหน้าที่กระจายบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานไปยังประชาชนในระดับครัวเรือนหรือผู้อยู่อาศัย (resident) ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงโครงข่ายการติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนกับการที่รัฐหรือองค์กรกำกับดูแลต้องไม่เข้าแทรกแซง หรือรบกวนโครงสร้างความเป็นเจ้าของโครงข่ายและโครงสร้างธุรกิจของ AT&T ภายใต้สโลแกน “one policy, one system, universal service”
Vail นำเสนอแนวคิดนี้โดยใช้โอกาสที่ AT&T เป็นเจ้าของโครงข่ายโทรศัพท์เกือบทั้งหมดของประเทศโดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่โดยไม่อนุญาตให้รายอื่นทำการเชื่อมต่อกับตนเลย ทำให้ AT&T มีศักยภาพและอำนาจต่อรองในการขยายโครงข่ายและจำนวนคู่สายไปยังพื้นที่ต่างๆได้มากกว่ารายอื่นๆ จากการศึกษาของ Milton Mueller [3] ได้ระบุว่าความหมายของ USO ตามแนวทางของ Vail แตกต่างไปจากแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน [4] เพราะแตกต่างไปจากการให้เพื่อเป็นสวัสดิการโดยรัฐหากแต่เป็นวิธีการที่นำมาใช้เพื่อต่อรองให้ได้อำนาจผูกขาดในกรรมสิทธิ์ด้านโครงข่ายของตน
แนวคิดการจัดทำบริการพื้นฐานโดยทั่วถึงในกิจการโทรคมนาคม มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และเทคโนโลยี จากแนวคิดที่ใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองเพื่อการผูกขาดทางการตลาด ได้ถูกนำไปกำหนดไว้ในกฎหมายโทรคมนาคมแห่งสหรัฐอเมริกา (Telecommunications Act of 1996)[5] และในกฎหมายโทรคมนาคมของเกือบทุกประเทศ ทั้งยังกลายเป็นนโยบายหลักในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในเวลาต่อมาอีกด้วย ข้อกำหนดในการจัดทำ USO ใน Telecommunications Act of 1996 ประกอบด้วยข้อกำหนดในเรื่องความเท่าเทียมในคุณภาพบริการ โอกาสในการเข้าถึง และการกำหนดราคาอย่างสมเหตุสมผล และสามารถเทียบเคียงกันได้ทั้งในระดับพื้นที่และฐานะของคนในสังคม เพื่อให้ทุกคนสามารถจ่ายเพื่อซื้อหาบริการได้ โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะผู้บริโภคนั้นจะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้อาศัยในชนบท บนเกาะ หรือพื้นที่ห่างไกล
กระแสการเปิดเสรีโดยเฉพาะในกิจการโทรคมนาคมส่งผลให้แนวคิดการจัดบริการโทรคมนาคมพื้นฐานแบบผูกขาดโดยผู้ให้บริการแต่เพียงรายเดียวเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายทางด้านโทรคมนาคมได้กำหนดสิทธิให้ผู้รับบริการโทรคมนาคมทุกคน (all users)ได้รับบริการที่มีคุณภาพดี (good quality)ในราคาที่สามารถจ่ายได้ (affordable rate) และการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของตลาดทำให้การผูกขาดในการจัดทำ USO เปลี่ยนแปลงไปเป็นการแข่งขันของผู้ให้บริการมากกว่าหนึ่งราย เนื่องจากการลงทุน USO ไม่ได้เป็นไปเพื่อการต่อรองอย่างเสียสละแต่ก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาดในการผลิต (Economy of Scale) ทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ให้บริการลดลง และการเชื่อมต่อโครงข่ายกลายเป็นความจำเป็นในอันที่จะขยายปริมาณการใช้งานของผู้ใช้มากกว่าจะคงไว้เพียงการติดต่อภายในโครงข่ายเดียวกัน
ปัจจุบันมีงานศึกษาในหลากหลายแนวทาง งานศึกษาในส่วนที่เป็นหลักการดำเนินการของรัฐและองค์กรกำกับดูแล พบในงานของ Michael Riordan[6] กล่าวถึงหลักการกำหนดนิยามคำว่า Universal Service เพื่อเป็นการจัดวางเป้าหมายในการดำเนินการ โดยผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่รัฐหรือองค์กรกำกับดูแลให้ความหมายแตกต่างกันไปตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ช่วงเวลา และการตัดสินใจเชิงนโยบายของแต่ละประเทศ โดยทั่วไปมีนัยถึงการจัดการเพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม การจัดทำ Universal Service ดำเนินการโดยเหตุผลทั้งในเชิงเศรษฐกิจ (พิจารณาในแง่ผลภายนอกโครงข่าย (Network Externalities)[7] ) การเมือง และสังคม  การวิเคราะห์ของ Riordan มุ่งไปที่การพิจารณาอัตราการกระจุกตัว (Penetration Rate)ของการใช้งานโทรศัพท์ในสหรัฐอเมริกา เขายกตัวอย่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการกระจุกตัวของการใช้งานโทรศัพท์ในท้องถิ่นและค้นพบว่า ความยากจนยิ่งมากเท่าไรเป็นเกณฑ์สำคัญที่ทำให้สามารถพยากรณ์ได้ถึงอัตราการกระจุกที่ต่ำมากเท่านั้น
นอกจากนั้นเขาได้พบว่า การส่งเสริมให้เกิดการกระจายการเข้าถึง (Universal Access) โดยทั่วไปรัฐให้การอุดหนุนในส่วนค่าเช่าสายซึ่งมักมีปัญหาเรื่องการบิดเบือนราคาเนื่องจากมีการคิดต้นทุนเพิ่มลงไปในค่าบริการ ในกรณีดังกล่าว Riordan ได้ยกตัวอย่าง FCC (องค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของสหรัฐ)ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยเรื่องการเก็บค่าบริการจากผู้ใช้งานโทรศัพท์ไปพร้อมกับการวางเป้าหมายในการอุดหนุน และเห็นว่าความสำคัญของนโยบาย USO คือการให้ความสนใจกับผลกระทบต่อราคาอันเกิดจากต้นทุนหน่วยสุดท้ายที่ลดลงจากการประหยัดต่อขนาด ซึ่งมักไม่ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนทำให้เกิดการผลกระทบในแง่การบิดเบือนของราคา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ท้าทายต่อความสำเร็จในการดำเนินนโยบายด้าน USO ดังนั้นในปัจจุบันที่บริการมีความหลากหลายมากขึ้นและมีการส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรี  การพิจารณา USO อาจไม่ได้พิจารณาเฉพาะในประเด็นการจัดหาผู้ให้บริการ หรือการวางเป้าหมายด้านการอุดหนุน แต่ต้องให้ความสำคัญกับกำกับด้านราคา (Price regulation) ในพื้นที่ที่ไม่มีการกำหนดราคาในลักษณะราคาเดียว (Uniform pricing) เพื่อป้องกันปัญหาการบิดเบือนราคาด้วย
การนิยามของคำว่า “บริการโทรคมนาคมพื้นฐาน” นั้นมีความสำคัญสำหรับผู้รับบริการในแต่ละพื้นที่ ในแง่การประเมินความต้องการในการจัดสวัสดิการให้ตรงตามความต้องการของพื้นที่นั้น ในพื้นที่ห่างไกลความต้องการและความพร้อมในการรับบริการอาจเป็นไปเพื่อความปลอดภัยและการตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานในเบื้องต้น มากกว่าจะต้องการตามให้ทันกับเทคโนโลยีอย่างเช่นในเขตเมือง สำหรับผู้ให้บริการมองในมุมที่ต่างกัน ผู้ให้บริการพิจารณาความต้องการในแต่ละพื้นที่ในแง่ของการทำกำไร และความคุ้มค่าในการประกอบการเป็นสำคัญ ดังนั้นในมุมของผู้กำกับดูแลการกำหนดคำนิยาม “บริการโทรคมนาคมพื้นฐาน” โดยพิจารณาเป็นรายพื้นที่ เป็นการกำหนดขอบเขตบริการตามความเหมาะสมและเป็นไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ในแต่ละประเทศด้วยว่ามีความยืดหยุ่นในการกำหนดขอบเขตบริการในแต่ละพื้นที่ได้หลากหลายหรือไม่เพียงใด และขึ้นอยู่กับการตีความว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่หากมีการกำหนดนิยามที่แตกต่างกัน    
อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องการจัดแบ่งพื้นที่ในการดำเนินการ USO เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ โดยในเบื้องต้นเป็นการยอมรับว่า การจัดบริการพื้นฐานโดยทั่วถึง (Universal Service) ไม่สามารถทำได้สำหรับทุกคน ทุกพื้นที่ อย่างเท่าเทียมกัน การจัดการ USO จำเป็นต้องดำเนินการตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละพื้นที่ และในท้ายที่สุดการจัดบริการดังกล่าวควรมีความเป็นธรรมโดยเปรียบเทียบ และสามารถลดช่องว่างความแตกต่างให้เหลือน้อยที่สุด กรอบแนวคิดที่นำมาใช้เป็นแนวคิดที่เรียกว่า Gap Concept นำมาใช้เพื่อประโยชน์ในสองระดับคือ ในระดับการดำเนินนโยบายของรัฐและองค์กรกำกับดูแล มักใช้ดัชนีบางตัวเป็นตัววัดระดับช่องว่างเพื่อการจัดแบ่งเขตพื้นที่ (Zoning) ในการดำเนินการ USO ดัชนีที่ใช้มากที่สุดได้แก่ รายได้ต่อหัวของประชากร (เพื่อจัดแบ่งพื้นที่ในมิติทางเศรษฐศาสตร์  (Market Gap) เป็นพื้นที่เชิงพานิชย์ พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ที่มีศักยภาพในการเป็นพื้นที่เชิงพานิชย์ และพื้นที่ที่ยากต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพานิชย์)  หรือปัจจัยทางด้านเทคนิค (เพื่อแบ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพและไม่มีศักยภาพในการเข้าถึง (Access gap)) เป็นต้น
การประเมิน “ช่องว่าง” (Gap) ของการเข้าถึงและรับบริการสาธารณะ เป็นการจัดการเพื่อกำหนดบริการที่เหมาะสมสำหรับในแต่ละพื้นที่ ในอีกทางหนึ่งเป็นการแบ่งเขตการกำกับดูแล ให้การกำกับเป็นไปตามเงื่อนไขและบริการที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ที่พิจารณาแล้วว่ามีลักษณะเชิงพาณิชย์ พื้นที่ลักษณะนี้ควรเปิดให้กลไกการแข่งขันดำเนินไปด้วยตัวเองโดยเสรี สิ่งที่ดำเนินการคือ การกำหนดกฎกติกาที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องมาตรการในลักษณะการป้องกันพฤติกรรมอันเป็นการผูกขาด หรือลด หรือจำกัดการแข่งขัน มาตรการการกำหนดราคา ตลอดจนมาตรการอื่นๆที่จำเป็นเพื่อผลักดันให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่สามารถควบคุมไม่ให้ผู้ให้บริการ USO  ไม่ถือโอกาสทำกำไรเกินไปกว่าต้นทุนที่ตนรับภาระอยู่
ในปัจจุบันกลไกการจัดการ USO ทำได้ในหลากหลายวิธีการ อาทิ การดำเนินการโดยรัฐหรือองค์กรกำกับสร้างแรงจูงใจและสภาพแวดล้อมให้เกิดการแข่งขันกันทำกำไร โดยมีมาตรการกำกับด้านราคา (มักทำได้ในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการแข่งขันหรือสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้ในอนาคต แต่มีกลุ่มคนที่เข้าถึงบริการได้ยาก) การกำหนดเป็นข้อบังคับในการดำเนินการ ในพื้นที่ที่ไม่จูงใจในการลงทุน การเปิดโอกาสให้มีการอุดหนุนข้ามบริการระหว่างบริการในพื้นที่ที่ทำกำไร กับบริการในพื้นที่ที่ไม่ทำกำไร (กรณีนี้การกำกับดูแลทำได้ยาก เพราะอาจมีการบิดเบือนราคา เนื่องจากการดำเนินการอาจไม่เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง) และการจัดตั้งกองทุน (Universal Service Fund) เพื่อใช้เงินกองทุนในการอุดหนุนบริการ
ในหลายประเทศการจัดการ USO มีความแตกต่างหลากหลายออกไป และอาจไม่ใช้ทางเลือกใดโดยเฉพาะ ทั้งนี้การจัดการต้องคำนึงถึงสภาพตลาดในแต่ละประเทศและในแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ และการตัดสินใจดำเนินการในรูปแบบใดโดยเฉพาะหรือเลือกใช้แบบผสมผสานตามแต่ความเหมาะสมในพื้นที่จำเป็นต้องมาจากการศึกษาและประเมินแนวโน้มการแข่งขันในตลาด ตลอดจนบริการที่พื้นที่นั้นต้องการด้วย เพราะการจัดการ USO โดยเฉพาะในรูปแบบการให้เงินอุดหนุน อาจส่งผลกระทบทำให้สภาพการแข่งขันที่เป็นอยู่ในตลาดถูกบิดเบือนไปโดยมีผู้ได้เปรียบจากการดำเนินการ และนำไปสู่การเข้าสู่ตลาดได้ยากของรายใหม่ การจัดการโดยคำนึงถึงความเป็นกลางในการแข่งขันคือไม่ทำให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งได้เปรียบจนเกินไป โดยการคุ้มครองหรืออุดหนุน หรือมีการชดเชยให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการ USO (Universal Service provider) น้อยเกินไป จนไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมีการศึกษาโดยรอบคอบเพื่อให้มาตรการส่งเสริมการแข่งขันบรรลุผลและไม่ถูกบิดเบือนไปโดยการจัดการ USO ในขณะเดียวกันหากมองทางด้านผู้บริโภคการจัดการให้เกิดการกระจายเพื่อให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มได้รับหรือใช้บริการโทรคมนาคมตามความต้องการและเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเท่าหรือเหมือนกันเสมอไป เป็นโจทย์ที่น่าสนใจและต้องดำเนินการไปพร้อมกัน
Reference:
ภาษาไทย
ประจวบ ตันตินนท์, “การให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง การแปรนโยบายไปสู่เกณฑ์ดำเนินการและแนวทางการปฏิบัติ, สถาบันพระปกเกล้า,2548.
สำนักการบริการโดยทั่วถึง สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, “2008 Review: Report on USO in Thailand”.
ภาษาอังกฤษ
Bain, J.S., “ Barriers to new competition”, Cambridge, Harvard University Press, 1956.
Baron, D.P.,”The economics and politics of regulation: perspectives, agenda and approaches”, in J.S. Banks and E.A. Hanuser(eds.), Modern Political Economy, Cambridge University Press,1995.
Bowles, S. and Herbert Gintis, “Recasting Egalitarianism: New Rules for Communities, States, and Markets”. New York: Verso,1998.
Detecon Asia Pacific, “Sector Reform and Liberalization Study”, 2008.
Friedman, Milton. “Capital and Freedom”, The University of Chicago Press, Chicago and London, 1962.
Intercai Mondiale, “Initial report and roadmap incorporating market policy and regulatory review”, September 2006.
Kahai, Simran K., Daviid L. Kaserman, and John W.Mayo., “Is the Dominant Firm’Dominant? An Empirical Analysis of AT&T’s market power”,Journal of Law and Economics, 1996.
Phyllis Bert, Ph.D., “Balancing Competition and universal service : the role of the regulator five years after the telecommunications Act”, The National Regulatory Research institute, 2001.


