วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

When a regional planner sits down to watch "Skyline (2010)", how properly can he describe some of its phenomena by his stuff?

ณัฐพล  แสงอรุณ [1]

Skyline (2010) ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์

Skyline (2010) เป็นภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่เข้าฉายในไทยเมื่อวันที่ 11 เดือนเดียวกัน ถ้าถามว่า Skyline เป็นภาพยนตร์ประเภทใด คงต้องตอบว่าเป็นประเภทโลกาพิบัติภัย (global disaster) ที่มุ่งนำเสนอความล่มสลายของโลกทางกายภาพด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ เชื้อโรค รวมทั้งการคุกคามจากนอกพิภพ ทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต จนทำให้โลกกลายเป็นดาวเคราะห์ที่มีสภาพทางกายภาพเปลี่ยนไปจนเกือบไม่เหมือนเดิม อารยธรรมทั้งหลายถูกคุกคามทำลาย ซึ่งส่วนใหญ่ภาพยนตร์แนวนี้มุ่งนำเสนอวิถีในการต่อต้านและเอาตัวรอดของมนุษย์ต่อโลกาพิบัติภัยนั้นๆ

Skyline [2] เป็นผลงานการกำกับของสองพี่น้องตระกูล Strause: Greg และ Colin ชาวอเมริกัน ซึ่งมีผลงานมากมายทางด้านการทำภาพเทคนิคพิเศษ (special effect) และผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่อง Aliens vs. Predator: Requiem (2007) ส่วนหน้าที่การเขียนบทนั้นเป็นของ Joshua Cordes และ Liam O'Donnell นักแสดงนำ ได้แก่  Scottie Thompson, Eric Balfour, Donald Faison, และ David Zayas

Skyline ได้นำเสนอการคุกคามของสิ่งมีชีวิตนอกพิภพ (แต่ก็ไม่ได้บอกอย่างแน่ชัดว่า สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น มาคุกคามโลกด้วยเหตุผลใด จะยึดครองเพื่อเป็นอาณานิคม? หรือ เพื่อเป็นแหล่งอาหาร? หรือ เพื่อการสืบเผ่าพันธุ์?) และจากการคุกคามดังกล่าว ได้ฉายภาพของการดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดของคนธรรมดา (ซึ่งมีความแตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นในประเภทเดียวกัน ที่ส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักกับการต่อต้านภาวะคุกคามโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง การทหาร และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมทั้งภาพของความเป็น “เจ้าผู้ครอง (The Prince) ของสหรัฐอเมริกา”, ซึ่งเหล่านี้ไม่พบเลยใน Skyline, ส่วนเรื่องราวของคนธรรมดา เป็นภาพรองเท่านั้น แต่มิได้ความหมายว่า Skyline จะสามารถนำเสนอออกมาได้อย่างน่าติดตามและเป็นเหตุเป็นผล)

คำวิจารณ์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ภาคเทคนิคพิเศษต่างๆ สามารถทำได้อย่างดี แต่ ... สิ่งเหล่านี้เมื่อมาวางอยู่บนเนื้อหา / บทภาพยนตร์ที่อ่อนไปด้วยเหตุผล ขาดที่มาที่ไป แทบจะไม่สามารถหาสิ่งที่เรียกว่า main idea ได้ รวมทั้งนักแสดงไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของคนที่กำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตได้อย่างน่าติดตาม ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ขาดความน่าสนใจ และผู้ชมอาจจะเดินออกมาจากโรง ส่ายหัว พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า “เสียดายเงินจริงๆ”

เมื่อนักวางแผนภาคได้มานั่งหน้าจอและดูภาพยนตร์เรื่องนี้, เขาจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ฉากหนึ่งของภาพยนตร์ประเภทโลกาพิบัติภัยที่มักจะพบเสมอคือ การนำเสนอภาพของการถูกคุกคาม / การล่มสลายของเมืองใหญ่ / มหานครทั่วโลก ซึ่งใน Skyline ก็เช่นเดียวกัน นอกจากลอสแอนเจลิส ที่เป็นฉากการดำเนินเรื่องแล้ว เรายังพบนิว ยอร์ค ลอนดอน และเมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกาอีกหลายเมือง เมื่อดูภาพยนตร์ประเภทเดียวกันนี้เรื่องอื่นๆ ก็จะพบการนำเสนอฉากของมหานครใหญ่ ซึ่งก็ไม่พ้น วอชิงตัน ดีซี, นิว ยอร์ค, ลอนดอน, ปารีส, โตเกียว, ซิดนีย์ ... จึงเกิดเป็นคำถามบางอย่างที่ว่า ทำไมมหานครเหล่านี้จึงถูกนำมาใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ และทำไมเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร, มะนิลา, เคียฟ, กินซาซา, กีโต... ถึงไม่ถูกนำเสนอ?

คำตอบอาจถูกตอบได้โดยหลากหลายสาขา แต่ในฐานะนักวางแผนภาค [3] ผู้เขียนพยายามที่จะใช้ความรู้ทางด้านการวางแผนภาคและเมืองมาอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว ... มหานครทั่วโลกที่มักจะถูกนำมาเป็นฉากดังกล่าว เป็นมหานครที่ถูกเรียกว่า “เมืองระดับโลก (Global / World cities)” ซึ่งสามารถส่งอิทธิพลไม่เพียงแค่ในพื้นที่ต่อเนื่องรอบๆ (surrounding area) ในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่อิทธิพลดังกล่าวสามารถที่จะข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามเขตเวลา ไปส่งผลยังพื้นที่อีกฝั่งหนึ่งของโลกได้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการวัด หรือหลักเกณฑ์บางอย่างที่จะว่าเมืองใหญ่ / มหานครไหนที่จะถูกเรียกได้ว่าเป็นเมืองระดับโลก

สิ่งที่เป็นหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น คือ การหาสิ่งที่เรียกว่า “พื้นที่อิทธิพลของเมือง (Urban Zones of Influence)” โดยเมื่อย้อนไปหาทฤษฎีซึ่งเป็นพื้นฐานของการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวกับ “ภาค” นั่นคือ ทฤษฎีแหล่งกลาง (Central place theory) ซึ่งมีที่มาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ Christaller [4] โดยพยายามที่จะอธิบายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองและพื้นที่รอบข้าง จนสามารถสร้างเป็นแบบจำลองเชิงพื้นที่ของเขตอิทธิพลของเมือง ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในรูปหกเหลี่ยม และต่อมาได้ถูกขยายพรมแดนของความรู้ที่เกี่ยวเนื่องโดยนักวิชาการอีกหลายท่าน นอกจากนี้ในการอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เพื่อการหาเขตอิทธิพลของเมืองนั้น นอกจากความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจแล้ว ยังสามารถที่จะหาความเชื่อมโยงในประเด็นต่างๆ ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพ เทคโนโลยี การบริการ การเคลื่อนย้ายประชาการ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การบริหารและการปกครอง

งานศึกษาของ Christaller เป็นพื้นฐานของการสร้าง / การหาพื้นที่อิทธิพลของเมือง แต่อย่างไรก็ตาม เมืองไม่จำเป็นที่จะต้องส่งอิทธิพลไปยังพื้นที่รอบข้างที่มีความต่อเนื่องในเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ด้วยความกระชับขึ้นของพื้นที่และเวลาผ่านกระบวนการที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์นั้น เมือง / มหานครขนาดใหญ่สามารถที่จะส่งอิทธิพลของตัวเองไปยังพื้นที่อีกฝากฝั่งหนึ่งของโลก โดยผ่านช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทของมหานครนั้นในระบบเศรษฐกิจโลก (ซึ่งแสดงออกผ่านทางจำนวนและความสำคัญของบรรษัทข้ามชาติ ความสำคัญของตลาดเงินและตลาดทุน การบริการภาคการเงิน รวมทั้งค่าครองชีพ และสินทรัพย์ของมหานคร) นอกจากนั้น อิทธิทางด้านการเมือง (ซึ่งแสดงออกผ่านทางการออกชุดนโยบายที่มีอิทธิพลข้ามชาติ การเป็นพื้นที่ตั้งขององค์กรโลกบาล จำนวนและความหนาแน่นของประชากร รวมทั้งคุณภาพชีวิต) อิทธิพลทางวัฒนธรรม (ซึ่งแสดงออกผ่านทางการเป็นพื้นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา การเป็นศูนย์กลางทางศาสนา การเป็นศูนย์กลางทางการกีฬาและการเป็นเจ้าภาพการแข่งขั้นกีฬาระดับโลก รวมทั้งการเป็นพื้นที่ตั้งของสำนักข่าวและสื่อสารมวลชนที่ทรงอิทธิพลระดับโลก)  รวมทั้ง อิทธิพลทางโครงสร้างพื้นฐาน (ซึ่งแสดงออกผ่านทางการเป็นศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศ การมีระบบการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ที่ทันสมัย การมีโครงสร้างพื้นฐานทางการสื่อสารโทรคมนาคมที่ทันสมัย รวมทั้งการเป็นศูนย์การบริการทางการแพทย์ระดับโลก)  อิทธิพลหรือบทบาทเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้มหานครใดๆ นั้นมิได้มีบทบาทแค่ในระดับประเทศเท่านั้น แต่มีบทบาทในพื้นที่ที่กว่างขึ้นทั้งในระดับภูมิภาคโลก (world region) และระดับโลก (global / world)

สำหรับในปี พ.ศ.2553 นี้ มีงานศึกษาของธนาคารซิตี้แบงค์ที่ชื่อว่า The Wealth Report 2010 [5] ได้จัดลำดับของมหานครต่างๆ ของโลกจำนวน 40 ลำดับ โดยใช้หลักเกณฑ์ทางด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อิทธิพลทางการเมือง ศูนย์กลางทางความรู้ และคุณภาพชีวิต ซึ่งมหานครที่อยู่ในลำดับแรก คือ นิว ยอร์ค (สหรัฐอเมริกา) ลำดับต่อมา ได้แก่ ลอนดอน (สหราชอาณาจักร) ปารีส (ฝรั่งเศส) โตเกียว (ญี่ปุ่น) และลอส แอนเจนลิส (สหรัฐอเมริกา) ในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น น่าดีใจว่ากรุงเทพมหานครถูกจัดให้เป็นอันดับที่สอง (รองจากสิงคโปร์) ของความเป็นเมืองระดับโลกในภูมิภาคนี้ และเป็นลำดับที่ 18 ในทั้งหมด 40 เมือง

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงต้นของบทความ มหานครต่างๆ เหล่านี้ (โดยเฉพาะใน 5 ลำดับแรก) มักจะเป็นฉากที่ปรากฏอยู่ทั้งใน Skyline (2010) และภาพยนตร์ประเภทโลกาพิบัติภัยอื่นๆ อันเป็นเหตุผลมาจากความสำคัญของมหานครเหล่านี้ต่อระบบเศรษฐกิจ / การเมืองโลก ดังนั้น ถ้ามหานครเหล่านี้ถูกคุกคาม / ล่มสลาย ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าโลกจะถึงกาลอวสาน อารยธรรมอันเป็นกระแสหลักที่ขับเคลื่อนโลกจะถูกทำลาย และการคุกคามนอกพิภพจะประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งนับว่าสิ่งมีชีวิตนอกพิภพเหล่านี้ได้ทำวิจัยเรื่อง “เมืองระดับโลก (global / world cities)” มาเป็นอย่างดี และสามารถที่จะนำผลของการวิจัยไปสู่การปฏิบัติได้อย่างประสบความสำเร็จ (ถ้าการคุกคามในภาพยนตร์ต่างๆ กลายกลับมาเป็นเรื่องจริง)


------------------------
เชิงอรรถ
[1] นักศึกษาโครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ รหัส 51, มีความสนใจเป็นพิเศษในประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ และการพัฒนาพื้นที่เชิงเศรษฐกิจ, ได้รับทุนจากโครงการเครือข่ายเชิงกลยุทธ์เพื่อการผลิตและพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยมี ศ.ดร.ปราณี ทินกร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
[2] สรุปความจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Skyline_(film)
[3] ผู้เขียนอยากนำเสนอความหมายของคำว่า “ภาค” อย่างรวดเร็วที่สุด ... ลองนึกถึงไข่ดาวนะครับ ในส่วนของไข่แดง เราจะถือว่าเป็นเมือง (urban / city / burg / centre / core) เรื่องเล่าที่อธิบายเรื่องราวเชิงพื้นที่ / การใช้ที่ดินที่เกิดขึ้นภายในไข่แดงนั้น ได้ถูกเรียกว่า “การวางผังเมือง (urban planning)” ในส่วนของไข่ขาวนั้นเป็นพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากไข่แดง มีความเชื่อมโยงกันในประเด็นต่างๆ ซึ่งมันถูกเรียกว่าพื้นที่อิทธิพล (surrounding area / field of forces / complementary area / periphery) แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่นั้นมักที่จะถูกนิยามว่าเป็นพื้นที่ชนบท (rural / hinterland) ดังนั้นเรื่องเล่าภายในไข่ขาวนี้ ก็จะถูกเรียกว่าเป็น “การวางแผนชนบท (rural planning / rural development)
          ส่วนคำว่าภาคนั้น คือ พื้นที่รวมของไข่แดงและไข่ขาว เรื่องเล่าจึงถูกเรียกว่า “การวางแผนภาค (regional planning)” ซึ่งสนใจในประเด็นความเชื่อมโยงของไข่แดงและไข่ขาวในประเด็นต่างๆ เช่น ความเชื่อมโยงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเลือกที่ตั้งของแหล่งอุตสาหกรรม / แหล่งบริการทางสังคมขนาดใหญ่ การเคลื่อนย้ายประชากร ระบบการคมนาคมขนส่ง การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ บทบาทของแหล่งบริการทางเศรษฐกิจและสังคมในเมืองที่มีต่อชนบท เป็นต้น
[4] Christaller, Walter. 1933. Die zentralen Orte in Süddeutschland. Jena: Gustav Fischer. (Partial English translation: 1966. Central Places in Southern Germany. Prentice Hall.
[5] ดูรายละเอียดใน http://www.knightfrank.com/wealthreport/

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ประชาธิปไตยท้องถิ่นกับการปกครองท้องถิ่น: บทสำรวจการศึกษาทางการเมือง (ตอน 1)[i]

ภาสิรี สังข์แก้ว[ii]

นักปรัชญาตะวันตกจำนวนมากเห็นว่าประชาธิปไตยท้องถิ่น (Local democracy) เป็นรากฐานของประชาธิปไตยระดับชาติ โดยมีหลักการที่ว่า  “การปกครองท้องถิ่นคือรากฐานของประชาธิปไตยของประเทศ” ซึ่งแนวคิดที่ว่าการปกครองท้องถิ่นมีความจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากจะทำให้คนใน   ท้องถิ่นสามารถเสนอและหาทางแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นได้เอง จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ให้ความเห็นว่า การปกครองท้องถิ่นเป็นการศึกษาทางการเมือง และเป็นแหล่งสร้างความสามัคคีในท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่นจึงเป็นปัจจัยอันดับต้น ๆ ของประชาธิปไตย ในทัศนะของแพนเทอร์ บริ๊ก (Panter Brick) การปกครองท้องถิ่นเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับประชาธิปไตยระดับชาติ เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ออกความเห็น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการชุมชนของเขาเอง[iii]

การศึกษาเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นเป็นการศึกษาโดยใช้แนวปทัสถานนิยม (Normative approach) และแนวคิดแบบรัฐศาสตร์ศึกษาเชิงประจักษ์ (Empirical studies)[iv] ซึ่งงานศึกษาการปกครอง    ท้องถิ่นชิ้นแรก  คือ งานของ อเล็กซิส เดอ ต๊อกเกอะวิลล์ (Alexis de Tocqueville) ชื่อ “ประชาธิปไตยในอเมริกา (Democracy in America)”[v] ที่ได้พรรนาและวิเคราะห์ระบบการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นของสหรัฐฯ ทั้งในด้านการก่อเกิดและความเข้มแข็งของท้องถิ่นในการปกครองตนเอง งานศึกษาการปกครองท้องถิ่นชิ้นที่สองเขียนโดย จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ชื่อ “รัฐบาลที่เป็นตัวแทน (Representative Government)”[vi] ซึ่งได้เสนอแนวทางการปรับปรุงระบบการปกครองและการบริหารท้องถิ่นของอังกฤษ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษพิจารณาจัดการปกครองท้องถิ่นให้เป็นระบบ แบ่งการปกครองระดับท้องถิ่นออกจากระดับชาติให้ชัดเจน กำหนดบทบาทและหน้าที่ให้องค์กรปกครองท้องถิ่น และให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นฯ ทั้งยังชี้ให้เห็นความจำเป็นของรัฐที่จะแบ่งการปกครองเป็นสองระดับ คือ ระดับชาติและระดับท้องถิ่น และเสนอให้รัฐบาลกลางมองเห็นความสำคัญของงานระดับฐานราก “ประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น” เป็นปัจจัยสำคัญของระบอบประชาธิปไตยทั้งประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยระดับชาติ[vii]

ความคิดของมิลล์มีความชัดเจนในแง่ที่ว่า การปกครองท้องถิ่นกับประชาธิปไตยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ การปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นเท่ากับประชาธิปไตยท้องถิ่น [viii]  นอกจากนี้การปกครองท้องถิ่นยังมีฐานะเป็นเครื่องมือให้ประชาชนได้ใช้ปกครองตนเอง ดังนั้นการปกครองท้องถิ่นก็คือประชาธิปไตยในท้องถิ่น และเป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนด้วย หัวใจของการสร้างองค์กรปกครองส่วน    ท้องถิ่น คือ การสร้างประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น และการพัฒนาประชาธิปไตยท้องถิ่นก็จำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจ ดังนั้นศึกษาประชาธิปไตยท้องถิ่นจึงเหมือนกับการศึกษาการปกครองท้องถิ่น[ix]

จากวิวัฒนาการการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยมีจุดกำเนิดมาจากกรีกที่เป็นประเทศแรกในโลก และมีบทบาทสำคัญในการสร้างระบอบประชาธิปไตยของยุโรปตะวันตกในเวลาต่อมา ประชาธิปไตยในสมัยกรีกมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เช่น การเลือกตัวแทนเข้าไปในสภาเพื่อกำหนดนโยบายการบริหารและเลือกผู้บริหาร การแสดงความคิดเห็นที่สะท้อนความต้องการของประชาชนในการผลักดันให้เกิดนโยบายที่ตอบสนองการแก้ไขปัญหาสังคม, ด้านความเสมอภาคทางกฎหมาย เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง การคัดเลือกตัวแทน และการผลักดันนโยบาย และด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ความเชื่อ การรวมกลุ่มและการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบ อื่น ๆ สำหรับหน่วยการปกครองท้องถิ่นของกรีกเรียกว่า deme ทำหน้าที่บริหารท้องถิ่นและรับผิดชอบพลเมืองในเขต deme โดยพลเมืองมีสิทธีเสรีภาพและบทบาทเข้าร่วมกระบวนการทางการเมืองอย่างแข็งขัน ในรูปแบบประชาธิปไตยทางตรง (Direct democracy)[x] โดยเข้ามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองทั้งการเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ[xi]

                   ประชาธิปไตยท้องถิ่นเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนปกครองตนเอง (Self-government democracy) แต่เดิมประชาธิปไตยเป็นการรูปแบบการปกครองของชุมชนเล็ก ๆ หรือของเมืองนคร และไม่ได้เป็นการปกครองแบบใช้ผู้แทน หากประชาชนดูและจัดการชุมชนเองหมด จึงเรียกว่าประชาชนปกครองตนเอง (Self government) เมื่อเข้าสู่สังคมยุคสมัยใหม่ ประชาธิปไตยที่ใช้ในปัจจุบันจึงเป็นประชาธิปไตยแบบผ่านผู้แทน ไม่ได้ประชาธิปไตยแบบยุคดั้งเดิมในชุมชนเล็ก ๆ ที่ประชาชนรู้สึกความเป็นเจ้าของ รัก และผูกพันกับท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม นักปราชญ์ตะวันตกจำนวนมากยังเห็นว่าประชาธิปไตยท้องถิ่นเป็นรากฐานของประชาธิปไตยระดับชาติ[xii]  

          การพัฒนาประชาธิปไตยท้องถิ่นของไทย เริ่มมีการพูดถึงในสมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงคิดให้คนไทยมีความพร้อมสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยการให้การศึกษาทางการเมือง (political education) และ การทำให้การปกครองท้องถิ่นมีความเป็นประชาธิปไตยท้องถิ่น (local democracy) ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และใน พ.ศ. 2476 นายปรีดี พนมยงค์ ได้จัดตั้งเทศบาลขึ้นกว่าร้อยแห่งในปีเดียว ทำให้พอเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยท้องถิ่น แต่ไม่ได้ฝึกให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมทางการเมือง หลังจากนั้นจากพัฒนาการการเมืองไทยในระดับชาติ ทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นถูกทำให้ถูกลืม กลายเป็นไม่สำคัญ นอกจากนี้การบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางและส่วนส่วนภูมิภาคก็ได้ขยายตนเองไปทำงานทุกอย่างแทนท้องถิ่น ทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยมีอย่างเดียวคือประชาธิปไตยผ่านผู้แทน ต่อมาเมื่อมีกฎหมายกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่นโดยประชาชน ก็กลับทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นเลียนแบบประชาธิปไตยระดับชาติ ที่คิดว่าการเลือกตั้งคือตัวชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย[xiii] 

            อุดม ทุมโฆษิต ได้ทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับรากฐานความเชื่อและค่านิยมของปรัชญาท้องถิ่นเพื่อ ใช้สำหรับการศึกษาการปกครองท้องถิ่นสมัยใหม่ พบว่ามี 9 รากฐานความเชื่อด้วยกัน ได้แก่ (1) ท้องถิ่นนิยม (Localism) ส่วนใหญ่ของประเทศแถบยุโรปจะได้รับอิทธิพลจากรากฐานความคิดนี้ ซึ่งประกอบด้วยปรัชญาดั้งเดิม 3 ปรัชญาหลัก ได้แก่ ปรัชญาชุมชนนิยม (Communism) ปรัชญาปัจเจกนิยม (Individual) และปรัชญาปฏิบัตินิยม (2) ธรรมชาตินิยม (Naturalism) ยึดหลักการจัดรูปแบบการปกครองให้สอดคล้องกับธรรมชาติของคนและสังคม โดยใช้หลักการปกครองที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎธรรมชาติ  (3) สัญญาประชาคมและรัฐธรรมนูญนิยม มีความเชื่อว่าหลักการปกครองต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของประชาคม

(4) อรรถประโยชน์นิยม (Unitarianism) ถูกใช้เป็นพื้นฐานการตัดสินใจทางการปกครองที่เชื่อว่ารัฐบาลท้องถิ่นควรทำในสิ่งที่เป็นอรรถประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ (5) เสรีนิยม เสมอภาคนิยม และสวัสดิการนิยม เป็นความเชื่อที่ให้ความสำคัญต่อเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชนในท้องถิ่น ตลอดจนให้บริการต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่ประชาชนในท้องถิ่น (6) เหตุผลนิยม (Rationalism) มีหลักการสำคัญคือการปกครองท้องถิ่นที่มีความสมเหตุสมผล โดยเน้นการกระจายอำนาจ และความเป็นอิสระของท้องถิ่น (7) ภราดรภาพ (Fraternitiism) ปึกแผ่นนิยม และเกื้อกูลนิยม เชื่อว่าประชนทุกคนเป็นพี่น้องกัน จึงต้องมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันทั้งระดับปัจเจกบุคคลและระดับชุมชน ไม่เดียดฉันท์และไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ลักษณะของท้องถิ่นเช่นนี้จะทำให้มีการรวมกลุ่มอย่างเหนียวแน่นเป็นหนึ่งเดียวกันของสังคมท้องถิ่น (8) ปัจเจกชนนิยม (Individualism) ให้ความสำคัญต่อความต้องการของปัจเจกบุคคลเป็นที่ตั้ง โดยเชื่อว่าหากบุคคลมีความสุข สังคมท้องถิ่นก็มีความสุขด้วย และ (9) การกระจายอำนาจ (Decentralizationism) เชื่อว่าการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ท้องถิ่นจัดการปกครองตนเอง เป็นหลักการที่ถูกต้องชอบธรรมมากกว่าให้ส่วนกลางไปจัดการปกครองให้แก่ท้องถิ่น[xiv]

แนวคิดเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นดังกล่าวข้างต้น เป็นรากฐานทางความเชื่อและค่านิยม (Underlining belief & value) ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการปกครองของสังคมต่าง ๆ หากประเทศใดมีพื้นฐานอันเป็นแกนกลางความเชื่อ (Core belief) เป็นอย่างไร การปกครองของประเทศนั้นก็ได้รับการจัดให้สอดคล้องกับความเชื่อนั้น ซึ่งรากฐานความเชื่อเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น กระจายอำนาจกับเหตุผลนิยม, เหตุผลนิยมกับสัญญาประชาคม รัฐธรรมนูญนิยม และปึกแผ่นนิยม, อรรถประโยชน์นิยมกับกระจายอำนาจ เสรีภาพนิยม และเสมอภาคนิยม เป็นต้น รวมทั้งเห็นว่าแนวคิดภารดรภาพ ปึกแผ่นนิยม เกื้อกูลนิยม เสรีนิยม และเสมอภาคนิยม น่าจะเป็นเป้าหมายของการปกครองท้องถิ่น ส่วนแนวคิดอื่น ๆ ที่เหลือน่าจะเป็นความเชื่อที่ใช้เป็นแนวทางเพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการปกครองท้องถิ่น อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติแนวคิดดังกล่าวมีวิถีทางที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับความมีอิสระของท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ ซึ่งจะกล่าวถึงในครั้งต่อไป


เชิงอรรถ
[i] ปรับปรุงจากงานวิจัยบทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อการพัฒนาประชาธิปไตยท้องถิ่น กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ในรายวิชาวิจัยภาคสนาม ประจำภาคเรียน 2/2551
[ii] นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 7
[iii] ธเนศวร์ เจริญเมือง. 2540. 100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.
[iv] แนวปทัสถานนิยมเป็นการศึกษาว่าการปกครองท้องถิ่นควรมีลักษณะและบทบาทอย่างไร และควรมีแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อไปอย่างไร ส่วนแนวเชิงประจักษ์เป็นการศึกษาว่าการปกครองท้องถิ่นมีลักษณะและบทบาทอย่างไร และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อไปอย่างไร (ธเนศว์ เจริญเมือง. 2550. การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก ภาคแรกจากยุคกรีกถึงทุนนิยมตะวันตก. กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.)
[v] Alexis de Tocqueville. 1945. Democracy in America [2 vols]. H. Reeve, trans. New York: Vintage.
[vi] John Stuart Mill. 1975. Three Essays On liberty Representative Government The Subjection of Women. London: Oxford University Press. เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1859.
[vii] ธเนศว์ เจริญเมือง. 2550. การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก ภาคแรกจากยุคกรีกถึงทุนนิยมตะวันตก. กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ. หน้า 25-26.
[viii] John Stuart Mill. 1975. Three Essays On liberty Representative Government The Subjection of Women. London: Oxford University Press. อ้างถึงใน ธเนศว์ เจริญเมือง. 2550. การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก ภาคแรกจากยุคกรีกถึงทุนนิยมตะวันตก. กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.
[ix] เอนก เหล่าธรรมทัศน์. 2543. วิสัยทัศน์การปกครองท้องถิ่นและแผนการกระจายอำนาจ. นนทบรี: โรงพิมพ์ ดีแอลเอส. หน้า 46.
[x] นักรัฐศาสตร์สมัยใหม่ในทศวรรษที่ 1960-1980 เห็นว่า ประชาธิปไตยทางตรงเหมาะกับรัฐขนาดเล็ก แต่ไม่เหมาะกับรัฐสมัยใหม่ซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีจำนวนประชากรมากมาย ทำให้ประชาธิปไตยทางอ้อมหรือประชาธิปไตยที่เน้นตัวแทน (Representative democracy) กลายเป็นทางเลือกเดียว แต่ประชาธิปไตยทางอ้อมทำให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองน้อย และเป็นเพียงผู้เลือกตั้ง
[xi] ธเนศว์ เจริญเมือง. 2550. การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก ภาคแรกจากยุคกรีกถึงทุนนิยมตะวันตก. กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ. หน้า 58-83.
[xii] เอนก เหล่าธรรมาทัศน์. 2550. ประชาธิปไตยท้องถิ่น: แง่คิดเกี่ยวกับนโยบายในระดับท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: อุษาการพิมพ์. หน้า 10-12.
[xiii] เอนก เหล่าธรรมาทัศน์. 2550. ประชาธิปไตยท้องถิ่น: แง่คิดเกี่ยวกับนโยบายในระดับท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: อุษาการพิมพ์. หน้า 13-17.
[xiv] อุดม ทุมโฆษิต. 2550. การปกครองท้องถิ่นสมัยใหม่: บทเรียนจากประเทศพัฒนาแล้ว. โครงการเอกสารและตำรา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. หน้า 140-171.

