วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

“ชุมชนอิสระกับอำนาจทุนนิยมตะวันตก : กรณีศึกษาเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ”

                                       ร้อยโทหญิง ณิชาพัฒน์  เพิ่มทองอินทร์

            ปัจจุบันปัญหาของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสความตื่นตัวที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก(Climate Change) จนก่อให้เกิด ภาวะโลกร้อน (Global Warming)[1] ได้กลายเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลก  เป็นหัวข้อที่โลกกำลังหยิบยกขึ้นมาเจรจาต่อรองกันในเวทีระดับนานาชาติ  และได้ร่วมกันหาทางออกที่จะช่วยกันลดภาวะโลกร้อน โดยปัญหาโลกร้อน ถือเป็นผลรวมของการเดินทางผิดของมนุษย์แห่งโลกทุนนิยม กระแสการตื่นตัวที่เกิดขึ้นกับปัญหาดังกล่าว แต่ก็ยังไม่ตื่นรู้กับวิถีทางในการแก้ปัญหา ส่งผลให้เกิดกิจกรรมและข้อเรียกร้องมากมายเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และหนึ่งในแนวทางที่เกิดขึ้นในการที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อนก็คือเรื่องของ การตลาดที่เข้ามามีบทบาท โดยเป็นตลาดจริง มีผู้ซื้อ ผู้ขาย และมีสินค้าตัวใหม่ล่าสุดออกมาให้เป็นที่รู้จักกันในนามของ คาร์บอนเครดิต"[2] อันเป็นระบบจัดการหนึ่งภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal)  ที่กำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยพิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 และหากประเทศที่ลงนามเช่น สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น ไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกประมาณ 5.2% ในปี 2551-2555 จะมีค่าปรับถึงตันละ 2,000-5,000 บาท   และจากสถิติของ World Resources 2005 ระบุว่าสหรัฐปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดปีละ 5.7 พันล้านตัน อันดับ 2 คือจีน 3.4 พันล้านตัน อันดับ 3 คือ รัสเซีย 1.5 พันล้านตัน ญี่ปุ่น 1.2 พันล้านตัน อังกฤษ 558 ล้านตัน ส่วนประไทยอยู่ที่ 172 ล้านตัน  
            ดังนั้น"การซื้อขายคาร์บอนเครดิต" จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่กำหนดออกมาพิเศษ เพื่อช่วยให้ประเทศอันเป็นต้นเหตุที่สำคัญปล่อยก๊าซพิษได้โดยไม่ต้องถูกลงโทษ  ซึ่งภายใต้ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีกลไกสำคัญเรียกว่า โครงการตามกลไกพัฒนาที่สะอาด(Clean Development Mechanism : CDM) เป็นกลไกที่สร้างขึ้นเพื่อตรวจวัดสมดุลของคาร์บอน ในลักษณะของการคำนวณเครดิตหรือปริมาณ CO2 ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำมากระจายการซื้อขายหน่วยของก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาอันจะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามพันธกรณีที่ตกลงไว้ ซึ่งจะพบได้ว่าบรรดาประเทศอุตสาหกรรมและนักลงทุน ตื่นตัวกับโครงการ CDM อยู่มาก นักลงทุน ต่างชาติเดินสายมุ่งหาแหล่งลงทุน โครงการในประเทศกำลังพัฒนา ด้วยแรงจูงใจจากต้นทุนที่ต่ำกว่าและสิทธิพิเศษต่างๆ เช่นเดียวกับโครงการส่งเสริมการลงทุน เพราะถูกจัดเป็นโครงการที่ช่วยด้านสิ่งแวดล้อม และนอกเหนือจากกำไรปกติของโครงการแล้ว ยังได้คาร์บอนเครดิต เพิ่มขึ้นมาอีก นับเป็นสินค้า สีเขียวตัวใหม่ค้าขายได้เหมือนใบหุ้น
           
            ตลาดคาร์บอนเครดิตในต่างประเทศ[3] มีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มแรกเป็นตลาดคาร์บอนฯที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการภายใต้พิธีสารเกียวโต เป็นตลาดคาร์บอนที่มีตัวบทกฎหมายภายในประเทศกำกับดูแล (Regulated Market) เช่น ตลาดคาร์บอนฯในสหภาพยุโรป (EU ETS) ตลาดคาร์บอนฯภายใต้โครงการ CDM (CERs) เป็นต้น ตลาดคาร์บอนเหล่านี้มีการซื้อขาย คาร์บอนเครดิต เนื่องจากมีการกำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่มีพันธกรณี ประเทศที่ต้องลดการปล่อยก๊าซตามพันธกรณีสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตไปเพื่อชดเชยกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศตน สำหรับประเทศไทยก็มีส่วนดำเนินการในเรื่องการค้า CERs ภายใต้โครงการCDM ข้อมูลล่าสุดในเดือนตุลาคม 2551 โครงการ CDM ที่ คณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบและออกหนังสือรับรองโครงการแล้วมี 27 โครงการ และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา บริษัท เอ.ที.ไบโอพาวเวอร์ จำกัด ผู้จัดทำโครงการผลิตไฟฟ้าจากแกลบ เป็นโรงงานไฟฟ้าชีวมวลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เปิดเผยว่า ทางโครงการได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด(CDM EB) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) ให้มีสิทธิ์ค้าคาร์บอนเครดิตได้เป็นแห่งแรกของประเทศ (ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ 7 มิถุนายน 2551)
            กลุ่มสอง เป็นตลาดคาร์บอนฯแบบสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ที่เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ เริ่มขึ้นประมาณปี ค.ศ.1989 และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี ค.ศ.2002 เป็นต้นมา ตลาดคาร์บอนฯประเภทนี้อาจจะมีการซื้อขาย “Carbon Credit” หรือ “Carbon Offset” ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของตลาด (Carbon Offset หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่จะต้องลดลงในแหล่งอื่น เพื่อชดเชยให้เท่ากับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาในกระบวนการผลิตในโรงงานหรือบริษัท หรือกล่าวได้ว่า Carbon offset นี้ จะทำให้เกิด Carbon neutral สำหรับผู้ซื้อ Carbon offset )
ตลาดคาร์บอนฯแบบสมัครใจยังสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรก ตลาดที่มีการกำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (หรือ Cap-and-Trade System) เช่น ตลาดคาร์บอนฯที่จัดการโดย Chicago Climate Exchange (CCX) ซึ่งถือว่าในขณะนี้เป็นตลาดเดียวที่เป็นตลาดสมัครใจแบบควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเภทที่สอง เป็นตลาดที่มีการตกลงซื้อขายแบบทวิภาคีระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย โดยอาจซื้อขายกันโดยตรงหรือผ่านระบบนายหน้าก็ได้

ที่ผ่านมาประเทศไทย พยายามที่จะขับเคลื่อนโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด(CDM)  ซึ่งดำเนินการภายใต้เงื่อนไขของพิธีสารเกียวโต เป็นตลาดคาร์บอนที่มีตัวบทกฎหมายกำกับดูแล แต่ที่น่าต้องเป็นกังวลคือ ประตูที่เปิดกว้างมากขึ้นของตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ(Voluntary Carbon Market)  กำลังดึงตลาดคาร์บอนเข้าสู่ชุมชนในชนบทโดยเฉพาะในส่วนของโครงการปลูกป่าเพื่อขายคาร์บอนในตลาดแบบสมัครใจที่จัดการโดย Chicago Climate Exchange (CCX) ในสหรัฐอเมริกาผ่านทางมหาวิทยาลัยมิชิแกน โดยเข้าไปทำการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชนในหลายประเทศ อาทิเช่น ประเทศจีน และอินเดีย เป็นต้น และสำหรับประเทศไทยประตูที่เปิดกว้างของตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ได้เข้ามาสู่ชุมชนในชนบทของประเทศไทยแล้วเช่นกัน  โดยตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2551[4] มีรายงานว่าเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง จ.สกลนคร ได้เข้าร่วมโครงการปลูกป่าเพื่อขายคาร์บอนในตลาดแบบสมัครใจ โดยมีพื้นที่ดำเนินการรวม 625 ไร่ (ตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ 100 เฮกเตอร์) เป็นไม้สัก มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 4 พันครอบครัว ในสอง 2 ราย เป็นสวนสักที่ปลูกมาแล้วประมาณ 15 ปี ตามโครงการส่งเสริมการปลูกสวนป่าของรัฐบาล ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการขายคาร์บอนจะต้องเก็บสวนสักนี้ไว้อีก 30 ปี ในปลายปี 2551 จะเริ่มขายคาร์บอนเครดิตให้ตลาด CCX ในสหรัฐอเมริกาผ่านทางมหาวิทยาลัยมิชิแกน