[1]  อ่านคำอธิยายโดยย่อได้ใน  http://en.wikipedia.org/wiki/Pareto_efficiency#Pareto_efficiency_in_economics
[2] Theodore Vail, President of AT&T, 1885-1887 and 1907-1919.
[3]  Associate Professor and Director, Telecommunications and Network Management Program at School of Information Studies at Syracuse University Mueller สอนและทำวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองในเรื่องที่เกี่ยวกับสารสนเทศและการสื่อสาร( the political economy of communication and information) โดยใช้ทฤษฎีว่าด้วยสิทธิและการครอบครองกรรมสิทธิ์ (Theoretical tools of property rights analysis) โดยวิธีการทางประวัติศาสตร์และการวิจัยเชิงคุณภาพ

[4]  Milton Mueller.”Universal service from the bottom up: a study of telephone penetration in Camden, New Jersey”, MIT Press  Cambridge, MA, USA, 2001.

[5]  Telecommunications Acts of 1996 เป็นกฎหมายโทรคมนาคมที่ปรับปรุงมาจาก Communications Act of 1934 (อ่านเพิ่มเติมที่ Paglin, Max D., A Legislative History of the Communications Act of 1936, Oxford University Press, New York. 1989.) โดยรัฐสภาอเมริกัน (US Congress) ชุดที่ 104 ผ่านกฎหมายฉบับนี้เมื่อวันที่ 3 มกราคม 1996 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1996

[6]  Michael Riordan, An Economist's Perspective on Universal Residential Telephone Service In The Internet Upheaval: Raising Questions, Seeking Answers in Communications Policy, Ingo Vogelsang and Benjamin M. Compaine, Eds. (MIT Press, 2000).