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Everyday Urban Relations : Contacts among Strangers (ตอนที่ 1) [1]

พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์



การปฏิวัติทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้นำพาเอา ภาวะความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) ทางความคิด ความรู้ วัตถุ และสิ่งอื่นๆ จากซีกโลกตะวันตกเข้ามาครอบงำในภูมิภาคต่างๆ ของโลก และกลายเป็นกระแสความคิดหลักของโลกนับตั้งแต่ช่วงหลังคริสตศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา การนิยามความทันสมัยด้วยเครื่องชี้วัดทางจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ และความเจริญของอาคารบ้านเรือนที่ทันสมัย และวัตถุต่างๆ ทำให้สภาพความเป็นเมืองตามนิยามของความทันสมัยเกิดขึ้น และเป็นศูนย์รวมของสิ่งแปลกใหม่ และ ความแปลกหน้า เข้ามาไว้ที่เดียวกัน

ภายใต้สภาวะของความเป็นเมือง เราไม่สามารถปฏิเสธการดำรงอยู่ของความวุ่นวาย ความเร่งรีบอันเป็นอัตลักษณ์ของสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งต่างมีวิถีชีวิตส่วนตัวของตนในท่ามกลางความแออัดยัดเยียดด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่คงที่ ในขณะที่การอพยพโยกย้ายของคนจากที่ต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้าสู่เมืองไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้สังคมเมืองเป็นสังคมที่มีประชากรหนาแน่นและมาจากทั่วทุกสารทิศพร้อมๆ กับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา ความเชื่อ และรูปแบบวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน

ภาวะความเป็นเมืองและความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมืองนั้น ผู้คนมักมีการปะทะติดต่อกันในลักษณะที่เป็นไปตามความจำเป็น เป็นไปตามหน้าที่การงาน คนเมืองส่วนใหญ่ไม่ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตร่วมกันกับคนอื่นๆ ตลอดเวลา คนเมืองมีความต้องการพื้นที่ของความเป็นส่วนตัวสูงเนื่องจากสภาพแวดล้อมของสังคมเมืองที่พวกเขาต้องประสบในแต่ละวันมีความยุ่งยาก สับสน วุ่นวายทั้งจากสภาพของสังคมที่ต้องพบเจอผู้คนมากมาย จากภาวะการทำงาน จากการจราจรที่แออัด คนเมืองจึงมีแนวโน้มที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากกว่าคนในชนบท หรือในเมืองเล็กๆ แม้ว่าคนเมืองจะมีอิสระในการใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต้องการมากกว่าคนในชนบท หรือในเมืองเล็กก็ตาม แต่จากสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า ซึ่งทำให้พวกเขาเกิดความไม่ไว้วางใจในความสัมพันธ์ต่อกัน ทำให้คนเมืองมีความต้องการที่จะมีชีวิตส่วนตัว พื้นที่ส่วนตัว และหลายครั้งที่เราได้ยินคำกล่าวเชิงเสียดสีในหมู่คนที่ต้องอยู่ในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าว่า “เดียวดายในเมืองใหญ่” บ้าง “ว้าเหว่ / โดดเดี่ยว / เงียบเหงา ท่ามกลางผู้คนเยอะแยะมากมายรอบกาย” บ้าง หรือ “ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่เหมือนไม่มีใครเลยซักคน” ซึ่งคำกล่าวเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นว่าผู้ที่กล่าวออกมาคล้ายกับมีความ “เหงา” หรือ “ความโดดเดี่ยว” “เดียวดาย” หรือ อาจเรียกโดยรวมได้ว่าเป็นพื้นที่ของ “ปัจเจก” ที่แปลกแยกออกจากความสัมพันธ์ของสังคมได้หรือไม่ หากว่าในขณะที่มีคนมากมายให้สามารถสร้างความสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วยได้ แต่กลับไม่มีความสัมพันธ์ ความผูกพันที่จะพอให้ความรู้สึกเหล่านั้นหายไปได้ ซึ่งมิใช่คำกล่าวที่เกินจริงแต่อย่างใด เนื่องจากสภาพของสังคมเมืองสมัยใหม่ที่ตกอยู่ใต้ระบบทุนนิยมเสรีที่การตลาดและการบริโภคสินค้าเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนระบบ ส่งผลให้วิถีชีวิตของผู้คนต้องตกอยู่ในวงล้อมของการแข่งขัน ความเร่งรีบ และวัตถุนิยม ทำให้ความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างมีความเป็นคนที่มีจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึก ความเป็นมนุษย์ถูกลดทอนคุณค่าลง มนุษย์ในสังคมเมืองสมัยใหม่อยู่ในสภาพที่อาจกล่าวได้ว่า มีแต่กายภาพที่ดูคล้ายหุ่นยนต์เข้าไปทุกที

บริบททางสังคมสมัยใหม่ที่แทรกเข้ามาในชีวิตประจำวันที่คนเมืองต้องเผชิญ เปิดช่องให้ความแปลกหน้ามีที่ยืนมากขึ้นในระหว่างความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมือง สภาพความเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายแต่ราวกับว่าผู้คนเหล่านั้นไม่ได้มีตัวตนอยู่ในความรับรู้ของปัจเจกบุคคลที่ต่างมองว่าผู้คนเหล่านั้นเป็น คนแปลกหน้า ของกันและกันที่มีความจำเป็นบางอย่างผลักดันให้มาอยู่ใกล้ชิดติดกันทางกายภาพ แต่สำหรับความสัมพันธ์กลับดูเหมือนห่างไกลและหลายครั้งที่พบว่า “สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง” ชีวิตประจำวันของคนเมืองจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจศึกษาเพื่อทำความเข้าใจกับวิถีชีวิตของคนเมืองที่ต้องพบปะกับความแปลกหน้าอยู่เกือบตลอดเวลา

นิยามคนแปลกหน้าในทางสังคมวิทยา

หากจะสืบย้อนไปตั้งแต่สมัยที่เราต่างเป็นเด็ก ผู้ศึกษาเชื่อว่า ทุกคนจะได้รับการสั่งสอนจากพ่อแม่ ผู้ปกครองว่าไม่ให้ไว้ใจคนแปลกหน้า หาก็พบเห็นคนแปลกหน้าให้ดูให้ดีๆ อย่าเข้าใกล้ หรือห้ามพูดคุยด้วย และที่สำคัญเด็กๆ มักจะได้รับการสั่งสอนว่าห้ามรับสิ่งของหรือกินขนมจากคนแปลกหน้าเด็ดขาด เพราะอาจถูกมอมยาลักพาตัวไปขายได้ ซึ่งโดยรวมๆแล้ว เรามักถูกปลูกฝังทัศนคติเชิงลบต่อคนแปลกหน้ามาตั้งแต่เด็ก และเชื่อว่าเป็นเหมือนกันทุกสังคม ซึ่งหากทุกคนเชื่อหรือมีฐานคติเรื่องความไม่ไว้วางใจคนแปลกหน้าเหมือนกันหมดทุกคนแล้ว สังคมจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้อย่างไร

เราอาจตั้งคำถามเบื้องต้นถึงสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงภาวะความแปลกหน้าได้คร่าวๆ จากภาวะที่คนๆ นั้น เป็นบุคคลซึ่งมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมอย่างไม่มีความแตกต่างหรือไม่ ถูกละเลยจาก หรือ ไม่ได้รับการยอมรับให้เข้าร่วมกลุ่มทางสังคมหรือไม่ หรือมีภาวะที่เรียกว่า “ตกขอบ” ของสังคม หรือ ถูกผลักดันให้เป็นคนที่อยู่ตรง “ชายขอบ” ที่เรียกว่าเป็น “คนชายขอบ” (marginal man) หรือไม่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมเป็นอย่างไร สื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน ตีความการแสดงออกทางพฤติกรรม วัฒนธรรมในความหมายเดียวกันหรือไม่ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นแนวทางในการพิจารณาว่า เรากำลังเผชิญกับความแปลกหน้า หรือกำลังตกอยู่ในภาวะเป็น “คนแปลกหน้า” หรือไม่ และเราจะจัดการกับภาวะดังกล่าวอย่างไร ในขณะเดียวกัน หากเราต้องเป็นคนหนึ่งในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า และเราไม่ต้องการจะรักษาพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของเราในการเข้าไปอยู่ร่วมในพื้นที่สาธารณะเราจะมีการป้องกันความเป็นส่วนตัวของเราอย่างไร รวมทั้งท่าทีที่เราจะสังเกตหรือคาดเดาพฤติกรรมของคนแปลกหน้าที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันว่าเขาเป็นคนที่เราจะไว้ใจได้มากน้อยเพียงใดในการเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ไกลตัวสำหรับคนที่ต้องอยู่อาศัยในเมืองที่นับวันจะมีแต่คนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จักเพิ่มมากขึ้นทุกที

นักสังคมวิทยามองคนแปลกหน้าอย่างไร? เราอาจเริ่มต้นจากความคิดของ จอร์จ ซิมเมล (George Simmel) นักสังคมวิทยาชื่อดังคนหนึ่ง เขาไม่ได้มองคนแปลกหน้าเพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่เขามองคนแปลกหน้าในภาพกว้างที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้าที่เป็นปัจเจกบุคคลกับระบบสังคมที่ใหญ่กว่า เช่น กลุ่ม สถาบัน ชุมชนๆ (Simmel ,1950b) ลักษณะพิเศษของคนแปลกหน้าอย่างหนึ่ง คือ การมีสถานะอยู่ ณ ชายขอบของกลุ่มที่ปฏิสัมพันธ์ด้วยเสมอ ตัวอย่างที่ดีที่เขายกมาให้เห็น คือพ่อค้าหรือผู้ทำการค้าที่ประสบความสำเร็จเป็นผู้ติดต่อค้าขายโดยตรงกับคนจำนวนมาก ซึ่งหากเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งเราจะพบว่า พ่อค้าเหล่านั้นสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเพียงเพื่อต้องการขายสินค้า ความสัมพันธ์ของเขาวางอยู่บนผลประโยชน์เพื่อการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันกับลูกค้าเท่านั้น เขาไม่ได้ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกค้า เพียงแต่เขาจะจัดวางความสัมพันธ์ที่เหมาะสมแก่การดำเนินธุรกิจของเขาที่จะทำให้เขาบรรลุความสำเร็จได้บนความไว้วางใจต่อกันและกันในระดับหนึ่ง

ในขณะที่ความคิดเรื่อง “contacts among strangers” ที่ David A Karp and William C. Yoels [2] นำเสนอนั้น กล่าวถึงการที่มนุษย์เรามักจะถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าให้ระมัดระวัง ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า และหลีกเลี่ยงที่จะปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า ด้วยเราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร คิดอะไร ดังนั้น เราจึงถูกสอนให้มองคนแปลกหน้าในทางที่ไม่ไว้วางใจไว้ก่อนอื่นใด ทั้งๆ ที่บางครั้งคนแปลกหน้าคนนั้นเขาอาจจะเพียงแค่ต้องการถามไถ่เส้นทางจากเราเพียงเท่านั้นก็ได้

ชีวิตประจำวันของคนที่อาศัยในเมืองใหญ่ “ความแปลกหน้า” เป็นทั้ง “สิ่งที่เราเป็นผู้กระทำ” และ “สิ่งที่เราถูกกระทำ” จากผู้อื่น นั่นหมายความว่า ในหลายครั้งที่เราเกิดความรู้สึกแปลกหน้าต่อคนที่เราพบเห็นหรือต้องปะทะสังสรรค์ด้วย ในทางกลับกันเราเอาก็กลายเป็นคนแปลกหน้าของสังคมที่เราเข้าไปปะทะสังสรรค์ด้วย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้เราต้องเข้าไปในสังคมนั้นๆ และเราก็ตีความคุณลักษณะของ “คนแปลกหน้า” ว่าหมายถึงคนที่มีคุณสมบัติอย่างน้อยที่สุดก็คือคนที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลยหรือถ้าจะรู้ก็รู้น้อยมาก การที่เรารู้ว่าใครเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเรานั้นจะมีชุดของระบบสัญลักษณ์บางอย่างที่เป็นเครื่องชี้บอกว่า “เขา” ต่างจาก “เรา” และ “เขา” ไม่มีส่วนสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกับ “เรา” ซึ่งแน่นอนว่าในการแบ่งแยกความเป็น “เขา” และ “เรา” นี้มีเรื่องของ “อัตลักษณ์” ของปัจเจกบุคคล/กลุ่ม เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การให้ความหมายที่สำคัญทางวัตถุ เหตุการณ์ หรือ สถานการณ์ต่างๆ ที่แตกต่างไปจากที่เราให้คุณค่าหรือความหมาย ความแตกต่างเหล่านี้สื่อความให้เราเข้าใจว่าการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้านั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก

ในสังคมอเมริกัน คนแปลกหน้าในสังคม เป็นสังคมของคนอีกประเภทหนึ่งซึ่งเปรียบเทียบได้กับที่สิ่งที่ Robert Park เรียกว่า “คนชายขอบ” เขาประยุกต์แนวคิดเรื่องคนแปลกหน้ากับการอพยพทางเชื้อชาติและกลุ่มชาติพันธุ์เข้าสู่เมืองโดยให้คำอธิบายว่า ผู้อพยพเหล่านั้นยังคงเป็นสมาชิกคนชายขอบของสังคมคนเมืองอยู่ เพราะว่าพวกเขายังคงอยู่ในกระบวนการละทิ้งวัฒนธรรมเดิมของพวกเขาโดยปราศจากการรับเข้าหรือซึมซับเอาวัฒนธรรมใหม่เข้ามา คนชายขอบยังคงยืนอยู่ระหว่างสองวัฒนธรรม ระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมที่พวกเขาคุ้นเคยจากสังคมเดิมที่เขาอยู่ กับ วัฒนธรรมใหม่ในสังคมใหม่ที่เขาเข้าไปเป็นสมาชิก ดังนั้น คนชายขอบ จึงเหมือนกับคนที่ยืนอยู่ระหว่างโลกสองใบ [3]

ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า

ไม่ว่าเราจะมีความปรารถนาจะติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าหรือไม่ก็ตาม แต่ในบริบทของสังคมเมืองที่เราไม่อาจจะแยกตัวออกมาอยู่ลำพังได้ โอกาสที่เราจะต้องติดต่อหรือสร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าจึงมีโอกาสมาก การเรียนรู้ที่จะจัดการกับความท้าทายนี้อาจช่วยให้เราไม่ถูกปฏิเสธจากสังคมได้

ในเรื่องปฏิสัมพันธ์ของคนแปลกหน้า นั้น Erving Goffman (1956) นักสังคมวิทยาผู้มีอิทธิพลในด้านสังคมวิทยาและจิตวิทยาทางสังคม ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน (everyday interaction) ผ่านการเผชิญหน้าและการสนทนากันกับคำถามที่ว่าเราจะสื่อสารกับผู้อื่นอย่างไร Goffman กล่าวว่า [4] วิธีที่เราแสดงตัวของเราเองนั้นค่อนข้างคล้ายกับการแสดงบทบาทในละครซึ่งบทละครถูกเขียนไว้แล้ว ในที่นี้ เขาได้อ้างว่าบทบาทหาใช่อัตลักษณ์ไม่ แต่การเน้นไปที่รายละเอียดของการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันนั้นมีประโยชน์ที่จะตรวจสอบว่า เราเข้าใจอัตลักษณ์ของผู้อื่นอย่างไร และเราแสดงตัวของเราเองต่อผู้อื่นอย่างไร Goffman ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Presentation of Everday Life และเผยให้เห็นทัศนะเกี่ยวกับเรื่องตัวตน (self) โดยวางอยู่บนแนวคิดของการแสดงละคร (performance) นั่นคือ ปัจเจกเป็นเหมือนนักแสดงที่กำลังแสดงให้ผู้ชมดู บทที่เราเล่นได้ถูกเขียนไว้แล้ว อย่างไรก็ตามเราสามารถแสดงสดและตีความต่อบทบาทของเราได้เองด้วย นอกจากนี้ การแสดงตัวตนของเราต่อผู้อื่นประกอบด้วยข้อมูลในแบบที่เป็นไปโดยตั้งใจ และโดยไม่ตั้งใจ [5]

ในขณะ Park ให้ความหมายคนยิวที่พเนจรอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีแผ่นดินมาตุภูมิทางประวัติศาสตร์ ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการนิยาม “คนแปลกหน้า” หรือ “คนชายขอบ” ความหมายของPark เจ้าสำนักสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ที่เขาเรียกว่า “คนชายขอบ” (marginal man) นั้น หมายถึงคนชายขอบที่มิได้เดินทางเข้าตัวเมืองเพียงร่างกายและกระเป๋าเดินทาง หากแต่พวกเขาเหล่านั้น พกพาความเชื่อและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเข้าไปในเมืองด้วย เมื่อก้าวเข้าประตูเมือง คนชายขอบต้องเผชิญกับสถานที่ ใหม่และวัฒนธรรมใหม่ คนชายขอบจึงเป็นคนนำความต่างทางวัฒนธรรมเข้ามาประทะกับวัฒนธรรมของเมืองที่เขาเข้าไปอยู่ใหม่ ภาวะที่จะทิ้งวัฒนธรรมเดิมทั้งหมดก็ไม่ได้ ปฎิเสธวัฒนธรรมใหม่ทั้งหมดก็ไม่ได้ ทำให้คนชายขอบ ต้องอยู่บริเวณชายขอบของทั้ง 2 วัฒนธรรม วัฒนธรรมที่คน ชายขอบยึดถือจึงกลายเป็นวัฒนธรรม ”หัวมังกุท้ายมังกร” หรือวัฒนธรรมผสมอย่างช่วยไม่ได้ Park เอง ก็สรุปไว้ชัดว่า การผสมผสานทาง วัฒนธรรม คือธรรมชาติของคน ชายขอบ (“cultural hybridity” is “marginal man’s” nature)[6]