            จากที่ได้มีการรายงานถึงเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง จ.สกลนคร ในการเข้าร่วมโครงการปลูกป่าเพื่อขายคาร์บอนในตลาดภาคสมัครใจ ทำให้ผู้เขียนมีความสนใจถึงในประเด็นดังกล่าว ซึ่งเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก โดยมีการเรียนรู้ของชุมชนด้วยตนเอง[5] พัฒนาศักยภาพของชุมชนไปพร้อมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นฐานของจุดยืนในการพัฒนาและเรียนรู้ด้วยการพึ่งพาตนเองเพื่อฟื้นฟูชีวิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในขณะที่เมื่อมองไปยังชุมชนอื่นๆ จะเห็นว่าส่วนใหญ่จะรอการเข้าไปพัฒนาจากภาครัฐ รัฐจะเป็นผู้ริเริ่มโครงการเพื่อพัฒนาในด้านต่างๆ แต่ในทางตรงกันข้ามกับอินแปงที่ชุมชนของพวกเขามีกระบวนการทางความคิดในการพัฒนาด้วยตนเอง คิดเอง ทำเอง โดยไม่ต้องง้อหรือรอการพัฒนาจากรัฐหรือใครก็ตาม ด้วยความเข้มแข็งของอินแปงจึงทำให้ชุมชนแห่งนี้ข้ามผ่านปรากฏการณ์ ข้ามรัฐ-ลอดรัฐมาเป็นเวลานาน และอินแปงยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอิสระหรือ เสรีชน มาโดยตลอด

            ในมุมมองของปรัชญาการเมือง ความเป็น อิสรเสรีชนของอินแปง เป็นการแสดงออกในการใช้ อำนาจของพลเมืองแต่ละคนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์อธิปัตย์ ที่มีฐานอยู่บนหลักการเรื่องอิสรภาพของปัจเจกบุคคล แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในการเข้ามาของตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจถือเป็นการหยิบยื่นผลประโยชน์ในรูปตัวเงินผ่านการตีค่าจากปริมาณคาร์บอนเพื่อใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนของ อำนาจทุนนิยม จากโลกตะวันตก ที่ต้องถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ ที่ชุมชนเสรีอย่างอินแปงไม่เคยประสบมาก่อน จึงเกิดคำถามหลักของผู้เขียนขึ้นมาว่า อินแปงจะมีหลักการในการตัดสินใจร่วมกันอย่างไรถึงเรื่องดังกล่าว จะสามารถข้ามผ่านปรากฏการณ์ ข้ามรัฐ-ลอดรัฐ ที่ผูกติดมากับผลประโยชน์ในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้อย่างไร  จะตั้งมั่นอยู่บนจุดยืนของการพึ่งพาตนเอง คิดเอง ทำเอง หรือไม่ หรือจะต้องใช้กลไกของ อำนาจรัฐเข้าไปประสานให้ความร่วมมือกับเรื่องดังกล่าว  หรือว่ารัฐควรที่จะต้องมีนโยบาย มีบทบาท หรือสร้างกติกา เพื่อให้ชุมชนรู้เท่าทัน ได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม รวมทั้งทำให้การแก้ไขปัญหาโลกร้อนเกิดผลขึ้นจริง

 ความสนใจของผู้เขียนในประเด็นของคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ในการเคลื่อนตัวเข้าสู่ชุมชนอิสระที่มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพในการพัฒนาชุมชนด้วยการพึ่งพาตนเองมาตลอดระยะเวลา 23 ปี ของเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง จนเกิดคำถามขึ้นอย่างมากมายกับผู้เขียนนั้น เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้ผู้เขียนมีความสนใจในประเด็นดังกล่าวก็คือ เรื่องของคาร์บอนเครดิตเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับชุมชน ถึงแม้ว่ากระแสของโลกจะมีความตื่นตัวกับภาวะโลกร้อนอย่างกว้างขวางก็ตาม โดยถ้าหากจะถามว่าจะมีประชากรสักกี่ล้านคนทั่วทั้งโลกจะรับรู้ถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ด้วยการใช้กลไกทางการตลาดผ่านทางการซื้อขายคาร์บอนเครดิตนั้น  ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่าผู้ที่รับรู้ถึงแนวทางการแก้ปัญหาด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ก็คือ กลุ่มบุคคลที่อยู่ในวงวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชนในส่วนของนักธุรกิจที่พยายามหาทางลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับธุรกิจของตนเอง อีกส่วนก็คือ นักธุรกิจที่จะเข้ามาแสวงหากำไรในการทำธุรกิจกับการซื้อขายคาร์บอนผ่านโครงการ CDM ในรูปแบบต่างๆ  และด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปทำการศึกษาถึงแนวทางและการรับรู้ของประชาชนเครือข่ายปาชุมชนอินแปงในการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ โดยผู้เขียนได้ลงพื้นที่ในการศึกษาถึง 2 ครั้ง ในเดือนพฤษภาคม และเดือนตุลาคม 2552 อีกทั้งยังได้ใช้การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์กับผู้นำกลุ่มเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงมาโดยตลอด และจากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปทำการศึกษาในพื้นที่ของเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง มีโอกาสได้สัมภาษณ์เชิงลึก(In-depth interview) ประกอบกับการสนทนากลุ่มย่อย(Focus Group Discussion)  กับผู้นำกลุ่มอินแปงจำนวนทั้งสิ้น 6 ท่าน  อีกทั้งยังได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop)  เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อเรื่องคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ กับประชาชนในเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง จำนวนทั้งสิ้น 50 คน จาก 5 จังหวัดสมาชิกเครือข่ายอินแปง อันประกอบไปด้วยจังหวัดสกลนคร อุดรธานี กาฬสินธุ์ นครพนม และมุกดาหาร ทำให้ผู้เขียนได้พบข้อมูลในหลากหลายประเด็น ซึ่งจะขอนำเสนอถึงข้อมูลต่างๆ โดยสังเขปไว้ในบทความฉบับนี้
           
            จากการเข้าไปในพื้นที่เครือข่ายป่าชุมชนอินแปงของผู้เขียนเป็นการเข้าไปดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาความรู้ของประชาชนในการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ โดยได้มีการตั้งข้อสมมติฐานในการวิจัยว่า ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประชาชนเครือข่ายอินแปงไม่น่าจะเพียงพอต่อการตัดสินใจนำป่าชุมชนอินแปง เข้าสู่กระบวนการของตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจได้ในเวลานี้ และการเข้าไปเสริมสร้างความรู้ให้กับประชาชนเครือข่ายอินแปงโดยผู้วิจัย น่าจะเป็นหนึ่งในแนวทางการตัดสินใจของประชาชนว่าจะขายหรือไม่ขายคาร์บอนเครดิตให้กับโครงการ CCX จากสหรัฐอเมริกา
วัตถุประสงค์ในการลงพื้นที่ครั้งแรกของผู้เขียนเป็นไปเพื่อศึกษาถึงรใจประชาชนความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้กับประชาชนเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง อ.กุดบาก จ.สกลนคร ที่มีต่อตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ โดยผลจากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ประชาชนยังขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ บางคนยังไม่รู้แม้แต่ความหมายว่าสิ่งนี้คืออะไร ไม่รู้ถึงกระบวนขั้นตอนในการซื้อขาย โดยผู้เขียนขอยกตัวอย่างบทสัมภาษณ์เชิงลึกในบางส่วนที่ทำการสัมภาษณ์แกนนำเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง ไว้ดังนี้