[7]  ผลภายนอกโครงข่าย หรือ Network Externalities หรือ Network effect หมายถึง ประโยชน์หรือส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการที่มีผู้บริโภคสินค้าหรือบริการชนิดเดียวกันจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นผลให้ผู้บริโภคที่ใช้สินค้าหรือบริการเดิมและผู้บริโภคที่เพิ่งเข้ามาใช้งานสินค้าหรือบริการชนิดเดียวกันนี้ได้รับประโยชน์

ความกวัดแกว่งและไหลเลื่อนของ “ศูนย์กลาง” และ “โครงสร้าง” ใน Structural, Sign, and Play in the Discourse of the Human Sciences ของ Jacques Derrida[1]

โดย อัฐมา โภคาพานิชวงษ์ [2]
1 ธันวาคม 2553


Jacques Derrida นำเสนอบทความเรื่อง “Structure, Sign, and Play in the Discourse of the Human Sciences” เป็นครั้งแรกในการประชุมว่าด้วยโครงสร้างนิยมที่ John Hopkins University เมื่อปี ค.ศ.1966 จากนั้นบทความนี้ถูกนำมาตีพิมพ์รวมเล่มในหนังสือชื่อ “Writing and Difference” [3] (พิมพ์ครั้งแรกในภาษาฝรั่งเศสเมื่อปี 1967 และพิมพ์ครั้งแรกในฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษเมื่อปี 1978) ความสำคัญของงานชิ้นนี้อยู่ที่การวิพากษ์ “ความรู้” หรือญาณวิทยาแบบสำนักปรากฎการณ์วิทยา (phenomenology) และสำนักโครงสร้างนิยม (structuralism) โดยเฉพาะแนวคิดโครงสร้างนิยมของ Claude Levi-Strauss ที่นำเสนอผ่านงานเขียน 4 ชิ้น คือ The Elementary Structures of Kinship (1949), The Savage Mind (1962), The Raw and the Cooked (.1964) และ Race and History (1958)

คำ technical term ที่เดอร์ริดาใช้เป็นคำหลัก (keywords) ในการอรรถาธิบายของเขา ได้แก่ โครงสร้าง/ความเป็นโครงสร้าง (structure/structurality), ศูนย์กลาง/ความเป็นศูนย์กลาง (center), สัญญะ (sign), การเล่น (play/freeplay), ภาพรวบยอด (total/totalization), สภาพการณ์ (event), การปรากฎอยู่/การไม่ปรากฎ (presence/absence), ความวิปริต/แปรปรวน (scandal) และ bricolage/bricoleur ประเด็นหลักที่เดอร์ริดาเสนอเป็นการโต้แย้งต่อความเป็นโครงสร้างของ Levi-Strauss ซึ่งเดอร์ริดาพบว่ามีความขัดแย้งหลายประการระหว่างภายในตัว “โครงสร้าง” (structure) เอง กับ “ศูนย์กลาง” (center) ในความเป็นโครงสร้างที่ปรากฎในงานของ Levi-Strauss สิ่งที่เดอร์ริดากระทำจึงเป็นความพยายามชี้ให้เห็นถึงสภาพการณ์ (event)  ของการแตกกระจายออก (rupture/disruption) ของ “ความเป็นโครงสร้างของโครงสร้าง” (structurality of structure) นั้น

เดอร์ริดาเสนอว่า Levi-Strauss มองว่า “โครงสร้าง” ทำงานและดำรงอยู่อย่างเป็นประวัติศาสตร์แบบต่อเนื่อง (a history) มีลักษณะเป็นเส้นตรง (linear) เช่นเดียวกับ Saussure และเราสามารถหา “ศูนย์กลาง” ของมันพบได้ภายในระบบและโครงสร้าง เพราะความเป็น “ศูนย์กลาง” ของโครงสร้างเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ที่เราสามารถมองเห็นและนำเสนอผ่านระบบของภาษาได้ด้วยตัวหมาย (signifier) โดยเชื่อว่าตัวหมายนี้สามารถสะท้อนตัวถูกหมาย (signified) หรือสิ่งที่ต้องการบอกได้อย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น “ศูนย์กลาง” ในแบบ Levi-Strauss จึงถูกทำให้เป็นสิ่งที่ “ปรากฎอยู่” (presence)

ความเป็น “ศูนย์กลาง” ยังวางตำแหน่ง (position) อยู่ ณ ศูนย์กลางของโครงสร้างหรือระบบด้วย  “ศูนย์กลาง” ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดที่ตายตัว (fixed origin) ให้กับอำนาจที่กำกับความเป็นไปของส่วนต่างๆ ทั้งหมด (whole structure) ภายในโครงสร้าง หรือกล่าวได้ว่า “ศูนย์กลาง” ทำหน้าที่ควบคุมเกมหรือการ “เล่น” (play) ภายในระบบ/โครงสร้างส่วนต่างๆ ขณะที่ตัวมันเองปรากฎอยู่อย่างเต็มรูปและอยู่พ้นไปจากการเล่น (a full presence is beyond play) หรือมีลักษณะเป็นตัวหมายในระบบสัญญะที่อยู่พ้นไปหรือมีอภิสิทธิ์เหนือภายในโครงสร้าง (transcendental or privileged signifier) ระบบ/โครงสร้างนั้นจึงไม่ได้มีอิสระที่จะเคลื่อนไหวหรือดำเนินโดยตัวของมันเอง (freeplay) เพราะถูกจำกัดด้วย “ศูนย์กลาง” อยู่ตลอดเวลา โดยนัยนี้จึงหมายความว่า เมื่อใดที่ระบบหรือโครงสร้างขาด “ศูนย์กลาง” การเล่นของส่วนต่างๆ ก็จะสามารถเป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด (infinite)
ทว่าเดอร์ริดากลับมองเห็นว่า “โครงสร้าง” ดำรงอยู่ด้วยกันกับความเป็น “ศูนย์กลาง” เสมอ แต่ “ศูนย์กลาง” ที่ว่านี้ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งและก็อยู่ทั้งข้างในโครงสร้างและข้างนอกโครงสร้างในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ ในขณะที่ “ศูนย์กลาง” เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง “ศูนย์กลาง” ได้ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมกำกับ ส่วนต่างๆ ของโครงสร้างแต่ตัวมันเองกลับอยู่พ้นไปจากการควบคุมกำกับนั้น ความเป็น “ศูนย์กลาง” จึงไม่ได้หมายถึงตำแหน่งตรงกลางของโครงสร้าง (center is not the center)