Alfred Schutz (1899-1959) พูดถึงคนแปลกหน้าในชุดของความสัมพันธ์ของปัจเจกชนในการจัดกลุ่มของชีวิต เขาวิเคราะห์มุ่งประเด็นไปที่คำนิยามว่า คนแปลกหน้าคือคนที่ไม่สามารถจะรู้ได้ถึงรูปแบบทางวัฒนธรรมของกลุ่มที่จะเข้าไปอยู่ด้วย [7]

สำหรับช่องทางที่คนแปลกหน้าจะเข้าถึงกลุ่มความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน จะต่างกับช่องทางที่สมาชิกของกลุ่มใช้กันอยู่ เนื่องจากคนแปลกหน้าไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มจึงยังมีจุดที่ไม่สามารถจะเข้าใจได้อยู่ ดังนั้น คนแปลกหน้าจะไม่แน่ใจว่าจะตีความสถานการณ์ทางสังคมและพฤติกรรมหลายๆ อย่างอย่างไร คนแปลกหน้าถูกทำให้สับสนกับความไม่เชื่อมต่อกันอย่างชัดเจนและความไม่สอดคล้องของรูปแบบวัฒนธรรมของกลุ่ม เป็นเหมือนกับสภาพแวดล้อมที่เป็นคำถามของชีวิตในกลุ่มซึ่งสมาชิกที่เป็นเต็มตัวอยู่แล้วได้มอบให้ ในคำกล่าวของ Schutz “รูปแบบวัฒนธรรมการเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มในสังคมเมือง สำหรับคนแปลกหน้าแล้วมิใช่เป็นแค่เปลือกแต่เป็นสนามที่ท้าทายและน่าตื่นเต้น

พื้นที่ความเป็นส่วนตัวในที่สาธารณะของคนเมืองท่ามกลางคนแปลกหน้า

งานวิจัยของ Michael Wolff ทำการศึกษาพฤติกรรมของคนเดินถนนบนถนนเลขที่ 42 ในมหานครนิวยอร์ค เป้าหมายของเขาคือต้องการเปิดเผยระเบียบแบบแผนของสังคม พฤติกรรมในที่ส่วนรวมในสถานการณ์เฉพาะ งานวิจัยของเขามุ่งเป้าไปที่ทางเดินเท้าที่คนหนาแน่นยุ่งเหยิงที่สุดโดยแยกเป็นสองกลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มตัวอย่างที่มีความหนาแน่นน้อยประมาณ 5-15 คน กับกลุ่มที่มีความหนาแน่นมาก ตั้งแต่ 16-30 คนขึ้นไป Wolff ได้พบสิ่งที่น่าสนใจในเบื้องต้นคือ “ระยะห่าง” ในการเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างเหล่านั้น ภายใต้เงื่อนไขของความหนาแน่น พวกที่อยู่ในกลุ่มที่มีความหนาแน่นน้อยจะมีวงของระยะห่าง 7 ฟุต ส่วนในพวกที่อยู่ในกลุ่มที่มีความหนาแน่นมาก จะมีระยะห่างอยู่ที่ 5 ฟุต และหากเป็นเพศเดียวกันช่องว่างหรือระยะห่างก็จะหดแคบเข้ามาอีก ตรงกันข้ามหากต่างเพศกัน ระยะห่างก็จะมากขึ้นด้วย และเมื่อไปสังเกตการณ์ในรถไฟฟ้าใต้ดินจะเห็นว่า “ระยะห่าง” ที่เป็นเหมือนกับพื้นที่ส่วนตัวของปัจเจกมีความสำคัญต่อการเลือกตำแหน่งที่จะนั่งหรือยืน เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่บ่งบอกถึง “ความแปลกหน้า” ของคนที่ต้องดำเนินชีวิตประจำวันในสังคมเมือง เช่น ในรถไฟฟ้าใต้ดิน การเลือกที่นั่ง หรือ ที่ยืน ของคนต่างเพศกัน หรือ คนเพศเดียวกัน เช่น หากมีที่นั่งข้างๆ ผู้หญิง กับ ข้างๆ ผู้ชาย หากผู้ที่ขึ้นมาใหม่เป็นหญิงก็มักจะเดินไปนั่งข้างผู้หญิงมากกว่าที่จะไปนั่งข้างผู้ชาย หรือ หากเป็นผู้ชายขึ้นมาก็มักจะไปนั่งข้างผู้ชายมากกว่า หรือไม่ก็จะไม่ยอมนั่งแต่จะไปยืนอยู่ตรงมุมที่มีระยะห่างจากคนอื่นพอสมควร

การรักษาพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของคนเมืองในสถานการณ์ต่างๆ

ในสถานการณ์ที่ต้องมีการเผชิญหน้ากันจะแทนที่ด้วยการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่ไม่จำเป็น ในบริบทที่สาธารณะอื่นๆ เช่นกัน ปัจเจกจะกระทำในสิ่งที่ Goffman (1963) เรียกว่า “civil inattention” เมื่อพวกเขาถูกบังคับให้ต้องเข้าร่วมสมาคมกับคนอื่นๆ ในขณะที่จะพยายามทำให้เป็นจุดสนใจของคนอื่นๆ ให้น้อยที่สุด หรือกล่าวอีกทางหนึ่งได้ว่า พวกเขาพยายามที่จะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หรือที่ควรจะมีได้สำหรับชีวิตของคนในเมือง เช่น พฤติกรรมที่แสดงออกเหล่านี้ในรถไฟฟ้าใต้ดิน ได้แก่ การละเลย การเพิกเฉยไม่สนใจต่อสิ่งรอบข้าง เป็นการแสดงออกที่ปรากฏให้เห็นถึงความไม่เกี่ยวข้องด้วยคนอื่น และหากจำเป็นต้องปะทะสังสรรค์ด้วยก็จะรักษาพื้นที่ความเป็นส่วนตัวเอาไว้ด้วยการทำท่าทางเหมือนไม่อยากติดต่อพูดคุยกับใคร เช่น การทำหน้าบึ้งตึงบอกบุญไม่รับ การนั่งอ่านหนังสือ การทำท่าว่ากำลังยุ่ง การนั่งหลับในรถไฟฟ้า หรือ การฟังเพลงจากโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องเล่นเพลง ซึ่งทำให้คนอื่นๆ เห็นแล้วก็ไม่อยากจะทักทายหรือพูดคุยด้วย

เมื่อไรก็ตามที่วัฒนธรรมของคนแปลกหน้าเผชิญหน้ากับคนอื่นๆ ที่เป็นคนแปลกหน้าสำหรับพวกเขา ก็จะมีการแสดงพฤติกรรมหรือการกระทำที่สะท้อนกลับอย่างที่ไม่ได้เป็นรูปแบบที่แน่นอนกับเรื่องที่ได้ประสบโดยบังเอิญ ความรู้สึกไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ของคนที่ต้องเข้ามาอยู่ร่วมกัน เช่น ในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนแปลกหน้ามากมายมาอยู่รวมกัน แม้ว่าจุดประสงค์การเข้ามาอยู่ร่วมกันอาจเหมือนกันแต่ลักษณะความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกันกลับเป็นลักษณะของต่างคนต่างอยู่ มีความเป็นอิสระแยกออกจากกัน แม้จะในพื้นที่ทางกายภาพเดียวกัน เช่นในอาคารสำนักงานเดียวกันแต่ความแปลกหน้าหรือความสัมพันธ์ระหว่างกันยังเป็นลักษณะของคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน อันเนื่องมาจากว่า เราไม่สามารถจะคาดเดาได้ว่าคนแปลกหน้าเป็นใคร คิดอย่างไร เราจึงมักหากลยุทธ์ซึ่งสามารถจะใช้ได้ในการจัดการกับการต้องอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าใน ซึ่งอาจจะแสดงออกในพฤติกรรมที่แตกต่างกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การรักษาความเป็นส่วนตัวไว้ให้ได้ในพื้นที่ส่วนรวม เช่นในการรักษาความเป็นพื้นที่ส่วนตัวจากตัวอย่างที่อธิบายวิธีการที่ใช้ในการป้องกันความเป็นส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ ว่าขอบเขตแค่ไหนที่เราจะให้คนอื่นเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวได้ แม้ว่าจะไม่ได้บอกด้วยคำพูดก็ตาม



เชิงอรรถ

[1] บทความนี้มีอยู่ 2 ตอนซึ่งผู้เขียนแบ่งบทความและปรับปรุงเพิ่มเติมจากรายงานประจำวิชาทฤษฎีสังคมหลักสูตรปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2/2551

[2] David A.Karp and William C. Yoels. Sociology in Everyday Life (2nd.ed.),F.F.Peacock Publishies,1993, pp.9-122.

[3] Robert E.Park. Human Migration and the Marginal Man, American Journal of Sociology 33: 881-893.

[4] Kath Woodward, “Question of identity,” Questioning identity: gender, class, ethnicity (London: Sage in association with Open University, 2004), footnote 12.,p.14.

[5] Goffman, Erving.(1959) The Presentation of Self in Everyday Life, University of Edinburgh Social Sciences Research Centre.

[6] ฐิรวุฒิ เสนาคำ. แนะนำหนังสือ Debating Cultural Hybridity <http://board.dserver.orgl> เข้าถึง 12 เมษายน 2552

[7] The Open University. The social in social science. Retrieved from, http://openlearn. open.ac.uk/mod/oucontent/ view.php?id=398996. 20 Nov,2010.

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มภาษาตระกูลไท-กะได:เกณฑ์การจัดจำแนกและข้อถกเถียงทางทฤษฎี

ดำรงพล อินทร์จันทร์ [1]


1. เกณฑ์และข้อถกเถียงว่าด้วยการจัดจำแนกทางภาษา

ปัจจุบันการจัดจำแนกทางภาษาของกลุ่มคนปรากฏข้อถกเถียงทางทฤษฏีและการกระจายตัวนับจากอดีตมาแล้ว ด้วยความมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามเรื่องถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมหรือถิ่นกำเนิด เส้นทางการย้ายถิ่นฐาน หรือจัดวางกลุ่มคนภายใต้รัฐชาติสมัยใหม่ หากด้วยมุมมองความคิดแตกต่างกันว่า ภาษาในกลุ่มคนตระกูลเดียวกันในปัจจุบันซึ่งมีความแตกต่างกันนั้นอาจเคยมีบรรพบุรุษร่วมกันมาในอดีตแล้วแยกตัวจากกันในภายหลัง ต้องอาศัยการอธิบายประกอบหลักฐานสนับสนุนรวมถึงบริบทด้านต่าง ๆ เช่น โบราณคดี ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา หรือพันธุศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการแยกตัวจากกันนั้นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางภาษา หรือในทางตรงกันข้ามอาจเกิดการรวมกันด้วยเหตุผลทางสังคมและการเมืองก็เป็นได้ หลักฐานแต่ละด้าน ต่างเป็นเอกเทศของตัวเอง ขณะเดียวกันด้วยก็อาจรวมหรือหยิบยืมหลักฐานอื่นเข้าด้วยกันเพื่ออธิบายให้หนักแน่นมากขึ้น กรอบความคิดภายใต้หลักฐานเช่นนี้เป็นไปภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ซึ่งในข้อถกเถียงทางทฤษฎีการจัดจำแนกของกลุ่มคนตระกูลภาษาไท-กะไดก็ปรากฏการศึกษาในแนวทางเดียวกันนี้เช่นกัน ในส่วนนี้จะทำความเข้าใจเกณฑ์การแบ่งกลุ่มทางภาษาและประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่ข้อถกเถียงของการจัดจำแนกตระกูลภาษาไท-กะไดภายใต้กลุ่มตระกูลภาษากลุ่มใหญ่ของเอเชียตะวันออก และข้อโต้แย้งทางทฤษฎีในการอธิบายการกระจายตัวและถิ่นกำเนิดของภาษาในกลุ่มดังกล่าวต่อไป
หมู่บ้านของชาวจ้วง กลุ่มปู้หนงในอำเภอกว่างหนาน
เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วง-แม้ว เหวินซาน มณฑลยูนนาน
สาธารณรัฐประชาชนจีน -  ผู้เขียน

เกณฑ์และระบบในการจัดจำแนกกลุ่มของภาษาการจัดกลุ่มภาษา (typological classification; language classification) ปรากฏตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 -19 ด้วยกระบวนการแสวงหาความรู้จากแบบตรรกวิทยา(logic)ซึ่งเป็นศาสตร์เชิงทฤษฎีที่เน้นในรูปแบบและกฎของการคิด แบบเหตุผลนิยม(Rationalism) ซึ่งเป็นปรัชญาที่มองเหตุผลเป็นพื้นฐานของการรับรู้โดยประสาทสัมผัสและกิจกรรมของมนุษย์ มาเป็นเชิงประจักษ์นิยม (empiricism) ที่เชื่อว่าพื้นฐานของความรู้มาจากประสาทสัมผัสและประสบการณ์ ในยุคสมัยที่โลกตะวันตกใช้วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์ การจัดกลุ่มภาษาได้รับอิทธิพลจากการจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิตของนักทฤษฎีวิวัฒนาการ การศึกษาเปรียบเทียบภาษากลุ่มต่างๆ ที่เชื่อว่ามีเชื้อสายเดียวกันในภาคพื้นยุโรป ใช้ความเหมือนและความต่างของภาษามาเปรียบเทียบกันตามหลักเกณฑ์และวิธีการไปยังการสืบสร้างภาษา (language reconstruction) ในสมัยเก่ากว่า โดยแนวคิดการจัดกลุ่มภาษานี้เชื่อมโยงกับวิวัฒนาการของภาษากับระดับอารยธรรมของกลุ่มชน กลุ่มคำโดด(isolating language)เป็นภาษาที่มีวิวัฒนาการทางภาษาขั้นต่ำหรือขั้นแรก ขณะที่กลุ่มภาษาผันรูป(inflecting language) ถือว่ามีวิวัฒนาการทางภาษาขั้นสูง นักภาษาศาสตร์ในสมัยต่อมาไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับความคิดดังกล่าว เพราะภาษาเป็นหน่วยที่เป็นเอกภาพ การอธิบายเพียงลักษณะเดียวเป็นการอธิบายทั้งภาษา หากภาษาเปลี่ยนลักษณะก็มีผลทำให้ภาษาเปลี่ยนกลุ่ม หรือการยึดเกณฑ์อย่างเดียวโดยเคร่งครัดไม่น่าจะถูกต้องเพราะภาษามีลักษณะหลายหลาก หรือภาษาหนึ่งๆอาจใช้วิธีการแสดงลักษณะได้หลายแบบ(ปราณี กุลละวณิชย์, 2545) แนวทางการจัดจำแนกกลุ่มทางภาษายังมีปัญหาถกเถียงกันอยู่ อาทิ การแยกความแตกต่างระหว่างภาษาย่อย(dialect)กับภาษา(language) มีความคลาดเคลื่อนหรือไม่แน่นอนตายตัว นอกจากนั้นแล้วการจัดจำแนกทางภาษาไม่อาจขึ้นกับหลักการทางภาษาอย่างเดียว มีปัจจัยอื่นที่ส่งผลหรือต้องพิจารณาด้วย อาทิ ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคมวัฒนธรรม และศาสนา ด้วยแต่ละภาษามีลักษณะเฉพาะในระบบเสียง คำศัพท์ และไวยากรณ์ ขณะเดียวกันก็อาจมีความคล้ายคลึงกันอันจะนำมาสู่การจัดกลุ่มภาษาเข้าด้วยกัน
ด้วยภาษาของโลกมีจำนวนมากประมาณถึง 2,000-7,000 ภาษา จึงจำเป็นต้องมีการแบ่งเป็นกลุ่มตระกูลสาขา โดยอาศัยเกณฑ์พิจารณาหลายประการ แต่ละประการย่อมมีเป้าหมายเฉพาะตัว หรือสนองตอบความสนใจใคร่รู้ต่างแบบกัน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการแบ่งกลุ่มของสรัญญา เศวตมาลย์(2542) นักภาษาศาสตร์เชิงประวัติซึ่งแบ่งกลุ่มภาษาด้วย 3 วิธีคือ พิจารณาจากโครงสร้างทางภาษา(structural characteristics) ตามความสัมพันธ์ทางเชื้อสาย(genetic relationships) และตามลักษณะเด่นตามพื้นที่ (area features) พบว่า การแบ่งกลุ่มนั้นแต่ละวิธีไม่ได้ปฏิเสธวิธีอื่น อาจพบการเชื่อมโยงวิธีการมาสนับสนุนซึ่งกันและกันได้เช่นกัน ได้แก่ โดยหลักการแล้วการแบ่งตามลักษณะโครงสร้างของภาษานั้นพิจารณาภาษาที่มีระบบเสียง ระบบหน่วยคำ หรือไวยากรณ์เหมือนกันจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น โครงสร้างทางวากยสัมพันธ์ของภาษาประกอบด้วย ประธาน กริยา กรรม มีการจัดแบ่งจากการเรียงลำดับคำต่างกัน เป็นต้น การแบ่งตามโครงสร้างเป็นวิธีการที่นำไปสู่การค้นพบลักษณะโครงสร้างทางภาษาที่เป็นลักษณะสากลที่ปรากฏในทุกภาษาที่ว่า ภาษาที่พัฒนามาจากภาษาแม่ (proto-language)ภาษาเดียวกันถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ขณะที่การแบ่งตามลักษณะเด่นตามพื้นที่ซึ่งพิจารณาจากลักษณะเด่นด้านระบบเสียงและระบบวากยสัมพันธ์ที่พบตามพื้นที่ต่าง ๆของโลกก็อาศัยลักษณะโครงสร้างสำคัญของเสียงและไวยากรณ์ของภาษามาใช้แบ่งภาษาต่างตระกูลที่มีลักษณะเด่นร่วมกันในพื้นที่หนึ่งๆ หรือเป็นลักษณะเด่นที่พบในภาษาที่ไม่ได้อยู่ในตระกูลเดียวกัน หรือในภาษาที่มีการติดต่อกัน ภาษาหนึ่งอาจปรับรับลักษณะเด่นจากอีกภาษาหนึ่งมาใช้ในภาษาตน มีภาษาแม่แบบ (source language)ซึ่งมีอิทธิพลต่ออีกภาษาหนึ่ง ใช้เป็นวิธีการแบ่งกลุ่มภาษาออกเป็นกลุ่มย่อยได้ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเป็นพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเด่นทางการใช้เสียงวรรณยุกต์ ลักษณะเด่นเสียงปลายลิ้นม้วนปรากฏในภาษาแถบอินเดีย อันเป็นลักษณะเด่นของภาษาตระกูลดราวิเดียน แล้วต่อมาแพร่เข้าไปในภาษาตระกูลอินโด-อิหร่าน(สรัญญา เศวตมาลย์, 2545: 103)