ก็จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันคืออะไรกันแน่ รู้เพียงแต่ว่ามันอยู่ในต้นไม้  ต้นไม้ดูดเอาคาร์บอนไว้ มันเป็นก๊าซพิษ แต่ว่าถ้าเราปลูกต้นไม้ไว้เยอะๆ มันก็จะดูดไอ้คาร์บอนนี้ไว้ แล้วเราก็ช่วยโลกร้อนด้วยนะ เพราะคาร์บอนมันทำให้โลกร้อน ต้นไม้ก็จะคายออกซิเจนทำให้โลกเย็นลง ก็ดีเหมือนกันที่เราจะช่วยโลกได้

ส่วนเรื่องที่เขาจะมาซื้อคาร์บอนจากเรา เราก็สงสัยเหมือนกันว่า เอ้! เขาจะ มาซื้อเราอย่างไร เขาก็บอกเราว่า เราไม่ต้องทำอะไร เพียงเรามีต้นไม้ในพื้นที่ของเราเยอะๆ เราก็ขายคาร์บอนให้กับเขาไป เขาก็จะมาวัด มาคำนวณให้ว่า ในต้นไม้แต่ละแปลงของเรามีคาร์บอนอยู่เท่าไร เราก็จะได้เงินจากการขาย โดยไม่ต้องมีผลกระทบอะไรเลย อยู่ดีๆ ก็ได้สตางค์ เราก็ว่าดีเหมือนกันนะเป็นผลพลอยได้

แต่นี่ก็กังวลเหมือนกันนะว่า ทางอเมริกาเค้ามีอุปกรณ์ที่ทันสมัย ไม่รู้ เหมือนกันว่าเขายิงดาวเทียมมา เวลากลางคืนเราหลับอยู่ เขาอาจจะมาดูดเอาคาร์บอนจากต้นไม้ในสวนเราไปหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ ตอนเช้าเราตื่นมา ต้นไม้เราคงตายหมดนะ เพราะไม่มีคาร์บอนเหลืออยู่ แต่อาจจะคงไม่ทำอย่างนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาก็มาสอนนะหนู มาสอนให้วัดต้นไม้ แต่ไอ้ที่คำนวณคาร์บอนเราก็ไม่รู้เรื่องหรอก ก็เนี่ยะพอจะรู้คร่าวๆ แบบนี้แหละ

ส่วนเรื่องการขายคาร์บอนภาคสมัครใจ เขาก็บอกให้ฟังว่า แบบนี้จะดีง่ายในการซื้อขาย เขาจะมาซื้อกับเราโดยตรง เพราะในระดับประเทศเขาต้องซื้อกันภายใต้เงื่อนไขกฎหมายหลายขั้นตอนมากมาย ก็ฟังๆ เขานั่นแหละ แต่ถ้าถามว่ารู้เรื่องไหม ก็ไม่รู้เท่าไรหรอก รู้ว่าเออขายๆ ก็ขาย ก็ดีเหมือนกัน คงไม่ได้มีผลกระทบอะไร

            บทสัมภาษณ์ในข้างต้น ทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกกังวลเป็นอย่างมากว่าสิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ข้ามรัฐ-ลอดรัฐ ที่ผูกติดมากับผลประโยชน์ในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ที่ชุมชนอิสระที่ได้ชื่อว่ามีความเข้มแข็งอย่างอินแปงจะต้องใช้การพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ โดยการที่ชุมชนจะยังคงตั้งมั่นอยู่บนจุดยืนของการพึ่งพาตนเอง คิดเอง ทำเอง สำหรับในกรณีนี้คงจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนอย่างแน่นอน

 สำหรับการเข้าไปในพื้นที่ของผู้เขียนในครั้งที่สอง(ระยะห่างจากครั้งแรก 5 เดือน) มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลการปฏิบัติการการให้ความรู้แก่ประชาชนเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงในเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ซึ่งได้ดำเนินการในรูปแบบของการจัดประชุมเชิงปฏิบัตการ โดยจากการติดตามผลการให้ความรู้แก่ประชาชน พบว่าเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงเป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง สมกับคำกล่าวที่ว่า เครือข่ายอินแปงแห่งนี้เป็น มหาวิทยาลัยชีวิต ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจเพิ่มมากขึ้น มากกว่าในครั้งแรกที่ผู้เขียนได้เข้ามาในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งถึงแม้ว่าเรื่องของคาร์บอนเครดิตจะเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับชุมชนอินแปง แต่ชุมชนก็พร้อมที่จะเปิดรับให้กับความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจอย่างเต็มที่ โดยระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการผู้เขียนได้พบว่า สมาชิกในเครือข่ายอินแปงทั้ง 5 จังหวัดพร้อมที่จะเรียนรู้อย่างจริงจัง มีการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา อีกทั้งยังมีประเด็นในการซักถามข้อสงสัยในเรื่องของการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจกับผู้เขียนอย่างต่อเนื่อง ถือได้ว่าเป็นชุมชนที่คงไว้ซึ่งวิถีในการพัฒนาบนพื้นฐานการพึ่งพาตนเองควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  แต่ก็ไม่ได้ที่จะละทิ้งในการเปิดโอกาสให้กับเรื่องใหม่ๆ ที่อาจจะยากสำหรับการเรียนรู้ของพวกเขา แต่ก็ไม่ได้ยากสำหรับความพยายาม และความตั้งใจที่จะพัฒนาชุมชนของพวกเขาบนวิถีแห่งภูมิปัญญาชาวบ้านควบคู่ไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยสมาชิกในเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงได้กล่าวไว้ว่า

             การที่ได้เปิดโอกาสให้กับตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ก็เพราะ เห็นว่าบางทีโครงการดังกล่าวอาจจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของพวกเขา ก็ควรที่จะต้องลองผิดลองถูกไปก่อน แต่ถ้าเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ก็คงจะต้องยกเลิกที่จะดำเนินการต่อไป

           ทุกวันนี้ที่ศูนย์อินแปงประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นชุมชนที่สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุลนั้น ก็เพราะเกิดจากแนวคิดที่ว่า "การพัฒนาแบบเอาปัญญามาก่อนเงิน" โดยคนในชุมชนจะร่วมกันคิดแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของทุนและทรัพยากรในชุมชนที่มีอยู่ อาทิ วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ดิน น้ำ ป่า ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น จากนั้นจึงร่วมกันกำหนดเป็นแผนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นการผลิตให้พออยู่พอกิน ถ้าเหลือจึงขายหรือแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูพื้นที่ป่าชุมชนจำนวน 132 ป่าพื้นที่รวมทั้งสิ้น 150,000 ไร่ ดังนั้นแล้ว สำหรับเรื่องคาร์บอนเครดิต ถ้าดีและเป็นประโยชน์เป็นผลพลอยได้ให้กับชุมชน เราก็จะเอานะคิดว่าไม่ได้เสียหายอะไร แต่ถ้าต้องมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอินแปง เชื่อว่าทุกคนในอินแปงเราไม่เอาแน่นอน เราอยู่กันได้ อยู่กับธรรมชาติกันมาตั้งนานแล้ว 

             
            ความต้องการของเครือข่ายอินแปงในกรณีดังกล่าวนี้ คือ เครือข่ายป่าชุมชนอินแปงมีความต้องการที่จะขายคาร์บอนเครดิตในภาคสมัครใจ แต่มีเงื่อนไขอยู่ที่ว่าจะต้องได้รับความเป็นธรรมในเรื่องของราคา และมีความคาดหวังที่อยากให้หน่วยงานของรัฐบาลเข้ามาช่วยต่อรองในเรื่องของผลประโยชน์ต่อรายได้ที่ประชาชนจะได้รับในการขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจอย่างชอบธรรม จึงเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ทางเครือข่ายอินแปงยังไม่ได้มีการลงนามที่จะซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจกับทางโครงการ CCX โดยในปัจจุบันได้มีหน่วยงานที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง ได้แก่  สภาวิจัยแห่งชาติ(วช.) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยทั้ง 2 หน่วยงาน ได้ทำงานร่วมกับโครงการ CCX ผ่านทางมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งผลของการต่อรองในเรื่องของราคาก็ยังไม่มีความชัดเจนเกิดขึ้น ทางเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงจึงต้องการที่จะให้ภาคส่วนของรัฐบาลในส่วนอื่นๆ เข้ามาให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ตัวแทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น  
           