นอกจากนี้ “ศูนย์กลาง” เป็นสิ่งที่ไม่สามารถถูกนำเสนอด้วยภาพแสดงแทนใดๆ ได้ เป็นตัวถูกหมายที่เราไม่อาจอ้างอิงแทนที่ด้วยสัญญะใดๆ (transcendental signified) เพราะ “ศูนย์กลาง” เป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่ “ไม่ปรากฎอยู่” (absence) ในระบบหรือโครงสร้าง “ศูนย์กลาง” จึงเป็นสิ่งที่เราไม่มีทางคว้าจับมันได้เลย เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราพยายามจะคว้าจับ มันก็ไหลเลื่อนเคลื่อนไปตลอดเวลาหรืออยู่ในสภาพของการเล่นอย่างไม่รู้จบ (come in to play) สิ่งที่เราทำได้มีเพียงการมองหาร่องรอย (trace) ของมันที่ปรากฎอยู่ในส่วนต่างๆ เท่านั้น การ “เล่น” ในโครงสร้างจึงเป็นสิ่งที่ขัดขวางการปรากฎอยู่ (แต่การเล่นในที่นี้ก็เป็นการ “เล่น” ทั้งกับการปรากฎและไม่ปรากฎอยู่ (play of absence and presence) การ “เล่น” จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนการปรากฎและไม่ปรากฎอยู่ ขณะที่การดำรงอยู่โดยตัวของมันเองก็คือการ “เล่น” ของทั้งการปรากฎและไม่ปรากฎอยู่) [4] อีกทั้งการปรากฎอยู่ของ “ศูนย์กลาง” จะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในสภาวะของการคงที่ (stability) เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะการ “เล่น” ของส่วนต่างๆ ดำเนินอยู่ตลอดเวลา

เดอร์ริดาชี้ให้เห็นว่า “โครงสร้าง” เป็นคำและกรอบคิด (word and concept) ที่มีความเก่าแก่มากพอๆ กับความเป็นศาสตร์และปรัชญาตะวันตก อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายแห่งรากของภาษาและความคิดซึ่งง่ายมากที่จะทำให้เราหลงลืมในความเป็นอุปลักษณ์ (metaphorical character) ของมัน โดยเฉพาะ “ความเป็นโครงสร้างของโครงสร้าง” (structurality of structure) ที่ถูกทำให้ดูเป็นกลาง (neutralized) ด้วยการทึกทักความเป็นศูนย์กลาง การปรากฎอยู่และการเป็นแหล่งกำเนิดที่ตายตัวภายใต้ระบบของภาษาและความคิด “ศูนย์กลาง” จึงเป็นเพียงอุปลักษณ์หนึ่งที่อยู่ภายในอุปลักษณ์ของ “โครงสร้าง” และถึงกับกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของความรู้ที่เป็นอภิปรัชญาทั้งหลายอย่างเช่นประวัติศาสตร์ตะวันตกก็คือประวัติศาสตร์ว่าด้วยอุปลักษณ์และอุปมา (“the history of metaphysics, like the history of the West, is the history of these metaphors and metonymies”) [5] เหล่านี้เป็นปัญหาสากลและสะท้อนภาวะที่มนุษย์จะไม่สามารถคิดได้เลย (unthinkable) หากปราศจากการทำให้มันแตกกระจายออก ทำให้ไม่ปรากฎหรือทำให้เห็นความเลื่อนไหล (rupture / disruption / absence / difference คำต่างๆ เหล่านี้คือพัฒนาการที่มาของคำว่า deconstruction หรือการรื้อสร้างของเดอร์ริดาในเวลาต่อมา) [6]

ปัญหาก็คือ เดอร์ริดาเห็นว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะ “คิด” หรือ “พูดถึง” ระบบและศูนย์กลางโดยไม่ไปสร้างตัวระบบหรือความเป็น “ศูนย์กลาง” ใหม่ขึ้นมา เพราะทุกครั้งที่เราพยายามจะรื้อสร้าง (deconstruct) ระบบด้วยการพูดถึงสัญญะต่างๆ อย่างเสมอภาค แต่เราก็กลับลื่นไถลเข้าไปในระบบนั้นอีก ทั้งนี้ก็เพราะเราจำเป็นต้องพูดผ่านคำที่เป็นสัญญะซึ่งมีความหมายที่ถูกกำหนด (assume) ตายตัวอยู่ เดอร์ริดาจึงเห็นว่า การมอง “ศูนย์กลาง” แบบหยุดนิ่งของ Levi-Strauss มีลักษณะเป็นการหวนหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (nostalgia) เพราะนั่นเท่ากับการแยก “ศูนย์กลาง” ออกจากธรรมชาติที่มันเป็นด้วยกระบวนการทำซ้ำและแทนที่ (repeatability and substitutability) เท่านั้น ขณะเดียวกันระบบก็อยู่บนสัญญะที่อยู่บนฐานของภาษา ซึ่งสัญญะในระบบของภาษาศาสตร์ไม่เคยที่จะสามารถบ่งชี้สิ่งที่มันต้องการพูดถึงได้อย่างแท้จริงเลย [7]

โดยนัยนี้ การพูดว่า “ศูนย์กลาง” ปรากฎอยู่จึงเป็นการสร้างความจริงทางอภิปรัชญา (metaphysics) อย่างหนึ่ง ทั้งที่จริงแล้วการดำรงอยู่อย่างไม่ปรากฎอยู่ของมันทำให้ทุกๆ สิ่งที่เราพยายามคว้าจับหรือพูดถึงมันกลายเป็นเพียง “วาทกรรม” (discourse) ของ “โครงสร้าง” เท่านั้น เช่นเดียวกับเมื่อ Levi-Strauss นำกรอบคิดชาติพันธุ์วิทยา (ethnology) มาเป็นที่ตั้งในการอธิบายโครงสร้างทางวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองก็กลับเป็นวาทกรรมที่อยู่บนฐานคิดเรื่องการเอาคุณค่าทางวัฒนธรรมของตัวเองมาเป็นที่ตั้งไปในทันที (ethnocentrism) ในประเด็นนี้ เดอร์ริดาได้ชี้ให้เห็นการพยายามสร้างความจริงทางอภิปรัชญาของ Levi-Strauss เช่นในกรณีการแยกคู่ตรงข้ามระหว่าง “ธรรมชาติ” กับ “วัฒนธรรม” ในงานเขียนเรื่อง The Elementary Structures of Kinship (1949) ที่นิยามว่า ธรรมชาติ (natural) เป็นสิ่งสากล (universal) ที่เกิดขึ้นเหมือนๆ กันในทุกๆ ที่ (spontaneous) โดยไม่ขึ้นกับระบบทางวัฒนธรรมหรือบรรทัดฐาน (norm) ใดๆ ขณะที่วัฒนธรรม (culture) เป็นสิ่งที่ขึ้นต่อระบบบรรทัดฐานหรือการควบคุมทางสังคม ซึ่งมีความเฉพาะแตกต่างไปในแต่ละโครงสร้างสังคม