การจัดจำแนกกลุ่มภาษาตามเชื้อสายดูจะเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย ด้วยหลักเกณฑ์ว่า ภาษาที่ได้พัฒนามาจากภาษาแม่ (proto - language)หรือภาษาดั้งเดิม (ancestor language)ภาษาเดียวกันจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มภาษาเดียวกัน โดยใช้การสืบสร้างภาษาตามการเปรียบเทียบ (comparative reconstruction) ซึ่งมีหลักว่า ภาษาที่มีความสัมพันธ์ทางเชื้อสายต่อกันจะมีเสียงและการใช้คำศัพท์คล้ายคลึงกัน เช่น คำศัพท์เชื้อสาย (cognates)ได้แก่ ศัพท์ที่บ่งอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย จำนวนนับ เครือญาติ และศัพท์ในชีวิตประจำวัน ลักษณะสภาพทางธรรมชาติ เครื่องมือเครื่องใช้พื้นฐาน เมื่อเปรียบเทียบคำร่วมเชื้อสายจะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันหรือต่างกันตามตระกูลเชื้อสายของภาษา คำร่วมเชื้อสายจะแสดงลักษณะความคล้ายคลึงกันทางเสียงที่เป็นระบบร่วมกัน ภาษาที่มีระดับความสัมพันธ์ต่างกันจะแสดงความคล้ายคลึงกันทางเสียงต่างกันด้วย การกำหนดว่าภาษาใดภาษาหนึ่งมีความสัมพันธ์ทางเชื้อสายร่วมกับอีกภาษาหนึ่ง ทำให้นักภาษาศาสตร์สามารถที่จะสืบสร้างภาษาที่เป็นภาษาแม่ร่วมกันได้ คำร่วมเชื้อสายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันทางเสียงก็จะสามารถสืบสร้างหาคำศัพท์พื้นฐานดั้งเดิม(proto-form) ซึ่งจะใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการจำแนกภาษาที่มีความสัมพันธ์ทางเชื้อสายร่วมกันต่อไป แต่ประเด็นที่เป็นปัญหาถกเถียงในการจัดกลุ่มภาษาตามเชื้อสายก็คือ จำนวนของคำร่วมเชื้อสายที่จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ของภาษาหนึ่งกับอีกภาษาหนึ่ง ในการเก็บข้อมูลจำนวนศัพท์นั้นควรจะมีมากน้อยเพียงไรในการที่จะสืบสร้างทางภาษา หรือถ้าภาษานั้นไม่มีรายการศัพท์ที่ใช้เป็นต้นแบบจะแก้ปัญหาอย่างไร ทำให้การศึกษาหาความสัมพันธ์ทางภาษาใช้เวลานาน นอกจากนั้นเกณฑ์ที่ใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ของภาษาตามเชื้อสายไม่ลงรอยกันในหมู่นักภาษาศาสตร์ว่า ภาษาที่มีความสัมพันธ์ต่อกันนั้น ควรจะมีความเหมือนกันมากน้อยเพียงใด และความเหมือนนั้นเนื่องจากปัจจัยการติดต่อระหว่างภาษาส่งผลต่อการหยิบยืมหรือเป็นความเหมือนกันทางลักษณะทางภาษา จะเห็นได้ว่า ภาษาจะมีลักษณะโครงสร้างที่เหมือนกันได้โดยที่ภาษานั้นไม่มีความสัมพันธ์ทางเชื้อสายต่อกัน ภาษามีลักษณะโครงสร้างที่เหมือนกันได้อาจจะนำไปสู่ข้อสรุปการแบ่งกลุ่มภาษาที่ผิดพลาดได้ ลักษณะโครงสร้างที่เหมือนกันนี้อาจเกิดขึ้นจากการติดต่อกัน ในทางกลับกันแล้วภาษาที่มีลักษณะโครงสร้างต่างกันอาจมีความสัมพันธ์ทางเชื้อสายต่อกันได้ หรือพบปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของคำร่วมเชื้อสาย ตัวอย่างที่ปรากฏได้แก่ ภาษาอังกฤษที่มีโครงสร้างทางไวยากรณ์เหมือนภาษาไทย มีการจัดเรียงลำดับหน่วยไวยากรณ์ในประโยคบอกเล่า ในรูปของประธาน กริยาและกรรม หากในทางเชื้อสายภาษาอังกฤษอยู่ในตระกูลภาษาเยอรมานิค(Germanic) ภาษาไทยอยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได (Tai-Kadai) เป็นตระกูลภาษาที่ต่างกัน
จากที่กล่าวมาข้างต้นทำให้เห็นว่า การแบ่งกลุ่มทางภาษานั้นไม่ได้มีข้อยุติหรือกฏเกณฑ์ตายตัว หากสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ในการใช้หรือทำความเข้าใจ เกณฑ์การจำแนกแต่ละแบบไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกันเสมอไป ผลที่ไม่สอดคล้องกันก็มีส่วนช่วยให้เข้าใจความแตกต่างที่เกิดขึ้น ดังนั้นความสัมพันธ์ของกลุ่มภาษาตามเชื้อสายและพื้นที่ภูมิศาสตร์อันเป็นถิ่นอาศัยของกลุ่มผู้ใช้ภาษานั้นสำคัญต่อการทำความเข้าใจในชุดของการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและภูมิหลังความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่มีต่อความแตกต่างทางเชื้อสายซึ่งเกิดขึ้น บางกรณีอาจเป็นเหตุเป็นผลสอดประสานกันอย่างดี ขณะที่บางกรณีจำต้องอาศัยการสืบค้น ตรวจสอบ พิสูจน์จากหลักฐานอื่นประกอบ นอกจากนั้นข้อแตกต่างจากการแบ่งกลุ่มตระกูลภาษาสามารถอ้างอิงถึงอายุความเก่าแก่กลับไปได้เมื่ออธิบายเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อสายของภาษา ภูมิศาสตร์ หลักฐานทางโบราณคดี และพันธุศาสตร์ ซึ่งจะอภิปรายต่อไป

2. กลุ่มภาษาตระกูลภาษาไท-กะไดภายใต้ข้อถกเถียงการจัดจำแนกกลุ่มภาษาของเอเชียตะวันออก


ในส่วนนี้จะทำความเข้าใจในการจัดจำแนกกลุ่มตระกูลภาษา ถิ่นกำเนิด และการกระจายตัวของกลุ่มภาษาหลักของเอเชียตะวันออกตลอดจนข้อถกเถียงที่เกิดขึ้น ด้วยกลุ่มตระกูลภาษาไท-กะไดเป็นตระกูลภาษาใหญ่กลุ่มหนึ่งในตระกูลภาษาหลักของเอเชียตะวันออก ซึ่งปรากฏประเด็นถกเถียงทางทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเชื้อสายกับกลุ่มตระกูลภาษา ด้วยอาศัยวิธีวิทยาทางภาษาศาสตร์ โบราณคดี และพันธุศาสตร์มาประกอบกัน โดยจะเน้นทางภาษาศาสตร์เป็นสำคัญ

เครื่องประดับศีรษะของสตรีชาวเย้าในตลาดนัด
ที่หมู่บ้านกุ้ยหม่าอำเภอกว่างหนานของเหวินซาน
 มณฑลยูนนาน ประเทศจีน - ผู้เขียน

ลาเรนซ์ ซาการ์ทและคณะ(Laurence Sagart et.al, 2005) กล่าวว่า ในการจัดจำแนกตระกูลภาษาเอเชียตะวันออกนั้น ยังไม่มีกฏเกณฑ์สากลมากนัก หากมีการศึกษาทำความเข้าใจการก่อตัวของประชากร ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและกลุ่มตระกูลภาษา โดยนักพันธุศาสตร์ นักมานุษยวิทยากายภาพ นักโบราณคดี และนักภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับคู่รหัสพันธุกรรม(genetic markers) หมู่เลือด และเกี่ยวกับโมเลกุล ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก สามารถบอกถึงถิ่นกำเนิดแรกเริ่มของมนุษย์สมัยใหม่ของเอเชียตะวันออกตลอดจนการเคลื่อนย้ายกระจายตัวของประชากรที่เกิดขึ้นในอดีตได้ นักโบราณคดีชาวจีนชี้ว่า แหล่งกำเนิดวัฒนธรรมข้าวพบยังบริเวณตอนกลางของลุ่มแม่น้ำแยงซีเมื่อราว 10,000 ปีมาแล้ว ส่วนวัฒนธรรมข้าวฟ่างก่อตัวขึ้นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำหวงเหอในยุคต่อมา ส่วนนักภาษาศาสตร์ใช้การสืบสร้างทางภาษาเพื่อหาภาษาดั้งเดิมของกลุ่มตระกูลภาษาหลักและเสนอความสัมพันธ์ทางเชื้อสายขึ้นมา แสดงช่วงเวลาใกล้เคียงกันแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของพืชท้องถิ่น นักวิชาการทั้งสามศาสตร์จึงพยายามตอบคำถามสมมติฐานที่ว่า ภาษาและหน่วยพันธุกรรม(ยีน)มีความสอดคล้องต้องกันอย่างไร ด้วยกระบวนการที่แต่ละศาสตร์อาจเป็นอิสระจากกัน หรืออาศัยหลักฐานต่างสาขาร่วมกัน หรืออาจมีสมมติฐานที่ขัดแย้งกันในแต่ละสาขาอยู่บ้างก็เป็นไปได้ แต่ที่สำคัญก็คือนัยสำคัญของสมมติฐานที่เป็นการตีความของตนเอง ซาการ์ทจึงได้เสนอข้อตกลงเกี่ยวกับภาษาเอเชียตะวันออกที่คิดว่าค่อนข้างเป็นที่ยอมรับขึ้นมาในที่นี้ โดยเมื่อเขาแยกคนที่พูดภาษาญี่ปุ่น เกาหลี ไอนุ(Ainu) และอัลเทอิค(Altaic) (หรือในตระกูลภาษามองโกเลีย (Mongolic) เทอร์คิด (Turkic) และทุงกูสิค (Tungusic)ในทางตอนเหนือและตะวันออกของภูมิภาคออกไปแล้ว สามารถแบ่งภาษาของเอเชียตะวันออกเป็น 5 กลุ่มตระกูลใหญ่ได้แก่ จีน –ทิเบต (Sino-Tibetan) ม้ง-เมี่ยน (Hmong-Mien) ไท-กะได (Tai-Kadai), ออสโตร-เอเชียติก (Austro-Asiatic) และ ออสโตรนีเชียน (Austronesian) (ดังตาราง)


ตารางแสดง 5 กลุ่มตระกูลภาษาของเอเชียตะวันออก


กลุ่มตระกูลภาษา(Phylum)
ชื่อเรียกอื่นๆ (Alternative name)
ภาษาที่ใช้ (Representative language)
ที่ตั้งถิ่นฐานสำคัญ(Principal locations)
อายุบรรพบุรุษโดยประมาณ (Approximate date of ancestor)
จีน-ทิเบต
ทิเบต-พม่า
จีน ทิเบต พม่า จิงโป
จีน รวมทิเบต พม่า เนปาล ภูฏาน ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
6,000 - 7,000 ปี
ม้ง-เมี่ยน
แม้ว-เย้า
ม้ง เมี่ยน โฮเต
ตอนใต้ของจีน  พม่าอินโดจีน
2,500 ปี
ไท-กะได
ข้า-ไท (Kra –Dai)  ไต
ไทย ลาว ก้ำ หลี    เก้อหล่าว
ตอนใต้ของจีน พม่า อินโดจีน
เก่ากว่า 4,000 ปี
ออสโตร-เอเชียติก

เวียดนาม เขมร มอญ คาซี มุนดา
อินโดจีน ตอนกลางของมาเลเซีย ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
7,000 ปี
ออสโตรนีเซียน

อตายัล(Atayal) รูไค(Rukai) ไพวาน(Paiwan) ตากาล็อก มาเลย์ มาลากาซี ฮาวายอิ เมารี
หมู่เกาะแปซิฟิค ยกเว้นออสเตรเลีย และบางส่วนของนิวกีนี มาดากาสการ์

ที่มา: ดัดแปลงจาก Table 0.1 Five East Asia phyla (Sagart, Blench and Sanchez-Mazas (Eds.), 2005: 2)