            ดังนั้นแล้ว จากคำกล่าวที่ว่า เครือข่ายป่าชุมชนอินแปง เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง มีการพัฒนาศักยภาพของชุมชนไปพร้อมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นฐานของจุดยืนในการพัฒนาและเรียนรู้ด้วยการพึ่งพาตนเอง มีกระบวนการทางความคิดในการพัฒนาด้วยตนเอง คิดเอง ทำเอง โดยไม่ต้องง้อหรือรอการพัฒนาจากรัฐซึ่งจากการที่ผู้เขียนได้มีประสบการณ์เข้าไปสัมผัสกับประชาชนในเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง คงจะต้องบอกว่าคำกล่าวข้างต้นนั้นเป็นความจริง แต่ก็คงจะไม่เสมอไปในทุกๆ เรื่อง เหตุเพราะประเด็นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เป็นเรื่องที่ใหม่มากจนเกินไปกว่าที่เครือข่ายป่าชุมชนอินแปงจะสามารถพัฒนาเครือข่ายของตนโดยการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง โดยผลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงจะสามารถที่จะพัฒนาชุมชนได้ด้วยจุดยืนของการพึ่งพาตนเอง ไม่ง้อ หรือรอการพัฒนาจากรัฐมาโดยตลอดระยะเวลาหลายสิบปี แต่สำหรับในประเด็นของคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจนั้น การที่ทางเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงได้เปิดโอกาสให้กับทางโครงการ CCX  เข้ามาดำเนินการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ นับได้ว่าทางเครือข่ายอินแปงได้เปิดประตูการรับรู้ของชุมชนที่เป็นไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ปิดกั้นชุมชนกับสิ่งใหม่ๆ โดยการเปิดรับของเครือข่ายอินแปงในกรณีดังกล่าวนี้ เริ่มจากการที่ทางเครือข่าย ได้พยายามที่จะพัฒนาและเรียนรู้ด้วยการพึ่งพาตนเอง มีกระบวนการทางความคิดในการพัฒนาด้วยตนเอง คิดเอง ทำเอง ภายในเครือข่ายของตนเองโดยอาศัยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นแกนหลัก ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจที่จะลงนามซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจกับทางโครงการ CCX จากสหรัฐอเมริกา
            นอกจากเหตุผลในเรื่องของกลไกราคาในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ที่ทางเครือข่ายอินแปงกังวลว่าผลประโยชน์ต่อรายได้ที่ประชาชนจะได้รับจะเกิดความชอบธรรม หรือไม่เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ทางเครือข่ายอินแปงยังไม่ได้มีการลงนามที่จะซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจกับทางโครงการ CCX  ก็คือ มีการเข้ามาติดต่อจากทางบริษัทการบินไทยจำกัด มหาชน ผ่านทางมูลนิธิสถาบันพัฒนาทรัพยากรชุมชน[6] ถึงความต้องการที่จะซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ด้วยเหตุผลอันเนื่องมาจากการที่เครือประเทศของสหภาพยุโรป ได้มีการกำหนดให้ทุกสายการบินที่จะต้องบินผ่านน่านฟ้าของยุโรปจะต้องซื้อคาร์บอนเครดิตไปชดใช้หักถอนให้กับการที่จะต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านจากเครื่องบิน เพราะถือว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกจะอยู่ในชั้นบรรยากาศของยุโรป ดังนั้นแล้วเหตุใดยุโรปจะต้องเป็นผู้ชดใช้โดยการยอมซื้อคาร์บอนเครดิตเสียเอง โดยที่ถูกต้องคือ ทุกสายการบินที่จะต้องบินผ่านน่านฟ้าของยุโรปจะต้องซื้อคาร์บอนเครดิตไปชดใช้ จึงเป็นสาเหตุของการที่เครือข่ายอินแปงยังไม่ได้มีข้อตกลงหรือลงนามซื้อขายคาร์บอนเครดิตของเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงกับโครงการ  CCX สหรัฐอเมริกา เนื่องจากอาจจะตัดสินใจระงับการดำเนินงานโครงการกับ CCX แล้วหันมาขายคาร์บอนเครดิตให้กับบริษัทการบินไทยจำกัด มหาชน เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือธุรกิจของคนไทยด้วยกัน

            จากข้างต้นผู้เขียนได้นำเสนอถึงประสบการณ์ในการลงพื้นที่เพื่อศึกษาและพัฒนาความรู้ของประชาชนเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ โดยทั้งนี้ผู้เขียนได้ตั้งข้อสมมติฐานการวิจัยในการลงไปทำการศึกษา ดังนั้นแล้ว เพื่อให้เกิดความครบถ้วนของข้อมูลในการนำเสนอบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอตอบสมมติฐานการวิจัยที่ว่า ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประชาชนเครือข่ายอินแปงไม่น่าจะเพียงพอต่อการตัดสินใจนำป่าชุมชนอินแปง เข้าสู่กระบวนการของตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจได้ในเวลานี้ ซึ่งจาก ผลการวิจัยเป็นไปตามสมติฐาน กล่าวคือ ประชาชนเครือข่ายอินแปงจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานที่เข้าไปให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าจากผลการวิจัยจะพบว่า ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับเรื่องดังกล่าวอีก ในทางตรงกันข้าม คือ หน่วยงานภาครัฐควรที่จะต้องให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของการเจรจาต่อรองราคา ที่ประชาชนเครือข่ายอินแปงยังไม่มีความเข้า และต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อที่จะได้ราคาในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจอย่างเป็นธรรม
            สำหรับสมมติฐานการวิจัยในข้อต่อไป คือ การเข้าไปเสริมสร้างความรู้ให้กับประชาชนเครือข่ายอินแปงโดยผู้วิจัย น่าจะเป็นหนึ่งในแนวทางการตัดสินใจของประชาชนว่าจะขายหรือไม่ขายคาร์บอนเครดิตให้กับโครงการ CCX จากสหรัฐอเมริกา จากผลการวิจัยพบว่าเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ได้กำหนดไว้ คือ การเข้าไปเสริมสร้างความรู้ให้กับประชาชนเครือข่ายอินแปงโดยผู้วิจัย มีผลต่อแนวทางการตัดสินใจของประชาชน กล่าวคือ ประชาชนเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงยังไม่มีการลงนามขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจให้กับโครงการ CCX โดยอาจจะเป็นเพราะว่าได้มีการให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของราคาที่จะต้องได้รับความเป็นธรรม ตลอดจนการเน้นย้ำจากผู้วิจัยว่า ณ วันหนึ่งเราอาจจะต้องขายคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศของเราเอง ซึ่งนั่นก็คือความเป็นจริง ที่ในปัจจุบันได้มีการเข้ามาติดต่อซื้อคาร์บอนเครดิตของบริษัทการบินไทยจำกัด มหาชน

บทสรุป

การตัดสินใจเข้าสู่ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงนั้น เป็นการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพในการเลือกของชุมชน เป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้รับกับสิ่งใหม่ๆ ได้ลองผิดลองถูกในการเรียนรู้ ที่อาจจะนำมาซึ่งการพัฒนาชุมชนให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แต่ที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า อำนาจทุนนิยมที่ได้นำพาสินค้าในการลดภาวะโลกร้อนภายใต้ชื่อ คาร์บอบเครดิต เข้ามาสู่อินแปง น่าจะเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับชุมชน ในการที่จะรับมือกับการเจรจาต่อรองซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงจะมีการพัฒนาบนจุดยืนในการเรียนรู้ด้วยการพึ่งพาตนเอง มีกระบวนการทางความคิดในการพัฒนาด้วยตนเอง คิดเอง ทำเอง โดยไม่ต้องรอการพัฒนาจากรัฐ แต่สำหรับเรื่องของคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ผู้เขียนมีความเห็นว่าการที่ อำนาจของประชาชน จะตัดสินใจโดยลำพังคงไม่เพียงพอ หากแต่จะต้องพึ่งพาพลังอำนาจจากภายนอกซึ่งนั้นก็คือ อำนาจรัฐ

 ในปัจจุบันทางเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงยังไม่ได้ลงนามที่จะซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจให้กับหน่วยงานหรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น แต่ก็มีความต้องการที่จะขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เพราะเห็นว่าชุมชนจะได้รับผลประโยชน์ แต่มีเงื่อนไขอยู่ที่ว่าจะต้องได้รับความเป็นธรรมในเรื่องของราคา และในความต้องการอีกหนึ่งเรื่อง คือ อยากให้คิดคำนวณคาร์บอนเครดิตในป่าสวนผสมด้วย ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนขอขยายความถึงความเป็นธรรมในเรื่องของราคา ในประเด็นที่มีความต้องการขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ โดยขอยกกรณีตัวอย่างในประเทศอินเดีย[7] ที่มีการสนับสนุนให้โครงการ CCX เข้ามาดำเนินการในเรื่องของการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจกับป่าไม้ในพื้นที่ของเกษตรกร เพราะมองว่าจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยเฉพาะในเรื่องของรายได้และจะสามารถช่วยลดปัญหาความยากจนในพื้นที่เขตชนบทได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วก็เกิดปัญหาในเรื่องของระบบบัญชีเพื่อที่จะใช้ในการบันทึกและจัดกับ carbon sequestration  ที่จะนำมาคิดเป็นตัวเงินในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตก็ยังไม่มีความสมบูรณ์ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการสูญเสียประโยชน์ของเกษตรกรต่อราคาซื้อขาย เพราะฉะนั้นแล้ว ถึงทางประเทศอินเดียจะสนับสนุนให้โครงการ CCX เข้ามาสู่ชุมชนชนบท เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรก็จริง แต่ก็ยังอยากให้มีการพัฒนาระบบบัญชี carbon sequestration ให้มีความสมบูรณ์ขึ้นมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบในรายได้ที่ไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกร  ในกรณีตัวอย่างของประเทศอินเดีย ที่ให้การสนับสนุนการเข้ามาของตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ภาคเกษตรกรได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ อย่างมากมาย ในการเข้ามาช่วยเฝ้าระวังให้เกิดความเป็นธรรมในการซื้อขาย แต่ก็ยังปรากฏปัญหาเรื่องของระบบบัญชีที่จะนำมาคิดเป็นตัวเงินในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

 จากตัวอย่างของประเทศอินเดีย แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนของภาครัฐบาล ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาให้การช่วยเหลือและเฝ้าระวังในเรื่องของราคาการซื้อขาย แต่ก็ยังปรากฏให้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวอยู่ ในทางเดียวกันกับเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง ซึ่งมีฐานะเป็นเพียง ชุมชนภายในรัฐไทย ถึงแม้ว่าชุมชนอินแปงจะมีมุมมองว่าด้วยความเป็นอิสระของชุมชน และของปัจเจกชน มีการพัฒนาด้วยการพึ่งพาตนเองมาโดยตลอดก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าประชาชนทุกคนยังต้องอยู่ภายใต้นโยบายของรัฐ ที่บริหารนโยบายโดยรัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ โดยในประเด็นของคาร์บอนเครดิตนั้น ตามที่ผู้เขียนได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่า อำนาจของประชาชน จะตัดสินใจโดยลำพังคงไม่เพียงพอ หากแต่จะต้องพึ่งพาพลังอำนาจจากภายนอกซึ่งนั้นก็คือ อำนาจรัฐ โดยรัฐควรที่จะต้องมีนโยบาย มีบทบาท หรือสร้างกติกา ในกรณีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจที่ถูกต้องเหมาะสม มีความเป็นธรรมในด้านราคาซื้อขาย ซึ่งจะต้องเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างแท้จริงโดยไม่มีวาระซ่อนเร้น ของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เข้ามาแทรกแซง(มีการกินหัวคิวกันเป็นทอดๆ) หรือแม้แต่การที่รัฐ จะต้องไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่ในการกำหนดมาตรการ หรือนโยบาย เพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องเสียเอง  

            ภาพของความเป็น อิสรเสรีชนของเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง เป็นการแสดงออกในการใช้ อำนาจของพลเมืองที่มีฐานอยู่บนหลักการเรื่องอิสรภาพของปัจเจกบุคคล มีศักยภาพ มีความเข้มแข็งในการพัฒนาชุมชนด้วยการพึ่งพาตนเองด้วยหลักการของความพอเพียง แต่การเข้ามาของตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจจากโลกตะวันตกภายใต้ อำนาจทุนนิยม ได้หยิบยื่นผลประโยชน์ในรูปตัวเงิน ผ่านการปลูกป่า ดูแลป่า แล้วแปรค่าคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิต ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ ที่ชุมชนเสรีอย่างอินแปงไม่เคยประสบมาก่อน โดยการที่เครือข่ายป่าชุมชนอินแปงจะรับมือกับอำนาจทุนนิยม จนสามารถข้ามผ่านปรากฏการณ์ ข้ามรัฐ-ลอดรัฐ ที่ผูกติดมากับผลประโยชน์ในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตใจไปได้นั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่าจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเริ่มต้นจากตัวของเครือข่ายป่าชุมชนอินแปงที่จะต้องตั้งมั่นอยู่บนจุดยืนของการ พัฒนาและเรียนรู้ด้วยการพึ่งพาตนเองเพื่อฟื้นฟูชีวิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพึ่งพาตนเอง คิดเอง ทำเอง ในการพิจารณาถึงเหตุและผลต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบ ในการดำเนินการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ แต่ทั้งนี้แล้วการก้าวเดินเพียงลำพังของเครือข่ายป่าชุมชนอินแปง คงจะไม่เพียงพอสำหรับการพิจารณา หรือตัดสินใจที่จะดำเนินการในเรื่องดังกล่าว หากแต่จะต้องอาศัยพลังอำนาจจากภายนอกชุมชนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ซึ่งนั้นก็คือ ภาครัฐ  ซึ่งในขณะนี้ชุมชนอินแปงมีความต้องการที่จะได้รับความช่วยเหลือในเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจจากภาครัฐเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้คงจะต้องมีคำถามให้กับภาครัฐบาล ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคประชาชนว่า รัฐจะมีแนวทางอย่างไรที่จะกำหนดนโยบาย หรือออกกฎหมาย สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตทั้งภายใต้พิธีสารเกียวโต และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในภาคสมัครใจ ให้เป็นไปอย่างชัดเจนและสมบูรณ์ โดยตั้งอยู่บนฐานของความเป็นธรรม และยุติธรรม นำไปสู่ผลประโยชน์ของทั้งประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ตรงนี้เป็นคำถามที่จะต้องรอดูคำตอบ และเป็นประเด็นที่ผู้เขียนจะต้องทำการศึกษาในลำดับต่อไป





บรรณานุกรม

หนังสือ

ณิชาพัฒน์  เพิ่มทองอินทร์ และมานุสา มีมุข.2547.การศึกษาปริมาณคาร์บอนรวมในสวนป่าสัก.
ปริญญานิพนธ์สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโนยีสิ่งแวดล้อม.คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
ณิชาพัฒน์  เพิ่มทองอินร์.2552.รายงานวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาความรู้ของประชาชน
ในการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ :ศึกษากรณีเครือข่าย ป่าชุมชนอินแปง อ.กุดบาก จ.สกลนคร.รายงานวิจัยวิชา สห.821 ญาณวิทยา (Epistemology) ภาคเรียนที่  1 ปีการศึกษา 2552 โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
นิรมล สุธรรมกิจ.2551.แนวทางการจัดการก๊าซเรือนกระจกในภาคสมัครใจ: การซื้อขาย
คาร์บอนเครดิต.ภายใต้โครงการวิจัยเรื่องกลไกที่ยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโตหลัง ค.. 2012ที่มีต่อนัยมาตรการด้านเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทย”.คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เดือนธันวาคม 2551,     โครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.).
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.2551.บทความตลาดซื้อขายคาร์บอนภาคสมัครใจในภาคป่าไม้...เริ่มขึ้น
          แล้วในไทย, เดือนพฤศจิกายน 2551, โครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตก
ลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม.
ระวี ถาวร.2551.บทความ การจัดการทรัพยากรโดยชุมชนเพื่อลดภาวะโลกร้อน : โอกาส และ
แนวทาง”.จดหมายข่าว ป่ากับชุมชน ฉบับที่ 28 เดือนพฤษภาคม 2551, ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, กรุงเทพฯ.
สมบัติ จันทรวงศ์, แปล.2550.ประวัติปรัชญาการเมือง(เล่มที่สอง).ในลีโอ สเตร๊าและโจเซ็ฟ คร็อป
            ซีย์ บรรณาธิการ.กรุงเทพมหานคร : คบไฟ.
สุพัตรา  แซ่ลิ้ม.2550.มหันตภัยโลกร้อน Global  Warming…เรื่องจริงที่คุณต้องรู้.
          กรุงเทพมหานคร : ฟรีมายด์ พับลิชชิ่ง จำกัด.
Moorhead Gregory & Ricky W. Griffin.(1998).Organizational Behavior: Manage People and
          Organization. 2nd edition. Boston: Houghton-Mifflin.
Guralnik, David. B. (1986). Webster’s New World dictionary of the American language.
          2nd ed. Cleveland, Ohio : Prentice-Hall.