ในทางกลับกัน Levi-Strauss พูดถึงความวิปริต/ผิดแปลก (scandal) ในกรณีเกี่ยวกับการละเมิดข้อห้ามการมีเพศสัมพันธ์ในหมู่คนที่มีสายเลือดเดียวกัน (incest prohibition)  ที่ไม่สามารถจะจัดวางว่ามันเป็นอะไรกันแน่ระหว่างคู่ทั้งสอง เพราะ scandal เป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นบนฐานของ “ศูนย์กลาง” ที่พยายามจะควบคุมกำกับสังคม ขณะเดียวกัน “ศูนย์กลาง” ก็ไม่อาจที่จะเข้าไปควบคุมสิ่งที่เป็น scandal ได้ มันจึงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เดอร์ริดาจึงสรุปว่า ข้อห้ามทางสังคม (taboo) ดังกล่าวจึงเป็นทั้งสิ่งสากลหรือเท่ากับ “ธรรมชาติ” และก็เป็นบรรทัดฐานให้คนปฏิบัติซึ่งก็คือ “วัฒนธรรม” ในเวลาเดียวกันด้วย ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าวิธีคิดแบบคู่ตรงข้ามของมันได้สูญเสียไปและนำไปสู่การ “เล่น” ในรูปแบบหนึ่ง สะท้อนปัญหาของการพยายามแบ่งแยกสิ่งที่เป็นธรรมชาติกับวัฒนธรรมออกจากกันโดยไม่สนใจความจริงที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม Levi-Strauss ถือว่า นี่เป็นวิธีการหยิบยืมประโยชน์จากแนวคิดบางอย่างมาใช้ในการนำเสนอข้อเท็จจริงที่เขาเรียกว่า “bricolage” [8] แต่เดอร์ริดาวิจารณ์ว่า เป็นวิธีการเลือกใช้แนวคิดต่างๆ เพื่อนำเสนอความจริงแบบหนึ่งโดยไม่สนใจว่ามันจะยืนอยู่บนความจริง (truth) หรือไม่ “bricolage” จึงเป็นรูปหนึ่งของมายาคติ (mythopoetic) ไม่มีความเป็นเหตุเป็นผล (not rational) ขณะเดียวกัน “bricolage” เองก็มีลักษณะเป็นการ “เล่น” หรือเลื่อนไหลภายในโครงสร้างมากกว่าที่จะเป็น “ระบบ” อย่างที่ Levi-Strauss ใช้ แล้วก็อาจพูดได้เช่นกันว่า วาทกรรมต่างๆ ล้วนแต่มีลักษณะเป็น “bricoleur” ด้วยทั้งสิ้น ในท้ายที่สุดแล้ว Levi-Strauss ได้แสดงความยอมรับในประเด็นนี้ผ่านงานเขียนอีกเรื่องคือ The Raw and The Cooked (1964) โดยบอกว่า “bricolage” เป็นชนิดของมายาคติในตัวของมันเองแบบหนึ่ง ไปๆ มาๆ แล้ว งานชาติพันธุ์วิทยาของ Levi-Strauss จึงมีลักษณะเป็นโวหาร (rhetoric) มากพอๆ กับที่งานทางปรัชญามีลักษณะเป็นวรรณกรรม (literature) นั่นเอง [9]

เดอร์ริดายังวิจารณ์ว่า ภาพรวบยอด (totalization) ในความเป็น “โครงสร้าง” ของ Levi-Strauss เป็นความปรารถนาต่อสิ่งที่เป็น “ระบบ” “ทฤษฎี” และ “ปรัชญา” ที่สามารถนำมาอธิบายได้กับทุกๆ สิ่ง ในความเห็นของเดอร์ริดา ภาพรวบยอดนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีแนวคิดทฤษฎีอะไรที่จะมีความสมบูรณ์จนสามารถใช้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพราะความจริง (truth) เป็นสิ่งที่กว้างใหญ่เกินกว่าเราจะสามารถพูดได้หมด ในขณะที่ส่วนต่างๆ ของ “โครงสร้าง” ก็ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างแน่นอนกับที่ หากแต่เต็มไปด้วยการ “เล่น” อยู่ตลอดเวลา [10] นอกจากนี้ ความคิดเรื่องภาพรวบยอดก็มีความลักลั่น/ขัดแย้งภายในตัวของมันเอง (paradoxical) กล่าวคือ ภาพรวบยอดจำเป็นต้องมี “ศูนย์กลาง” ไม่เช่นนั้นมันก็จะไม่อาจเป็นภาพรวบยอดได้ หากแต่กลายเป็นระบบ (system) แบบอื่นไป ขณะที่ “โครงสร้าง” ก็ต้องวางอยู่บนระบบที่มีแหล่งกำเนิดและเป้าหมาย (an origin and a goal) แหล่งกำเนิดและเป้าหมายก็ทำการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกัน ไม่เช่นนั้นความเป็น “โครงสร้าง” ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