ซาการ์ท(Sagart, 2005: 2-4) อธิบายแต่ละกลุ่มตระกูลภาษาในแง่ของจำนวนภาษา ภูมิศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน ข้อสันนิษฐานเรื่องถิ่นกำเนิดบรรพบุรุษของภาษา หรือลักษณะรูปแบบโครงสร้าง และการเรียงลำดับคำในภาษานั้น ๆโดยสังเขปว่า

จีน-ทิเบต เป็นกลุ่มตระกูลใหญ่ประกอบไปด้วย 365 ภาษา เป็นตระกูลภาษาที่มีจำนวนผู้พูดมากที่สุดในโลกถึง 1,000 ล้านคน ประกอบด้วย 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มทิเบต-พม่า ประกอบด้วย ทิเบต พม่า จิงโป(Jingpo) และภาษาต่างๆ ในลาว พม่า ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เนปาล และภูฏาน และกลุ่มภาษาซินิติค(Sinitic)ประกอบด้วยซินิติคเหนือคือภาษาจีนกลาง(Mandarin)และซินิติคใต้ได้แก่ กวางตุ้ง(Cantonese), จีนแคะ(Hakka), อู (Wu), เซียง(Hsing) และมิน(Min) ลักษณะสำคัญของภาษากลุ่มนี้ก็คือเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ ลักษณะทางหน่วยคำเป็นภาษาคำโดดไม่ค่อยมีพยัญชนะควบกล้ำที่ซับซ้อน การเรียงลำดับคำจะอยู่ในรูปประธาน ตามด้วยกริยา และกรรม หรืออยู่ในรูปประธาน ตามด้วยกรรม และกริยาก็ได้
กลุ่มชาวม้ง(แม้ว)ในตลาดนัดหมู่บ้านกุ้ยหม่า
อำเภอกว่างหนานของเหวินซาน
มณฑลยูนนาน ประเทศจีน - ผู้เขียน
ม้ง-เมี่ยน เป็นกลุ่มตระกูลภาษากลุ่มย่อยมีเพียง 32 ภาษา ได้แก่ ภาษาถิ่นของม้ง และโฮเต (Ho Nte), บูนุ(Bunu), เมี่ยน(Mien) เป็นต้น มีถิ่นกำเนิดอยู่ในตอนกลางและตอนล่างของที่ราบลุ่มแม่น้ำแยงซี บรรพบุรุษอยู่ในสมัยรัฐฉู่ (the state of Chu) บริเวณใกล้เคียงกับทางใต้ของจีนในสมัยราชวงศ์โจว (Zhou dynasty)

สตรีชาวหลีในเกาะไหหลำ - ผู้เขียน

ไท-กะได ประมาณ 70 ภาษาย่อยในตอนใต้ของจีน(รวมถึงเกาะไหหลำ) ไทย ลาว พม่า เวียดนาม เป็นชุมชนเกษตรกรรมเพาะปลูกข้าวในนาที่ลุ่ม ไทยมีตัวอักษรเก่าแก่ที่สุด ไท-กะได(โดยเฉพาะกลุ่มย่อย ก้ำ –ไท(Kam-Tai))ได้รับอิทธิพลจากภาษาจีนอย่างมากเช่นเดียวกับกลุ่มตระกูลภาษาม้ง-เมี่ยน เป็นตระกูลภาษาที่คล้ายภาษาจีนตามตัวอักษร มีพยางค์เดี่ยว วรรณยุกต์ และปรากฏชัดทางระบบหน่วยคำ


ออสโตร – เอเชียติก มีตระกูลภาษาหลากหลายอย่างมากถึง 168 ภาษา มีจำนวนผู้พูดทั้งหมดประมาณ 40 ล้านคน ในทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากแต่ไม่พบถิ่นกำเนิดเดิม เนื่องจากการกระจายตัวก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่ หากส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่พูดภาษาในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มภาษามอญ-เขมร(Mon – Khmer) และเวียดนาม[2] กลุ่มภาษามุนดารี(Mundari) ทางอินเดียตอนเหนือ(ได้แก่ กลุ่มคาสี (Khasi) มุนดา(Munda) บาร์นาร์ (Bahnar)) และกลุ่มภาษานิโคบาร์ (Nicobar) อันประกอบด้วยภาษาคาร์ (Car) และนานคาวรี(Nancowry) คนที่พูดภาษาออสโตร-เอเชียติกค่อนข้างจะเป็นกลุ่มคนที่ทำการเพาะปลูกข้าว แต่บางชุมชนในมาเลเซียตอนกลาง เกาะนิโคบาร์(Nicobar Island)ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย และในบางแห่งยังคงมีวิถีชีวิตแบบเก็บหาอาหารอยู่ ลักษณะสำคัญทางภาษาของภาษาตระกูลออสโตร-เอเชียติกคือบางภาษาจะมีวรรณยุกต์เช่น ภาษาเวียดนาม ขณะที่บางภาษาจะมีระบบเสียงควบกล้ำจำนวนมากและซับซ้อน เช่น ภาษามอญ มีเสียงควบกล้ำมากถึง 4 เสียง การเรียงลำดับคำของภาษาอยู่ในรูปของประธาน กริยา และกรรม บางภาษาก็เรียงในรูป ประธาน กรรมและกริยา

ด้วยออสโตร –เอเชียติกเป็นหนึ่งในกลุ่มตระกูลภาษาที่เป็นที่รู้จักน้อยมากในโลก เจอร์ราร์ด ดิฟเฟลอท์ (Gérard Diffloth, 2005) ซึ่งศึกษาด้วยกระบวนการสืบสร้างและสืบค้นภาษาจากการทำงานภาคสนาม เขาสืบสร้างทางภาษาในคำศัพท์โบราณเกี่ยวกับข้าว พืชสัตว์ และการกระจายของภาษา มีข้อเสนอว่ามีการแพร่กระจายของภาษาในยุคต้นที่มีการเพาะปลูกแบบหมุนเวียนพบตามพื้นที่เชิงเขาบริเวณป่าต้นน้ำของที่ราบลุ่มแม่น้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เมื่อสืบสร้างภาษาเชื่อมโยงกับการเพาะปลูกข้าวและชื่อพันธุ์พืชแล้วจึงสร้างแผนภูมิต้นไม้ภาษาของออสโตร-เอเชียติกขึ้นมา จนนำไปสู่ประมาณการอายุของภาษาบรรพบุรุษออสโตร-เอเชียติกอยู่ในช่วง 6,000 – 7,000 ปี(Sagart, 2005: 3)[3] และสันนิษฐานว่าภาษากลุ่มนี้น่าจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางด้านตะวันออกที่ซึ่งมีความหลากหลายสูงสุด(Diffloth, 2005: 77-80) ขณะที่จอร์จ ฟาน ไดรแอม (George van Driem, 2005) เสนอเกี่ยวกับการจัดจำแนกภายในกลุ่มภาษาจีน-ทิเบตจากการสืบสร้างแผนภูมิต้นไม้ภาษาสาขาทิเบต-พม่า และอินโดจีน ประกอบการตีความจากหลักฐานทางโบราณคดี ประกอบข้อมูลทางพันธุศาสตร์ เสนอว่าถิ่นกำเนิดภาษาทิเบต-พม่าอยู่ในเสฉวนแล้วจึงกระจายมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไดรแอมยังเสนออีกว่ากลุ่มตระกูลภาษาจีน-ทิเบตต้องถูกพิจารณาใหม่ โดยเฉพาะการรวมกลุ่มซินิติคและโบดิค(Bodic)เข้าเป็นกลุ่มย่อยเดียวกัน(Driem, 2005: 81-106)

ออสโตรนีเชียน เป็นกลุ่มตระกูลภาษาขนาดใหญ่มากมีภาษามากถึง 1,262 ภาษา ครอบคลุมอาณาบริเวณแปซิฟิกทั้งหมด ยกเว้นบางส่วนของนิวกินีและหมู่เกาะโดยรอบ และออสเตรเลีย รวมถึงมาดากัสกาต์ บางส่วนของเวียดนามใต้ ภาษาออสโตรนีเชียน ได้แก่ มาเลย์ ชวา ตากาล็อก และมาลากัสซี บรรพบุรุษของตระกูลภาษานี้อยู่ในช่วงราวก่อนคริสตศตวรรษประมาณ 5,500ปีในไต้หวัน เป็นกลุ่มที่เพาะปลูกข้าวและข้าวฟ่าง บริเวณซึ่งมีความหลากหลายสูงที่สุด หากสมติฐานเชิงทฤษฎีนี้ถูกโต้แย้งโดยปีเตอร์ เบลล์วูด(Peter Bellwood, 2005: 17-30) ซึ่งกล่าวว่าทฤษฎีการแพร่กระจายของภาษากับการเกษตรนั้นไม่สามารถอธิบายทุกสิ่งได้ทั้งหมด ต้องอาศัยหลักฐานทางโบราณคดี พันธุศาสตร์มาประกอบ เบลล์วูดเสนอต่างออกไปว่าภูมิศาสตร์การกระจายของภาษาเกิดขึ้นบริเวณตอนกลางของจีนแถบเขตปลูกข้าวยุคแรกเริ่มในตอนกลางลุ่มแม่น้ำแยงซีและหวงเหอในยุควัฒนธรรมหินใหม่ (Neolithic cultures) เบลล์วูดเสนอว่ารูปแบบแรกเริ่มของตระกูลหลักทางด้านใต้คือ ออสโตร-เอเชียติก ม้ง-เมี่ยน ออสโตรนีเชียนและไทได้เกิดขึ้นใกล้กัน มีแลกเปลี่ยนทั้งทางเชื้อสายและพื้นที่กัน

นอกจากนั้นเบลล์วูด (Bellwood, 2005: 17-30)ยังเสนอเรื่องการสำรวจตรวจสอบสมมติฐานการกระจายตัวของภาษา และการเกษตรกรรมในบริบทของเอเชียตะวันออกว่า การเริ่มต้นการกระจายตัวของตระกูลภาษาหลักในเขตร้อนและเขตอบอุ่น เช่น อินโด-ยูโรเปียน อัฟโฟร-เอเชียติก ออสโตร-เอเชียติก และออสโตรนีเชียน ปรากฏการตั้งถิ่นฐานด้วยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการเกษตรและความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่ทำการเกษตร ความหนาแน่นของประชากรที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้มีระดับการเคลื่อนไหวที่อาจเห็นไม่ชัดเจน หากเป็นข้อจำกัดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ สมมติฐานซึ่งเชื่อมโยงกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหลายกลุ่มตระกูลภาษา อาจกล่าวได้ว่าการพัฒนาทางภาษาศาสตร์และโบราณคดีไม่ได้ล้มล้างสมมติฐานเชิงทฤษฎี แต่ประยุกต์ไปสู่บริเวณจุดกำเนิดทางการเกษตรของจีน มีการประสานข้อมูลทางโบราณคดี ภาษาศาสตร์ และพันธุศาสตร์เข้าด้วยกัน เบื้องหลังของสมมติฐานเชิงทฤษฎีนี้ประกอบด้วย หนึ่ง-พัฒนาการทางการเกษตรยุคแรกมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อการกระจายของภาษา วัฒนธรรม และหน่วยพันธุกรรม(ยีน) ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่ดำรงชีพด้วยการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ สอง-หลักฐานการแพร่กระจายของตระกูลภาษาอย่างยาวนานในทางประวัติศาสตร์และในทางสังคมวัฒนธรรมจำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนของประชากร การเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นไปในระดับย่อยแต่ก็ไม่ได้โน้มนำให้กำเนิดของภาษาอินโด-ยูโรเปียนข้ามไปจากอนาโตเลียหรือยูเครนไปตะวันตก หรือภาษาออสโตรนีเชียนข้ามจากไต้หวันไปมาดากัสการ์และหมู่เกาะทางตะวันออก สาม-การแพร่ออกไปจากพื้นที่ใจกลางที่ทำการเกษตรมีแนวโน้มที่ของการลดลงของประชากรจากจุดศูนย์กลางจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เบลล์วูดเสนอเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ ประการแรก-ตระกูลภาษาที่ทำการเกษตรเคยกระจายตัวไปมีหลายภาษา แรกเริ่มแพร่กระจายในกลุ่มเก็บหาของป่าล่าสัตว์ ต่อมา-ไม่ได้อนุมานว่า เมื่อการแพร่กระจายทางการเกษตรย้อนกลับไปหารากแท้ๆของตระกูลภาษาทั้งหมดแล้วจะต้องเป็นเกษตรกร เป็นการยากที่จะสืบสร้างแน่นอนว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นจากพื้นฐานภาษาโบราณ และสุดท้าย- ไม่ได้หมายความว่า มีการแพร่กระจายของกลุ่มย่อยหรือตระกูลภาษาที่ทำการเกษตรทั้งหมด บางกลุ่มอยู่กับที่และมีการผลิตที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตระกูลภาษาและกลุ่มย่อยหลัก ๆ อาทิเช่น บันตู, อินโด-ยูโรเปียน, อัฟโฟร-เอเชียติก, ออสโตร-เอเชียติก, จีน-ทิเบต, ออสโตรนีเชียน และยูโท-แอชเทค (Uto-Aztecan) สะท้อนการแพร่กระจายของการเกษตรมากกว่าการล่าสัตว์มาตั้งแต่ยุคหลังยุคหินใหม่แล้ว

หลักฐานของจีนบอกกำเนิดของการเกษตรของจีนใน 2 แหล่ง คือ ในตอนกลางของที่ราบลุ่มแยงซีเกี่ยวกับพันธุ์ข้าว Oryza sativa และตอนกลางหรือตอนล่างของที่ราบลุ่มหวงเหอเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวฟ่างมีหาง Setaria itlalica ในเขตวัฒนธรรมเป่ยลี่กาง (Peiligang) ทางตอนกลางของที่ราบลุ่มหวงเหอและบริเวณใกล้เคียง มีพันธุ์ข้าวฟ่าง 2 ชนิด ส่วนตอนกลางของที่ราบลุ่มแยงซีพบหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งบ่งบอกการเปลี่ยนจากพันธุ์พื้นเมืองไปสู่พันธุ์เพื่อการเพาะปลูก หลักฐานการค้นพบจากถ้ำในหูหนานและเจียงซีมีร่องรอยของพันธุ์ข้าวพื้นเมืองและเครื่องกระเบื้องดินเผาอายุระหว่าง 7,000- 6,500 ปี ส่วนข้าวฟ่างมีหางบริเวณที่ราบหวงเหอเก่าแก่ไปจนถึง 6,500 ปี ในเขตวัฒนธรรมซื่อชาน-เป่ยลี่กาง(Cishan-Peiligang) และอาจจะถึง 6,000 ปีทางตอนใต้ของแมนจูเรีย(Bellwood, 2005: 17-31)