ข้อมูลสื่ออิเล็คทรอนิค

            (กรุงเทพธุรกิจ :18 ตุลาคม พ.ศ. 2550)
http://www.midnightuniv.org/forum/index.php?topic=8346.0m (มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: 13
            มิถุนายน 2551 )
            (Asia-Pacific Development Journal.Vol.14,No2, December 2007.) – VOLUNTARY
            CARBON TRADING: POTENTIAL FOR COMMUNITY FORESTRY PROJECTS IN
            INDIA.
http://www.thaicf.org/publication/book.php (เอกสารประกอบการอภิปรายกลุ่มย่อยที่ 3 การ
จัดการทรัพยากรในวิถีท้องถิ่นสี่ภาคและระบบเศรษฐกิจไทย ในงานสัมมนาระดับชาติเรื่องป่า ชุมชน: กระบวนการเรียนรู้ในการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมของสังคมไทย วันที่ 9-10 สิงหาคม 2550 ณ อาคารสารสนเทศ50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร)
http://www.phongphit.com/index.php?option=com_content&task=view&id=471&Itemid=2
http://www.forest.go.th/forest19/forestfarm19/farm/web/images/stories/sheet1_5.pdf



[1] มีสาเหตุมาจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตทั้งคนและสัตว์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนเอาไว้เสมือนเรือนกระจกของโลก โดยปรากฏการณ์เรือนกระจก เป็นกลไกของฉนวนห่อหุ้มชั้นบรรยากาศโลก ทำให้ผิวโลกอุ่นขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นโดยความร่วมมือจากก๊าซเรือนกระจกที่อาศัยอยู่ในชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซเหล่านี้จะทำตัวเสมือนกระจกที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุมายังผิวโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปไม่ให้หลุดออกนอกชั้นบรรยากาศโลก จากนั้น ตัวบรรยากาศเองจะแผ่รังสีความร้อนออกมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งรังสีความร้อนเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะหลุดหายไปในอวกาศ แต่ส่วนหนึ่งจะกลับลงมาสู่บรรยากาศชั้นล่างและพื้นผิวโลก ทำให้พื้นผิวโลกยังคงไว้ซึ่งความร้อน และส่งผลทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี
[2] คาร์บอนเครดิต หมายถึงสิ่งที่จะต้องจัดให้มีขึ้น เพื่อทดแทน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาผลาญน้ำมันดิบ (Fossil Fuel) ให้เป็นพลังงานในการแปรรูปสินค้าอุตสาหกรรม หรือขับเคลื่อนยานยนต์ นอกจากนี้ยังมีก๊าซอื่นที่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก (Green House Gas: GHG) อันเป็นสาเหตุของสภาวะโลกร้อน (Global Warming) เช่นก๊าซมีเทน (CH4) ที่เกิดจากการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ (ก๊าซที่เกิดจากรากของต้นข้าว และการผายลมของสัตว์หรือ "ตดวัว")   คาร์บอนเครดิตที่สำคัญ คือ แหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เรียกว่า คาร์บอนซิงค์ (Carbon Sink หรืออ่างกักเก็บคาร์บอนฯ) อันได้แก่ ป่าไม้ธรรมชาติ โดยพื้นที่ป่าสมบูรณ์ 1 เอเคอร์ (ประมาณ 2.5 ไร่) สามารถกักเก็บคาร์บอนฯ ได้ประมาณ 2 ตัน นอกจากนี้ การใช้พลังงานทดแทนเช่นพลังงานแสงอาทิตย์ ก็อาจนำมาคำนวณเป็นเครดิตได้ โดยการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แทนน้ำมัน 1 หน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) จะได้เครดิตประมาณ 0.6 กิโลกรัม ซึ่งขณะนี้กำลังมีการพัฒนาประสิทธิภาพของเซลล์ แสงอาทิตย์ (Solar Cell) ให้สูงขึ้น และใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น สามารถดัดงอได้ โดยนำเทคโนโลยีระดับโมเลกุล หรือ นาโนเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ 

[3] นิรมล สุธรรมกิจ.2551.แนวทางการจัดการก๊าซเรือนกระจกในภาคสมัครใจ: การซื้อขายคาร์บอนเครดิต.ภายใต้โครงการวิจัยเรื่องกลไกที่ยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโตหลัง ค.. 2012ที่มีต่อนัยมาตรการด้านเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทย”.คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เดือนธันวาคม 2551,โครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.).หน้า 4-5.

[4] บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.2551.บทความตลาดซื้อขายคาร์บอนภาคสมัครใจในภาคป่าไม้...เริ่มขึ้นแล้วในไทย, เดือนพฤศจิกายน 2551, โครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม.
[5] ต้นแบบแนวคิดหลักของเครือข่าย
1.  การยกป่าภูพานมาไว้สวน : คือการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เราต้องเปลี่ยนอาชีพการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นปลูกพืชผสมผสาน หัวใจของการรักษาป่าภูพานไม่ใช่ห้ามคนเข้าป่า แต่มันคือการสร้างแนวคิดให้เห็นคุณค่าของป่าและการสร้างความมั่นคงด้านปัจจัย 4 ในครอบครัว
                2.  การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน : เน้นการแปรรูปเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของ เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและทรัพยากรของตนเอง มุ่งผลิตสินค้าธรรมชาติที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทั้งนี้วิสาหกิจที่เกิดขึ้นมีเป้าหมายการผลิตเพื่อทดแทนในชุมชนเป็นหลัก โดยส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีงานทำและมีรายได้ในชุมชนรวมทั้งพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการแปรรูปแบบครบวงจร ตามแนวทางการพึ่งตนเองของเครือข่ายอินแปง
                3.  การสร้างสถาบันการเงินและสวัสดิการชุมชน: มุ่งสร้างสถาบันการเงินของชาวนาโดยการระดมทุนออมทรัพย์ จากชุมชนมีเป้าหมายสร้างระบบสวัสดิการแก่ชุมชนเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันเช่น ค่าเจ็บไข้ ป่วย ตาย มีต้นแบบที่บ้านหนองสะไน บ้านบัว กุดแฮด และกลุ่มวนเกษตรภูพาน เป็นต้น
            4.  การสร้างสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน : เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของอินแปง โดยการสร้างแนวคิดการพึ่งตนเองบนฐานภูมิปัญญาไท สร้างความเป็นพี่เป็นน้อง เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชีวิตให้เข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน จึงเรียกว่ามหาวิทยาลัยชีวิตซึ่งในแต่ละปีจะมีคนเข้ามาเรียนรู้มากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ปัจจุบันเครือข่ายอินแปงมีการพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ของชุมชน เช่น หลักสูตรการเกษตรแบบยั่งยืน หลักสูตรเด็กและเยาวชนฮักถิ่น หลักสูตรสุขภาพชุมชน หลักสูตรการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ฯลฯ
                ภารกิจทั้ง 4 ประการนี้ ก่อให้เกิดการสร้างแหล่งอาหาร การเห็นคุณค่าทรัพยากรธรรมชาติ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การทดแทนการนำเข้า การเป็นเจ้าของกิจการของชุมชน การมีงานทำและรายได้ การสร้างระบบทุนชุมชนมีระบบสวัสดิการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การมีความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในภูมิปัญญาไทการมีพี่มีน้องสานสายสัมพันธ์ ตลอดจนมีการสืบทอดแนวคิดและอุดมการณ์สู่คนรุ่นใหม่ ก่อให้เกิดการพึ่งตนเองในที่สุดทางเครือข่ายมีความภาคภูมิใจยิ่งที่ได้ดำเนินงานตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นพลังและแรงบันดาลใจของพี่น้องในเครือข่ายในการทำงานต่อไป