ความเป็น “โครงสร้าง” นั้นต้องการ “ศูนย์กลาง” ซึ่งกอปรระบบขึ้นมาจากจุดยืนของแหล่งกำเนิดและเป้าหมายของมัน อย่างไรก็ตาม แหล่งกำเนิดและเป้าหมายนี้ก็มีความขัดแย้งในตัวของมันเอง นั่นคือ “ศูนย์กลาง” ต้องเป็นทั้งส่วนหนึ่งและส่วนที่แยกออกจากระบบ เพราะ “ศูนย์กลาง” ไม่สามารถที่จะมีความเป็น “ศูนย์กลาง” ได้จนกว่าเราจะแยกมันออกจากศูนย์กลาง นี้จึงเป็นความกำกวมว่า “ศูนย์กลาง” เป็นส่วนของระบบที่มันปรับให้สอดคล้องหรือไม่ และอาจเป็นได้ว่า “ศูนย์กลาง” เป็นได้แค่เพียงการปรากฎอยู่อย่างสมบูรณ์ (complete presence) ในระบบภายใต้สถานการณ์ที่ถูกจำกัด (แต่ก็ไม่ใช่ full presence) หรือเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์ไม่มีวันจะเข้าถึงมันได้ซึ่งเดอร์ริดาเรียกว่า “eschatology” [11] ทั้งหมดนี้คือความลักลั่น/ขัดแย้ง (paradoxical) ที่เมื่อ “โครงสร้าง” ถูกนำเสนอออกมาเมื่อใดก็กลับเป็นการ “รื้อโครงสร้าง” (a destruction of themselves) โดยตัวของมันเองเสมอ ในทัศนะของเดอร์ริดา การสร้างกรอบความรู้ (episteme) ของโครงสร้างนิยมจึงเป็นวิธีการทางอภิปรัชญาแบบหนึ่งเท่านั้น

ในความเห็นของผู้เรียบเรียง ข้อเสนอของเดอร์ริดาเป็นสิ่งที่ท้าทายแนวความคิดโครงสร้างนิยมที่เป็นหลักใหญ่ในการเรียนรู้ซึ่งสอดแทรกแฝงฝังอยู่ในแขนงศาสตร์วิชาต่างๆ ที่เราร่ำเรียนกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย จนดูเหมือนกับว่านับแต่หัวสมองของเราเริ่มต้นที่จะจดจำและแยกแยะสิ่งต่างๆ ได้ โครงสร้างของคู่ตรงข้ามก็ฝังแฝงอยู่ในหัวเราเสมอ ไม่ว่าจะสีขาวกับสีดำ ความดีกับความเลว สกปรกกับสะอาด ฯลฯ จนเป็นเรื่องยากแสนยากหรือเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถหลุดพ้นออกจากระบบคิดดังกล่าวนี้

แม้ในการทำความเข้าใจและจินตนาการตามความคิดและข้อเสนอของเดอร์ริดาก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาถ้อยคำมาอธิบายสิ่งที่เขาพูดถึง เพราะเมื่อใดที่ผู้เรียบเรียงพยายามจะอธิบายถึงการดำรงอยู่ของ “ศูนย์กลาง” ของเดอรริดา ก็รู้สึกราวกับตนเองได้พลัดตกลงไปในกับดักของโครงสร้างอยู่ร่ำไป โดยเฉพาะเป็นสิ่งยากยิ่งที่จะสามารถ “เห็นถึง” ภาพของ “ศูนย์กลาง” ที่ไม่ปรากฎอยู่ ทว่ามีอำนาจคอยกำกับส่วนต่างๆ ภายในโครงสร้าง นั่นเพราะเรามักถูกสอนให้คิดถึงองค์ประกอบที่ต้องมีรูปลักษณ์ ขอบเขตหรือตำแหน่งแห่งที่ที่แน่นอน นี่เองที่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เดอร์ริดาบอกว่า “คิดไม่ได้”  ซึ่งช่วยให้ผู้เรียบเรียงเห็นว่า สิ่งแรกของการทำความเข้าใจแนวคิดการรื้อสร้าง (deconstruction) และก่อนที่จะนำมันไปใช้อย่างเท่าทันความคิดตัวเองก็คือ เราคงต้องรื้อสร้างฐานคิดหรือความเชื่อเดิมที่เรามีอยู่เป็นเบื้องแรกด้วยการ “ตั้งคำถาม” ต่อสิ่งที่เราเคยเชื่อหรือยึดถือ เพื่อเริ่มต้นไปสู่การคิดถึงสิ่งที่ “คิดไม่ได้” จึงจะสามารถเห็นถึงกระบวนการ “เล่น” ภายในโครงสร้างที่ดำรงอยู่

กระนั้น แม้เราจะไม่มีทางคว้าจับความเป็น “ศูนย์กลาง” ได้เลย ทั้งนี้เพราะ “ศูนย์กลาง” ดูจะไม่ใช่อะไรที่มีที่ทางอยู่อย่างแน่นอน (position) หากเป็นแต่ตัวแสดงหน้าที่ (function) ของโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม ความเป็น “ศูนย์กลาง” ก็น่าจะแสดงร่องรอยอย่างชัดเจน ณ จุดหนึ่งของพื้นที่และเวลา (space & time) ที่สภาพการณ์ (event) ของโครงสร้างสันดาปการทำงานอย่างสมบูรณ์ที่สุด (ในเชิงรูปธรรมอาจได้แก่ ณ ขณะเวลาและสถานที่ซึ่งความขัดแย้งและการต่อต้านต่อรองได้แสดงปฏิกิริยาหรือทำงานอย่างเข้มข้น) ขณะเดียวกัน การ “เล่น” ภายในโครงสร้างทำให้ “ศูนย์กลาง” สามารถเลื่อนไหล ถ่ายเทหรือมีการเข้าแทนที่ทางอำนาจได้เรื่อยๆ เช่นนั้นก็น่าจะหมายความด้วยว่า ความเป็น “ศูนย์กลาง” สามารถเกิดขึ้นได้หลายอันในเวลาเดียวกัน อย่างน้อยก็คือความเป็น “ศูนย์กลาง” ภายในบริบทและขอบเขตที่มันถูกพูดถึงหรือกำลังทำงานด้วย เช่นเดียวกับที่ประเด็นในเรื่องหนึ่งอาจมีหลายวาทกรรมที่ต่างฝ่ายต่างเป็นศูนย์กลางให้แก่อุดมการณ์ที่มันเชิดชู