ความซับซ้อนในการจัดกลุ่มตระกูลภาษาเอเชียตะวันออกเป็นประเด็นถกเถียงมานานหลายทศวรรษแล้ว จึงไม่ง่ายนักในทางภาษาศาสตร์ที่จะตัดสินว่าภาษาตระกูลไทจะมีความสัมพันธ์ทางเชื้อสายกับภาษาตระกูลใด ต้นทศวรรษ 1940 พอล เค เบเนดิกท์(Paul K. Benedict, 1942) นักภาษาศาสตร์ที่ศึกษาทางมานุษยวิทยาได้เสนอการจัดจำแนกภาษาด้วยสมมติฐานที่ว่า ความสัมพันธ์ทางเชื้อสายต้องมาจากคำศัพท์พื้นฐาน เขาแสดงความคล้ายคลึงกันระหว่างภาษาไทยและออสโตรนีเชียนในจำนวนนับ คำเรียกสรรพนาม และคำศัพท์พื้นฐานอื่น ๆ ขณะเดียวกันเขาก็แย้งว่า ความคล้ายคลึงกันของคำระหว่างภาษาไทยและภาษาจีนไม่ไปด้วยกันในคำศัพท์พื้นฐาน เขาจึงแยกภาษาไทยออกจากภาษาจีน-ทิเบต ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาไทยและจีนจึงเป็นเรื่องของการติดต่อกัน เมื่อแรกเบเนดิกท์แยกภาษาไทยจากอภิมหาตระกูลภาษาจีน-ทิเบต (Macro-Sino-Tibetan) ไปยังด้านออสโตรนีเชียนของออสตริก(Austric) ต่อมาเขาได้ลบออสโตร-เอเชียติก ออกจากชุดของไทยและออสโตรนีเชียน กลายเป็น ออสโตร-ไทย การจัดจำแนกทางภาษาศาสตร์ของกลุ่มเอเชียตะวันออกทั้งหมดแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มตระกูลจีน-ทิเบต อยู่ในทางตอนเหนือ ประกอบด้วยภาษาจีนและ ทิเบต-พม่า กลุ่มตระกูลออสโตร-เอเชียติกอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ และออสโตร-ไทย อยู่ในตะวันออกเฉียงใต้ ความคิดของ เบเนดิกท์ ที่กล่าวว่า ภาษาจีน-ทิเบต ไม่เกี่ยวกับภาษาอื่นในเอเชียตะวันออก เซอร์เกย์ สตาร์รอสติน (Sergei Starostin, 1991) เห็นด้วยกับคำศัพท์พื้นฐานและสหสัมพันธ์ของเสียง (sound correspondence) ที่พบความสัมพันธ์ในภาษาคอเคซัสเหนือ(north Caucasus) และในเกต(Ket) ของที่ราบลุ่มเยนนิเซ (Yenisei valley)ซึ่งอยู่ในโซเวียตด้านติดกับเอเชีย นั่นคือสมมติฐานจีน-คอเคเซียน (Sino- Caucasian) เบเนดิกท์เสนอว่า กลุ่มบรรพบุรุษมีอายุราว 10,000 ปีอยู่ทางตะวันตกของเอเชียตะวันออกเป็นกลุ่มจีน-ทิเบตและจีน

ข้อถกเถียงมากมายสืบเนื่องมาจากข้อเสนอดังกล่าวของเบเนดิกท์ ทั้งในประเด็นที่เกี่ยวกับออสโตร –ไทย ย่อมเป็นข้อเสนอที่เปิดโอกาสให้เกิดการสืบค้นและแสวงหาแนวทางการสร้างคำอธิบายของนักภาษาศาสตร์สมัยต่อมา

นอกจากเบเนดิกท์แล้ว นักภาษาศาสตร์บางคนคือเอดมุนสัน และซอลนิท(Edmondson and Solnit, 1988) ได้จัดให้ภาษาตระกูลไทรวมเข้ากับภาษาไท -กะไดซึ่งพูดในบริเวณเวียดนาม และเรียกภาษาตระกูลนี้ว่าตระกูลภาษาก้ำ-ไท นอกจากนั้นยังสอดคล้องกับนักภาษาศาสตร์อีกหลายคน ได้แก่ มาสเปโร(Maspero, 1933) เกดนีย์(Gedney, 1976) และหลี่ (Li, 1976) ก็จัดให้ภาษาตระกูลไทมีความสัมพันธ์ทางเชื้อสายกับภาษาจีน เรียกว่า “ตระกูลภาษาจีน-ไท” ด้วยเหตุผลว่า ทั้งภาษาตระกูลไท และภาษาจีน มีลักษณะความสำคัญทางภาษาคล้ายคลึงกัน เช่น เป็นลักษณะภาษาคำโดด มีวรรณยุกต์ ระบบเสียงพยัญชนะและสระไม่สลับซับซ้อน ไม่มีเสียงควบกล้ำที่ซ้ำซ้อน มีการเรียงลำดับคำคล้าย ๆ กัน คือ อยู่ในรูปของประธานตามด้วยกริยา และกรรมคล้าย ๆ กัน

แต่กลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างออกไปได้แก่ ชเลเกล (Schlegel, 1901) เบเนดิกท์ (Benedict, 1942, 1975) เอเกรอด(Egerod, 1976) เสนอว่า ความเหมือนกันทางภาษาเหล่านี้ อาจจะเป็นผลมาจากอิทธิพลของการยืม เนื่องจากภาษาเหล่านี้อยู่ในดินแดนที่ติดต่อไปมาถึงกันได้โดยสะดวกและมีการติดต่อค้าขายกันมาช้านาน อาจจะเป็นได้ว่าคนไทได้ยืมลักษณะทางภาษาบางลักษณะจากภาษาจีน ดังนั้นความสัมพันธ์ทางเชื้อสายของตระกูลภาษาจีน – ไท จึงไม่อาจเป็นไปไม่ได้ โดยเสนอว่า ภาษาตระกูลไทอาจจะมีสัมพันธ์ทางเชื้อสายกับภาษาออสโตรนีเชียน ขณะที่นักวิชาการทางภาษาศาสตร์หลายท่านไม่เห็นด้วย เนื่องจากตระกูลภาษาไทและออสโตรนีเชียนมีความแตกต่างทางพื้นฐานมาก คือ ภาษาตระกูลไทเป็นภาษาคำโดด เป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ ระบบเสียงสระ และพยัญชนะไม่ซับซ้อนและมีเรียงลำดับคำในรูปของ ประธาน ตามด้วยกริยา และกรรม ส่วนภาษาออสโตรนีเชียนมีลักษณะที่ตรงข้ามจากภาษาตระกูลไททั้งหมด โดยที่เป็นภาษาที่ไม่มีวรรณยุกต์ มีระบบเสียงสระและพยัญชนะที่ซับซ้อนในระบบภาษา และมีการเรียงลำดับคำในรูปของกริยา ตามด้วยประธาน และกรรม สลับกันในรูปของประธาน ตามด้วยกริยา และกรรม นอกจากนี้ คำร่วมเชื้อสายที่เป็นหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ของภาษาตระกูลไทกับภาษาตระกูลออสโตรนีเชียน ตามที่เบเนดิกท์ได้เสนอไว้นั้นมีหลักฐานใหม่ว่า คำเหล่านั้น ไม่ใช่คำร่วมเชื้อสายที่แท้จริงแต่เป็นคำยืมที่ได้รับอิทธิพลมาจากการติดต่อของคนที่พูดภาษาทั้งสองตระกูลนี้ (Thurgood, 1993)

ต้นทศวรรษปี 1990 มีข้อโต้แย้งในความสัมพันธ์ทางเชื้อสายระหว่างจีนและออสโตรนีเชียน หรือทฤษฎีตระกูลภาษาจีน-ออสโตรนีเชียน ได้แก่ จีนใกล้ชิดกับออสโตรนีเชียนมากกว่าทิเบต-พม่า (1993) ไม่นานมานี้ (2001) ภาษาจีน-ออสโตรนีเชียน มี 2 สาขา คือ จีน-ออสโตรนีเชียน และออสโตรนีเชียน เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเรียกว่า กลุ่มอภิมหาตระกูลภาษาจีน-ทิเบต-ออสโตรนีเชียน (Macrophylum Sino –Tibetan – Austronesian) ภาษาโบราณอันบ่งชี้ว่าเป็นของกลุ่มที่เพาะปลูกข้าวและข้าวฟ่างในที่ราบลุ่มแม่น้ำหวงเหอราว 8,000 ปี ภาษาตระกูลไท-กะไดจัดเป็นสาขาหนึ่งของตระกูลออสโตรนีเชียน มากกว่าจะเป็นตระกูลภาษาที่แยกต่างหากจากจีน-ทิเบต-ออสโตรนีเชียน จึงรวมตระกูลภาษาจีน-ทิเบต ออสโตรนีเชียน และไท-กะไดรวมเข้าด้วยกันเป็น อภิมหาตระกูลภาษา (macrophylum) เดียวกัน การรวมออสตริกและ ออสโตร-ไทยถูกละทิ้งไปและนำกลับมาใช้ใหม่ในชื่อ อภิมหาออสตริก(greater Austric) สันนิษฐานว่าเกิดรวมเข้าด้วยกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 9-8 ก่อนคริสตกาล(Sagart, Blench and Sanchez-Mazas 2005: 6)

ข้อเสนอในการรวมตระกูลภาษาทั้งห้าของเอเชียตะวันออกมีความชัดเจนมากขึ้นในกลุ่มย่อย แม้จะมีข้อถกเถียงระหว่างกลุ่มแต่ก็เป็นเพียงความแตกต่างในเรื่องของความพยายามจัดกลุ่มหรือตั้งชื่อ

ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับกลุ่มคนตระกูลภาษาไท-กะไดในจีน ซึ่งวีระ โอสถาภิรัตน์ (Weera Ostapirat, 2005) รวบรวมและนำเสนอเกี่ยวกับ ข้า-ไท (Kra-dai)[4] และออสโตรนีเชียนมีความสัมพันธ์กันทางเชื้อสายกัน ใช้การสืบสร้างใหม่ของภาษาข้า/กะไดดั้งเดิม (Proto-Kra=Kadai) สร้างกรณีศึกษาเชื่อมโยงทางเชื้อสายระหว่างไท-กะไดและออสโตรนีเชียน โดยใช้สหสัมพันธ์ทางเสียงจากคลังศัพท์ที่มีรากตระกูลภาษาเดียวกัน(lexical cognates) แสดงว่า กลุ่มไท-กะไดยังคงรักษาความแตกต่างแรกเริ่มในภาษาออสโตรนิเซียนไว้ได้ แบบฉบับของ ภาษาฟอร์มาซาตอนกลางและตะวันตก[5] ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างภาษาออสโตรนีเชียนดั้งเดิม(Proto-Austronesian) ในเสียงพยัญชนะและเสียงวรรณยุกต์บางเสียง สรุปว่าภาษาตระกูลไท-กะไดเป็นกลุ่มภาษาย่อยในตระกูลออสโตรนิเซียน มากกว่าเป็นตระกูลภาษาที่สัมพันธ์กัน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ค่อนข้างจะเหมือนกับว่าอยู่นอกเหนือการจัดหมวดหมู่ (clade) ซึ่งรวมภาษาของชายฝั่งด้านตะวันออกของฟอร์มาซาและ มลาโย-โพลีนีเชียนไว้ด้วยกัน(Ostapirat, 2005: 107-131) การศึกษาสหสัมพันธ์ทางเสียงและการกระจายของคำศัพท์สนับสนุนข้อเสนอที่ว่า กลุ่มตระกูลภาษาข้า-ไท และออสโตรนีเชียน มีคำศัพท์พื้นฐานร่วมกันของออสโตรนีเชียน-ข้า-ไทจำนวนมากในผลการศึกษาเป็นผลมาจากโอกาสหรือจากการหยิบยืมอย่างง่ายๆ ส่วนมากของรากศัพท์ออสโตรนีเชียน-กะไดกระจายอย่างกว้างขวาง ข้ามภาษาข้า-ไทและเสียงอย่างเป็นระบบ ตระกูลภาษาอื่น อาจจะอ้างความสัมพันธ์ทางเชื้อสายกับข้า-ไท เช่น จีน แต่ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้ รากศัพท์เดิม(etyma) เหล่านั้นที่ร่วมกันระหว่างไทยและจีนพบน้อยมากในสาขาข้า-ไท ทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นของคำศัพท์หลัก(Ostapirat, 2005: 125)

หากความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มตระกูลภาษาข้า-ไท และออสโตรนีเชียนเป็นจริง เป็นกลุ่มเชื้อสายเดียวกันและมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่และมันแยกตัวเมื่อไหร่ กลุ่มภาษาข้า-ไทหรือสาขาสัมพันธ์กับภาษาออสโตรนีเชียนดั้งเดิม ภายในตระกูลออสโตร-ไทหรือกลุ่มภาษาลูก (daughter language group) ภายในออสโตรนีเชียนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับมลาโย-โพลีนีเซียนหรือไม่ คำตอบของคำถามเหล่านี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของกลุ่มตระกูลภาษาข้า-ไทดั้งเดิม (Proto Kra-Dai) ซึ่งไม่สามารถบันทึกโดยระบบการสืบสร้างแบบของภาษาออสโตรนีเชียนดั้งเดิมซึ่งเบเนดิกท์ที่เคยพยายามโดยการวางตำแหน่งจำนวนของเสียงควบกล้ำพยางค์แรก, ระหว่างกลุ่มอื่นซึ่งเขาอ้างว่าปรากฏในข้า-ไท แต่ไม่พบในภาษาออสโตรนีเชียนดั้งเดิม ตามระบบสหสัมพันธ์ในปัจจุบันคำควบกล้ำเชิงสมมติฐานปรากฏเป็นจำนวนมากและฟุ้งกระจาย คำควบกล้ำของตระกูลภาษาข้า-ไท สมัยใหม่เป็นผลมาจากการลดลงของพยางค์ของรากศัพท์ที่มีสองพยางค์(disyllabic) เช่น *k-t->khr- ยิ่งกว่านั้นความสัมพันธ์ของทั้งออสโตรนีเชียนและข้า-ไทสัมพันธ์กัน พยางค์ของ PKd และสระแสดงถึงการออกเสียงที่ขาดในภาษาออสโตรนีเชียนดั้งเดิม อย่างไรก็ตามต้นกำเนิดของเสียงวรรณยุกต์ของข้า-ไทยังไม่ได้อธิบายให้รู้เกี่ยวกับระบบของภาษาออสโตรนีเชียนดั้งเดิมมากเท่าใดนัก

ลอว์เรนซ์ รีด (Lawrence Reid, 2005) นักทฤษฎีออสตริกผู้มีชื่อเสียงได้สรุปว่า ข้อจำกัดของการใช้คลังศัพท์ที่ยอมรับได้ เขาทบทวนแนวทางการใช้หลักฐานเกี่ยวกับระบบหน่วยคำและโครงสร้างประโยคย้ำความสมเหตุสมผลของความสัมพันธ์ทางเชื้อสายภาษาออสโตรนีเชียน-ออสโตร-เอเชียติก แต่พัฒนาการที่สำคัญอันหนึ่งในมุมมองของซาการ์ท(Sagart, 2005) เชื่อมโยงภาษาจีน-ทิเบตและออสโตรนีเชียนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างออสโตร-เอเชียติกและออสโตรนีเชียนอาจสิ้นสุดลงนานแล้ว และตระกูลออสตริกไม่เป็นเชื้อสายเดียวหากควรรวมกลุ่มจีน-ทิเบตเข้าไปด้วย ซาการ์ทเคยเสนอความเชื่อมโยงทางเชื้อสายระหว่างภาษาซินิติคและออสโตรนีเชียนตั้งแต่ทศวรรษ 1990 บนหลักการของการใช้คำศัพท์ร่วม ความสัมพันธ์ทางเสียง และระบบคำศัพท์ร่วมกัน เขาเสนอข้อถกเถียงใหม่ต่อทฤษฎีจีน-ทิเบต-ออสโตรนีเชียน ว่าเป็นตระกูลที่มีความสัมพันธ์กัน มีข้อเสนอที่ว่ากลุ่มภาษาจีน-ทิเบต-ออสโตรนีเชียนดั้งเดิม (ProtoSino-Tibetan-Austronesian) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในวัฒนธรรมข้าวฟ่างของจีนตอนเหนือในที่ราบลุ่มตอนกลางของเม่น้ำหวงเหอ มีอายุราว 8,500-7,500 ปี และวัฒนธรรมข้าวฟ่างของไต้หวันก็รวมอยู่ด้วย และถือเป็นช่วงเวลาสำคัญมากในอดีตกาล