[6] ข้อมูลจากอาจารย์วิชิต นันทสุวรรณ(นักวิชาการที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายอินแปงมานานกว่า 10 ปี).มูลนิธิสถาบันพัฒนาทรัพยากรชุมชน.
[7]  ที่มาจาก Asia-Pacific Development Journal.Vol.14,No2, December 2007. (www.unescap.org/pdd/publications/apdj_14_2/6_Jindal_Kerr_Nagar.pdf)
             



วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

เจิ้งเหอกับความเจริญของอาณาจักรมะละกาและยุคการค้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


สิทธิพล เครือรัฐติกาล

การเดินเรือของขันทีเจิ้งเหอ (郑和 Zheng He ค.ศ. 1371 – ค.ศ. 1433) ในสมัยราชวงศ์หมิง (明朝 ค.ศ. 1368 – ค.ศ. 1644) ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีน โดยในช่วงระยะเวลา 28 ปี นับจาก ค.ศ. 1405 ถึง ค.ศ. 1433 จักรพรรดิหย่งเล่อ (永乐) และจักรพรรดิเซวียนเต๋อ (宣德) ได้มีพระราชโองการให้เจิ้งเหอและคณะนำกองเรือขนาดใหญ่ออกไปท่องทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดียรวมกัน 7 ครั้ง และได้ติดต่อสัมพันธ์กับอาณาจักรต่างๆ ถึง 36 แห่ง การเดินเรือครั้งนั้นนอกจากจะขยายเกียรติภูมิและความยิ่งใหญ่ของจีนให้เป็นที่ประจักษ์ในวงกว้างแล้ว ยังถือว่ามีความสำคัญในประวัติศาสตร์การเดินเรือของโลกอีกด้วย เพราะการเดินเรือดังกล่าวเกิดขึ้นเกือบ 100 ปีก่อนที่มหาอำนาจตะวันตกอย่างโปรตุเกสจะสามารถเดินเรืออ้อมทวีปแอฟริกามายังอินเดียได้สำเร็จ ดังที่เอ็ดวิน โอ. ไรสเชอร์ (Edwin O. Reischauer) และจอห์น เค. แฟรแบงค์ (John K. Fairbank) นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกศึกษาคนสำคัญของสหรัฐอเมริกาในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้ยกย่องว่าการเดินเรือของเจิ้งเหอถือเป็น “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่” และ “ไม่เคยปรากฏมาก่อน” (ไรสเชอร์ และแฟรแบงค์, 2510, น. 644)

นอกจากจะเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีนแล้ว การเดินเรือของเจิ้งเหอยังมีความสำคัญต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ดินแดนแห่งนี้มีปฏิสัมพันธ์กับจีนทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมมาเป็นเวลานานนับพันปีแล้ว ดังปรากฏหลักฐานการติดต่อในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับอาณาจักรฟูนัน (Funan) บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 (ฮอลล์, 2549, น. 27-33) อิทธิพลทางการเมืองและวัฒนธรรมของจีนปรากฏชัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ดังกรณีของเวียดนามซึ่งตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 จนกระทั่งถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ที่ราชวงศ์ถังล่มสลายลงและจีนเข้าสู่ยุคแห่งความแตกแยก เวียดนามจึงสามารถปลดแอกตนเองได้สำเร็จ แต่กระนั้นเวียดนามก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการกับจีนและรับเอารูปแบบการปกครองตามลัทธิขงจื่อของจีนมาใช้ตราบจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรืออีกกรณีหนึ่งคือ พม่า ซึ่งการรุกรานของราชวงศ์หยวนได้นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิพุกาม (Bagan) ใน ค.ศ. 1287 กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า จีนเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความเจริญและการล่มสลายของอาณาจักรต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทรก็เช่นกัน แม้ว่าจะมีที่ตั้งที่ห่างไกลจากจีนและได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนน้อยกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป หากแต่จีนก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการเมืองและเศรษฐกิจในดินแดนแถบนี้ไม่น้อย การที่จีนเป็นอาณาจักรใหญ่ที่ผูกระบบบรรณาการเข้าไว้ด้วยกันกับการให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่รัฐบรรณาการ ทำให้อาณาจักรต่างๆ พากันแสวงหาการรับรองจากจีน ซึ่งจะช่วยให้อาณาจักรเหล่านั้นมีสถานะที่ได้เปรียบอาณาจักรข้างเคียงหรืออาณาจักรที่เป็นคู่แข่ง เห็นได้จากกรณีของอาณาจักรศรีวิชัย (Srivijaya) ที่ได้รับการรับรองจากจีนและกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ดังที่ Milton Osborne ได้บรรยายไว้ในหนังสือของเขา ความว่า

ข้อเท็จจริงของการเป็นรัฐบรรณาการ แน่นอนว่า ย่อมเป็นเรื่องของการตกลงที่จะไม่กระทำการใดๆ เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของจีน แต่สัมพันธภาพนี้ยังมีนัยอีกด้วยว่า จีนจะปกป้องผลประโยชน์ของรัฐบรรณาการของตนจากผู้ที่อาจจะลองดีด้วย สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับรัฐที่ทำการค้าอย่างศรีวิชัยคือ การได้รับการรับรองจากจีน ซึ่งก็เป็นไปพร้อมๆ กับการได้รับสถานภาพรัฐบรรณาการ สถานภาพนี้เชื่อมโยงกับสิทธิที่จะค้าขายกับจีนด้วย เมื่อจีนมอบสถานะดังกล่าวให้แก่ศรีวิชัย รัฐการค้าทางทะเลอื่นๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งของศรีวิชัยจะตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบอย่างร้ายแรงทีเดียว (ออสบอร์น, 2544, น. 39)

เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรศรีวิชัยได้เสื่อมสลายลงและถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมัชปาหิต (Majapahit) และในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ก็ได้เกิดอาณาจักรการค้าทางทะเลขึ้นมาใหม่ในบริเวณแหลมมลายู นั่นคือ มะละกา (Melaka) ซึ่งงานศึกษาของสุพัฒน์ ธัญญวิบูลย์ (2539) และ O. W. Wolters (1970) ได้ชี้ให้เห็นว่ากองเรือของเจิ้งเหอและการสนับสนุนจากราชวงศ์หมิงมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตของอาณาจักรดังกล่าว

อาณาจักรมะละกาก่อตั้งขึ้นในต้นทศวรรษ 1400 โดยเจ้าชายปรเมศวร (Paramesvara) แห่งราชวงศ์เมืองปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ผู้ซึ่งต้องการหนีจากอิทธิพลครอบงำของอาณาจักรมัชปาหิต ปัญหาสำคัญที่มะละกาต้องเผชิญมีสองประการ คือ (1) สภาพดินที่ไม่เหมาะต่อการเพาะปลูก ทำให้ผู้คนต้องยังชีพด้วยการทำประมง และ (2) ความพยายามของอาณาจักรข้างเคียงอย่างอยุธยาและมัชปาหิตที่จะขยายอำนาจเข้ามาในแถบมะละกา ดังนั้นมะละกาจึงได้รีบสถาปนาความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการกับจีนเมื่อ ค.ศ. 1405 ดังปรากฏในบันทึกของหม่าฮวนที่กล่าวถึงมะละกา (ดู Ma Huan, 1997, p. 108-109) ความว่า

แต่ก่อนสถานที่นี้ไม่ได้มีสถานะเป็น ‘ประเทศ’ . . . ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินของตนเอง ปกครองโดยเพียงหัวหน้าคนเดียวเท่านั้น แผ่นดินนี้เป็นเขตอำนาจของประเทศเซียน-หลัว (สยาม - ผู้วิจัย) โดยทุกปีต้องส่งบรรณาการเป็นเงินจำนวน 40 เหลี่ยง ถ้าไม่ส่งบรรณาการไป ประเทศเซียน-หลัวจะส่งทหารเข้ามาโจมตี