ปัญหาก็คือ ทุกครั้งที่คนพยายามจะอ้างอิงถึงความเป็น “ศูนย์กลาง” มันก็ลื่นไหลจากเราไป สิ่งที่เราพูดจึงไม่ใช่ความจริงสัมบูรณ์ (absolute truth) กลับกลายเป็น “วาทกรรม” ไปเสียหมด เช่นนั้นแล้วท่ามกลางวาทกรรมต่างๆ เราจะสามารถใช้สิ่งใดเป็นหลักทางสังคมที่จะบอกว่า วาทกรรมใดที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุดหรือใกล้เคียงกับความเป็นกลางที่สุด เพราะในเมื่อทุกฝ่ายต่างก็อ้างความเป็นวาทกรรมได้มากพอๆ กัน ท้ายที่สุดก็น่าจะไม่พ้น “อำนาจ” ในการโน้มนำหรือโน้มน้าวให้คนส่วนใหญ่เชื่อถือฐานะการเข้าใกล้ความจริงมากที่สุดของมันนั่นเอง ปัญหาดังกล่าวทำให้การรื้อสร้างคงเป็นสิ่งที่ไม่ทางรู้จบกับทั้งมีความผูกโยงกับอำนาจใดอำนาจหนึ่งอยู่ตลอดเวลา จนแล้วจนรอดจึงมีแต่เพียงการพิสูจน์ ต่อรองระหว่างกัน

ปัญหาประการสุดท้ายที่อาจฟังดูเป็นนิทานไม่รู้จบ (the neverending story) ก็คือ การ “พูด” หรือ “อธิบาย” ในแบบสำนักหลังโครงสร้างนิยมเองจะสามารถพ้นไปจากตรรกะของวิธีคิดแบบคู่ตรงข้ามได้หรือไม่? เพราะแม้ที่ผ่านมา การสร้างข้อถกเถียงหรือรื้อถอนความคิดเดิมโดยสำนักหลังโครงสร้างนิยมเองก็ “ยังคง” และ “จำเป็น” ต้องกระทำผ่านการวิพากษ์งานเขียนหรือแนวคิดโครงสร้างนิยมเป็นพื้นฐาน และแม้เราจะยอมรับ/รับรู้ถึงความหลากเลื่อนหรือเลื่อนไหลอันเกิดจากกระบวนการ “เล่น” ภายในโครงสร้างเท่าไร แต่เราก็ยังคงยืนอยู่ระหว่างฟากทั้งสองของความหลากเลื่อนนั้น เช่นนั้นแล้วจะต่างอะไรกับ “สะพานแขวน” ที่แม้เราไม่อาจมองเห็นสุดปลายสะพานทั้งสองด้าน แต่ก็รับรู้ได้ถึงสองฟากฝั่งที่อยู่คนละด้านของมัน ขณะเดียวกันก็ไม่อาจมีฟากหนึ่งฟากใดดำรงอยู่โดยปราศจากอีกฟากหนึ่งได้ เพราะหากทำเช่นนั้นสะพานแขวนก็คงจะมิใช่สะพานแขวนอย่างแน่นอน


[1] บทความนี้ปรับปรุงจากรายงานนำเสนอในวิชาปรัชญามนุษยศาสตร์ (IG 810) ภาค 2/2551 หลักสูตรดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เรียบเรียงใคร่ขอขอบพระคุณ รศ. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ที่ได้กรุณาแก้ไขบางถ้อยคำที่คลาดเคลื่อน และ ผศ.ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ ที่กรุณาไขความกระจ่างในบางประเด็นแก่ผู้เรียบเรียง รวมทั้งขอขอบคุณ คุณรัตนไชย สราธิวัฒน์ประไพ ที่กรุณาแนะนำให้อ่านบทความของ Mary Clages อนึ่ง ความบกพร่องผิดพลาดใดๆ ในงานชิ้นนี้ล้วนแล้วเป็นความรับผิดชอบของผู้เรียบเรียงทั้งสิ้น
[2] นักศึกษาปริญญาเอก วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
[3] Davis, Robert Con and Schleifer, Ronald (eds). Contemporary Literary Criticism: Literary and Cultural studies. New York: Longman and White Plains. pp.229-248.
[4] Derrida, Jacques. (2002). Structure, Sign, and Play in the Discourse of Human Sciences. In Derrida, Jacques. Writing and Difference. (pp.351-370). Translated, with an introduction and additional notes by Bass, Alan. London and New York: Routledge. pp.369.
[5] Derrida, Ibid. pp.353.
[6] Payne, Michael. (1993). Reading Theory: An Introduction to Lacan, Derrida, and Kristeva. Massachusetts: Blackwell Publisher. pp.12-13.
[7] Stocker, Barry. (2006). Routledge Philosophy Guidebook to Derrida on Deconstruction. London and New York: Routledge. pp.116.
[8] ในบทความนี้ รศ. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ได้อธิบายเพิ่มเติมแก่ผู้เรียบเรียงว่า “bricolage” มีความหมายในลักษณะ “ไทยประดิษฐ์” อันหมายถึง การนำสิ่งต่างๆ มาผสมผสานขึ้นใหม่ คล้ายกับช่างไทยที่มักใช้วิธีการถอดนั่นเติมนี่ อย่างไรก็ตาม ผู้เรียบเรียงยังคงไม่แน่ใจว่า “ไทยประดิษฐ์” จะเป็นถ้อยคำที่สื่อได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวทั้งในวิธีคิดแบบตะวันตกและในสังคมไทยแล้วหรือไม่ จึงใช้ในลักษณะคำทับศัพท์ไปก่อน
[9] Payne, Michael. Ibid. pp.16-17.
[10] Clages, Mary. (1997). J.Derrida: Structure, Sign, and Play in the Discourse of Human Sciences: A Reading Guide., University of Colorado at Boulder. Fall Semester. In http://www/. colorado. edu/English/ courses/Engl2012Klages/ index.html.
[11] Stocker, Barry. Ibid. pp.114.