ซาการ์ท(Sagart, 2005) เสนอทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของตระกูลภาษาไท-กะไดแทนที่การมีลักษณะร่วมกันกับตระกูลภาษาออสโตรนีเชียนเช่นที่เบเนดิกท์เคยเสนอไว้ แสดงให้เห็นว่า สาขาของภาษาออสโตรนีเชียนดั้งเดิมกลายเป็นการจัดหมวดหมู่ซึ่งรวมหลายตระกูลภาษาของชายฝั่งทางตะวันออกของเกาะฟอร์มาซาและมลาโย-โพลีนีเชียน ข้อเสนอนี้มาจากการศึกษาลักษณะของคลังศัพท์ และระบบคำในคำศัพท์ภาษาไทร่วมกับออสโตรนีเชียน โดยเฉพาะไท-กะไดร่วมกับมลาโย-โพลีนีเซียน ในคำบ่งบอกลักษณะในสรรพนามบุรุษที่ 2

ด้วยความสลับซับซ้อนที่เชื่อมโยงทางภาษาศาสตร์กับโบราณคดี สแตนลีย์ สตารอสตา (Stanley Starosta, 2005) เสนอบทความภายใต้ชื่อ “Proto – East –Asian” สร้างสมมติฐานคาดการณ์การรวมกลุ่มภาษาทั้งห้าของเอเชียตะวันออกเป็นหนึ่งเดียวกัน ทฤษฎีของสตาร์รอสตาเกี่ยวกับภาษาบรรพบุรุษที่พูดกันเมื่อราว 8,500 – 8,000 ปี บนที่ราบจีนตอนเหนือจากการแพร่ขยายของประชากรของกสิกรผู้ปลูกข้าวฟ่างในวัฒนธรรมซื่อชาน-เป่ยลี่กาง(Cishan-Peiligang) เบื้องแรกเป็นการแยกกลุ่มก่อนออสโตรนีเชียน(Pre- Austronesian)ซึ่งตั้งถิ่นฐานบนชายฝั่งด้านตะวันออกของจีนหรือวัฒนธรรมต้าเหวินโข่วและเหอมูตู (Dawenkou and Hemudu Cultures)กลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งไปจนถึงไต้หวันซึ่งมีการเพาะปลูกข้าวในไต้หวัน คนเหล่านี้กลายเป็นออสโตรนีเชียนดั้งเดิม และเริ่มทำให้มีความหลากหลายในออสโตรนีเชียนสาขาต่าง ๆ รวมทั้งไท-กะได สตารอสตา(Starosta, 2005)ยอมรับในทัศนะของซาการ์ทที่เคยเสนอว่า กลุ่ม ไท-กะไดเป็นกลุ่มตระกูลภาษาย่อยของออสโตรนีเชียนมากกว่าจะเป็นกลุ่มที่แยกออกไปต่างหาก ในขณะเดียวกันกลุ่มที่เคยอยู่ที่บริเวณราบจีนตอนเหนือขยายไปถึงตอนใต้จนถึงเขตแยงซี การรวมกลุ่มสาขาใต้หรือสาขาของแยงซี ต่อมาแตกสาขาไปเป็นม้ง-เมี่ยนและออสโตร-เอเชียติก ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ยังคงอยู่บริเวณที่ราบจีนตอนเหนือแล้วค่อยๆพัฒนาไปเป็นตระกูลภาษาทิเบต-พม่า ซึ่งปรากฏลักษณะทางภาษาศาสตร์บางประการของแต่ละปมของข้อเสนอในเค้าโครงของต้นไม้ภาษา(family tree)[6]

ความเหมือนกันระหว่างภาษาของเอเชียตะวันออกทำให้นักวิชาการเชื่อว่าความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมและข้อเสนอ “อภิมหาตระกูลภาษา(macrophyla)” มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน หากมีความหลากหลายสูงและแน่นอนว่าความเหมือนกันบางประการต้องอธิบายด้วยการติดต่อกันในอดีต ประวัติศาสตร์ภายใต้ภาษา 2 ภาษาเป็นเหตุให้บางตระกูลภาษามีความเหมือนกัน ขณะที่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของออสโตรนีเชียนและ ออสโตร-เอเชียติกมีมาอย่างยาวนานแล้ว

ภาพวาดบนกำแพงในหมู่บ้านชาวปู้หนง อำเภอกว่างหนาน
เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วง-แม้ว เหวินซาน มณฑลยูนนาน
สาธารณรัฐประชาชนจีน - ผู้เขียน

หากการแพร่กระจายของภาษาเป็นผลมาจากการทำการเกษตร สมมติฐานเชิงทฤษฎีที่ว่าด้วยการแพร่กระจายของภาษาออสโตรนีเชียนครอบคลุมทั่วโลกเกิดจากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ข้อมูลสนับสนุนแนวคิดนี้ได้แก่ บางกลุ่มตระกูลภาษาซึ่งทำการเกษตรมีกลไกทางการเดินทางติดต่อค้าขายช่วยในการแพร่กระจายตัว เช่น ในตระกูลภาษาออสโตรนีเชียนและไท-กะได ส่วนตระกูลภาษาจีน-ทิเบตและออสโตร-เอเซียติกสะท้อนจากการเพาะปลูกธัญพืช แสดงว่าการสืบสร้างทางภาษาจากชื่อพืชเชิงเดี่ยวสามารถสะท้อนลักษณะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ ส่วนการเกษตรก็มีบทบาทเช่นกัน หลักฐานโบราณคดีและกระบวนการทางภาษาศาสตร์ต่างตรวจสอบซึ่งกันและกัน วัตถุทางพฤกษโบราณคดี (archaeobotanical material)ใหม่ๆ ที่พบแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงการเกษตรในเอเชียตะวันออกอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่ศตวรรษ ข้อเสนออภิมหาตระกูลภาษามีประวัติศาสตร์เก่าแก่อย่างมาก แต่การเปรียบเทียบความผันแปรทางพันธุกรรม(genetic variation) และการจัดจำแนกทางภาษาศาสตร์ย้อนหลังกลับไปไม่ถึงสองทศวรรษ ด้วยคณะต่างๆของ Luca Cavilla-Sforza, Robert Sokal และ Andre’ Langaney ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1987 เป็นต้นมา(Sagart, Blench and Sanchez-Mazas 2005: 31) ขีดความสามารถของการศึกษาทั้งแบบคลาสสิคที่ใช้การศึกษาหมู่เลือด การจับคู่รหัสพันธุกรรม และแบบการตรวจสอบด้วยดีเอ็นเอที่เรียกว่า DNA polymorphisms เพื่อใช้ศึกษาความสัมพันธ์ทางช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์หรือระดับของการผสมผสานของผู้คนในอดีตเป็นประโยชน์อย่างมาก แม้จะเป็นการวิเคราะห์และตีความภายใต้ข้อจำกัดก็ตาม การศึกษาทางพันธุศาสตร์เปิดโอกาสให้สามารถนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับคนของเอเชียตะวันออก แต่ไม่ได้ตัดสินสมมติฐานหรือทฤษฎีการข้ามกลุ่มตระกูลภาษา (transphylic) เฉพาะเจาะจงใดใด หากเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เนื่องจากมีการศึกษาคนพื้นเมืองของไต้หวันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ที่น่าสังเกตอย่างเช่น กรณีของชาวอามิส(Amis)ในงานศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายทางพันธุกรรมของคนพื้นเมืองในไต้หวัน(Lin et.al, 2005: 230-247) จากการเก็บตัวอย่างเลือดของคนมาตรวจสอบหาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม ในเชิงวิวัฒนาการแล้วหน่วยพันธุกรรม(ยีน)และภาษา แม้ว่าจะห่างจากจุดกำเนิดก็ไม่เป็นไปในระดับเดียวกัน การถ่ายทอดของยีนข้ามขอบเขตทางตระกูลภาษาที่ต่างกันเกิดขึ้นได้ทั่วโลก หากสามารถเข้าใจข้อจำกัดแล้วเชื่อได้ว่า การนำทั้งสามสาขาคือโบราณคดี ภาษาศาสตร์ และพันธุศาสตร์เข้าด้วยกันจะทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์สามารถพัฒนาขึ้นอย่างมาก(Sagart, Blench and Sanchez-Mazas 2005: 31)

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากข้อถกเถียงเกี่ยวกับการจัดจำแนกกลุ่มตระกูลภาษาไท-กะได และภาษาในเอเชียตะวันออก ตลอดจนทฤษฎีถิ่นกำเนิดของผู้คนเชื้อสายจากหลายสาขาประกอบกันเข้าด้วยกันแล้ว พบว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษาของกลุ่มคนที่พูดตระกูลภาษาไท-กะได และกลุ่มตระกูลภาษาอื่น ๆนั้นไม่อาจแยกขาดหรือระบุชี้ชัดลงไปได้ ข้อเสนอทางทฤษฎีเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดและการกระจายตัวในของคนในดินแดนเอเชียตะวันออกจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษา ค้นคว้า ทำความเข้าใจ และตรวจสอบ หรืออ้างอิงหลักฐานมาสนับสนุนมากขึ้น อย่างไรก็ตามในการจัดจำแนกความสัมพันธ์ทางภาษาและการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไทนั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างกรอบการรับรู้ความสัมพันธ์ทางภาษาระหว่างกลุ่มย่อยในตระกูลภาษากลุ่มนี้เป็นสำคัญ



บรรณานุกรม


Benedict, Paul K. (1942). Thai, Kadai and Indonesia: a new alignment in southeastern Asia. American Anthropologist, 44(4), 576 – 601.


Benedict, Paul K. (1975). Austro-Thai: language and culture, with a glossary of roots. New Haven, Human Relations Area Files Press, 1942, 1975.


Blust, Robert. (1980). Austronesian Etymologies. Oceanic Linguistics, 19 (1-2):1-181.


Chamberlain, James R. (1975). A New Look at the History and Classification of the Tai Languages. In Harris, Jimmy G. and Chamberlain, James R. (Eds.) (1975). Studies in Tai linguistics: in honor of William Gedney, (pp.49-66). Bangkok: Central institute of English Language.


Edmondson, Jerold A. and David A. Soinit (1988). Comparative Kadai: linguistic studies beyond Tai. Dallas, Texas: Summer Institute of Linguistics.


Egerod, Soren. (1976). Benedict’s Austro-Thai hypothesis. Computational analyses of Asian and African languages, 6: 51-60.


Finegan, Edward and Besnier, Niko. (1989). Language: its structure and use. New York: Harcourt, Brace, Jovanovich Publishers.


Gedney, William J. (1972). A Checklist for determining in Tai dialects. Unpublished.


Gedney, William J. (1976). On the Thai evidence for Austro – Thai. In Monterio J. Hashimoto (ed.) Computational analyses of Asian and African languages, 6: 65-81.


Gedney, William J. (1989). Selected papers on comparative Tai studies. Edited by Bickner, J. Robert., Hartmann, John., Hudak, Thomas John., and Peyasantiwong, Patcharin. (Michigan papers on South and Southeast Asia center for south and Southeast Asian studies, the University of Michigan, Number 29). Ann Arbor: University of Michigan center for South and Southeast Asian Studies.


Kullavanijaya, Pranee and L-Thongkum, T (1998). Linguistic criteria for determining Tai ethnic groups: case studies on Central and Southwestern Tais. Paper presented at International conference on Tai Studies organized by the Institute of Language and Culture for Rural Development, Mahidol University. Bangkok, July 29-31,1998.


Li, Fang Kuei (1976). Sino-Tai. Computational analyses of Asian and African languages, 3: 98-48.


Li, Fang Kuei (1977). A Handbook of comparative Tai. Honolulu: The University of Hawaii Press.


Maspero, Henri (1933). La Language Chinoise. Paris: Conf de l’Inst de Ling de I’Univ. de Paris.


Matisoff, James A. (1993). [Review of the book Selected papers on comparative Tai studies by William J. Gedney]. Lanuage, 69(1), 178-182.


Ostapirat, Weera (2000), Proto-Kra. Linguistics of Tibeto-Burman Area, 23(1).


Ostapirat, Weera (2005). Kra-Dai and Austronesian: Notes on phonological correspondences and vocabulary distribution. In Sagart, Laurent Roger Blench and Alisia Sanchez-Mazas (Eds.), (2005). The People of East Asia: Putting together archaeology, linguistics and genetics (pp. 107-131). London and New York: Routledge Curzon.


Sagart, Laurent Roger Blench and Alisia Sanchez-Mazas (Eds.), (2005). The People of East Asia: Putting together archaeology, linguistics and genetics. London and New York: Routledge Curzon.


Thurgood, Graham (1993). Tai-Kadai and Austronesian: the nature of the historical relationships. Manusrcript.


ปราณี กุลละวณิชย์. (2545). แบบลักษณ์ภาษา. กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


พรรณราย โอสถาภิรัตน์. (2543). พรมแดน-แผนที่ “ไท-ไทย”.(บรรณาธิการแถลง) วารสารธรรมศาสตร์. 26(3): 5-9.


สรัญญา เศวตมาลย์ (2542). การแบ่งกลุ่มภาษาตามแนวภาษาศาสตร์: เชิงโครงสร้างและเชิงประวัติ. กรุงเทพฯ: อักษรพัฒนา.



เชิงอรรถ

[1] ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และนักศึกษาระดับปริญญาเอกโครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ภายใต้ทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. เสมอชัย พูลสุวรรณ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ E-mails: damrongphon@yahoo.com, damrongphon@hotmail.com


[2] นักภาษาศาสตร์บางคนไม่จัดภาษาเวียดนามอยู่ในกลุ่มนี้เนื่องมาจากไม่มีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ทางเชื้อสายร่วมกับภาษาอื่นในตระกูลนี้อย่างชัดเจน แต่ยอมรับว่าภาษาเวียดนามอาจจะมีความสัมพันธ์อย่างห่าง ๆ กับภาษาเขมร ซึ่งอยู่ในตระกูลออสโตร-เอเชียติก (Finegan and Besnier, 1989)


[3]แต่เจอร์ราร์ด ดิฟเฟลอท์เองไม่ได้ระบุช่วงเวลาชัดเจนเช่นนั้นในแผนภูมิต้นไม้ทางภาษาตระกูลออสโตร-เอเชียติก พบตัวเลข เก่าแก่สุดที่ 5,000 ปี (5,000 BC) (Figure 5.1 AA(Austro-Asiatic) with a tentative calibration of time-depths for the various branches of the language family of Diffloth, 2005: 79).


[4] เนื่องจากคำว่า Kra นั้นไม่พบคำภาษาไทยในเอกสารอื่น นอกจากงานเรียบเรียงเรื่อง พรมแดน-แผนที่ “ไท-ไทย” ของพรรณราย โอสถาภิรัตน์(2543) ในบทบรรณาธิการแถลง(สุดแดน วิสุทธิลักษณ์) ของ วารสารธรรมศาสตร์, 26(3): 8-9. จึงใช้ ข้า แทนคำ Kra ซึ่งอาจจะไม่ตรงตามการถ่ายเสียงทางสัทศาสตร์เท่าใดนัก


[5]ภาษาในตระกูลออสโตรนีเชียน แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มฟอร์มาซา(Formasan) และกลุ่มมลาโย-โพลีนีเชียน กลุ่มฟอร์มาซา มีภาษาที่สำคัญคือภาษาอามีส(Amis) ภาษารูไค ภาษาอตายัล ซึ่งในบริเวณหมู่เกาะฟอร์โมซา ทางมหาสมุทรแปซิฟิคตอนเหนือ (Blust, 1980)


[6] ออกัสท์ ชไลเดอร์ (August Schlieker ,1821 – 1868) เป็นผู้เสนอแผนภูมิต้นไม้(tree diagram , family tree) ที่แสดงตระกูลของภาษา ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการศึกษาการจัดกลุ่มภาษา(ปราณี กุลละวณิชย์, 2545: 11)