ในปีที่ 7 แห่งรัชสมัยหย่งเล่อ . . . ราชทูตมหาขันทีเจิ้งเหอและคณะนำพระราชโองการของจักรพรรดิ พร้อมด้วยตราเงิน 2 ตรา หมวก 1 ใบ เข็มขัดและเสื้อคลุมมามอบให้แก่หัวหน้า เจิ้งเหอได้ปักป้ายจารึกและยกสถานที่นี้ให้เป็นนคร ซึ่งต่อมาเรียกว่า ‘ประเทศหม่าน-ล่า-เจีย’
(มะละกา - ผู้วิจัย) หลังจากนั้นเซียน-หลัวก็ไม่กล้ามารุกราน

หัวหน้าผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินได้นำพระชายาและพระโอรสเดินทางไปยังเมืองหลวง เพื่อขอบพระทัยและนำผลิตผลท้องถิ่นถวายเป็นเครื่องบรรณาการ และราชสำนักได้มอบเรือเดินสมุทรเพื่อให้พระองค์สามารถเดินทางกลับไปปกครองประเทศได้


Wolters (1970, pp. 154-155) มองว่าการเป็นรัฐบรรณาการของจีนได้ทำให้มะละกามีสถานะเทียบเท่ากับอยุธยาและมัชปาหิต และอำนาจทางทะเลของจีนที่แสดงออกผ่านกองเรือมหาสมบัติของเจิ้งเหอได้ทำให้ทั้งสองอาณาจักรต่างมีความเกรงใจจีนและมีความยับยั้งชั่งใจมากขึ้นในการขยายอำนาจเข้าสู่มะละกา หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า จีนเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับอาณาจักรที่เกิดใหม่อย่างมะละกานั่นเอง

ในทางเศรษฐกิจ การเปิดความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการกับจีนได้ทำให้มะละกาได้สิทธิในการค้าขายกับจีน การปรากฏตัวของกองเรือจีนและสินค้าจีนที่มะละกาได้ช่วยดึงดูดพ่อค้าจากดินแดนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในแถบใกล้เคียงอย่างหมู่เกาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อยุธยา พะโค ฯลฯ รวมไปถึงดินแดนที่อยู่ห่างไกลอย่างตะวันออกกลางและเปอร์เซียให้เข้ามาค้าขายยังมะละกา จนทำให้มะละกากลายเป็นเมืองท่าแลกเปลี่ยนสินค้า (entrepot center) ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และถึงแม้ว่าจีนจะยกเลิกนโยบายกองเรือมหาสมบัติหลัง ค.ศ. 1433 แต่สิ่งนั้นก็มิได้มีผลทางลบต่อมะละกาแต่ประการใด เพราะในช่วงดังกล่าวมะละกาได้มีรากฐานทางการเมืองและการค้าที่มั่นคงแล้ว (สุพัฒน์ ธัญญวิบูลย์, 2539, น. 44-51) อาณาจักรมะละกามีความเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาจนกระทั่งตกอยู่ภายใต้การยึดครองของโปรตุเกสใน ค.ศ. 1511

ผลที่เกิดขึ้นตามมาจากการเดินเรือของเจิ้งเหอมิได้จำกัดอยู่เฉพาะมะละกาแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีผลโดยรวมต่อเศรษฐกิจและการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย นักวิชาการคนสำคัญที่นำเสนอแนวคิดนี้ก็คือ Anthony Reid (รีด, 2548) โดยเขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ก่อน ค.ศ. 1400 การค้าทางทะเลระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้นั้นอยู่ในสภาวะซบเซา ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเกิดกาฬโรคระบาดในยุโรปช่วง ค.ศ. 1346 ถึง ค.ศ. 1348 ความขัดแย้งระหว่างชาวคริสต์กับมุสลิมในแถบตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งนโยบายห้ามการค้าทางทะเลของจีนในรัชสมัยหงอู่ หากแต่เมื่อพ้น ค.ศ. 1400 ไปแล้ว การค้าทางทะเลได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เห็นได้จากการส่งออกเครื่องเทศและพริกไทยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังตลาดต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดจีนและยุโรป และเป็นจุดเริ่มต้นของ ”ยุคการค้า” (The Age of Commerce) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งกินเวลาไปจนถึงช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่ง Reid มองว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเดินเรือของเจิ้งเหอ ดังที่เขาได้อธิบายว่า

ดูเหมือนจะไม่มีข้อสงสัยเลยว่า กองเรือที่จักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง (1402-24) ส่งไปเพื่อการค้า 6 ครั้ง รวมทั้งการขยายตัวของจีนในช่วงเวลาเดียวกันไปยังเวียดนามและพม่า ทำให้ความต้องการผลิตผลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ถ้าหากจะต้องเจาะจงเลือกช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งว่าเป็นจุดเริ่มต้น “ยุคการค้า” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การส่งผู้แทนการค้าของจีนคณะแรกในความควบคุมของนายพลเรือเจิ้งเหอผู้เป็นขันทีใน ค.ศ. 1405 น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด (รีด, 2548, น. 13)

จะเห็นได้ว่าในทัศนะของ Reid กองเรือของเจิ้งเหอได้กระตุ้นการผลิตพืชผลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อป้อนตลาดจีน และถึงแม้ว่าต่อมาจักรพรรดิราชวงศ์หมิงจะทรงยกเลิกนโยบายกองเรือมหาสมบัติและการค้าทางทะเลโดยรัฐ หากแต่การค้าระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนก็ยังคงดำเนินไปได้ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ (1) การบังคับใช้กฎหมายของราชวงศ์หมิงเป็นไปอย่างไม่เคร่งครัด ทำให้ในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 15 ไปจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ยังคงมีเรือแล่นไปมาระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่เสมอ (2) การที่รัฐบรรณาการของจีนอย่างมะละกา มัชปาหิต และอยุธยา ยังคงดึงดันที่จะส่งคณะทูตไปถวายบรรณาการต่อจักรพรรดิ ณ กรุงปักกิ่งเพื่อหวังประโยชน์ทางการค้า ทำให้จักรพรรดิจีนต้องยอมผ่อนปรนให้มีการค้าขายได้ตามสมควร และ (3) อาณาจักรริวกิวในทะเลจีนตะวันออกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งราชสำนักจีนและพ่อค้าจีนที่ฝูเจี้ยน ดังนั้นริวกิวจึงมีสถานะเป็นพ่อค้าคนกลางที่ทำให้การค้าระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนสามารถดำเนินต่อไปได้ (รีด, 2548, น. 11-18)

Reid ยังเสนอต่อไปอีกว่า ผู้ปกครองของอาณาจักรต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้นำเอาความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจากการค้ากับจีนมาเป็นทรัพยากรในการเสริมสร้างอำนาจของตนให้เข้มแข็งกว่าเดิม จนเกิดเป็น “รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์” (absolutist state) โดยตัวอย่างหนึ่งที่เขายกขึ้นมาก็คือ อยุธยา ซึ่งในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ค.ศ. 1448 – ค.ศ. 1488) ได้กลายเป็นอาณาจักรที่มีระบบราชการที่ซับซ้อนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการทำประมวลกฎหมายที่กำหนดตำแหน่งและสถานะของผู้คนในสังคมให้เป็นที่แน่นอน โดยข้าราชการจะได้รับที่ดินตามตำแหน่งราชการของตน และสูญเสียที่ดินไปเมื่อถูกปลดจากตำแหน่งหรือเสียชีวิต ทำให้ข้าราชการทั้งหลายไม่มีที่ดินตกทอดไปยังลูกหลานจนเกิดเป็นอำนาจส่วนตัวขึ้นมาท้าทายพระมหากษัตริย์ได้ (รีด, 2548, น. 283-284) นอกจากนี้ความมั่งคั่งที่มาจากการค้ายังทำให้พระมหากษัตริย์อยุธยาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีพระราชทรัพย์ที่จะว่าจ้างชาวต่างชาติเข้ามาเป็นทหารรับจ้างหรือเป็นข้าราชการเพื่อเพิ่มพูนพระราชอำนาจ และทำให้ทรงจัดการกับเหล่าขุนนางไทยที่พยายามท้าทายพระองค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ค.ศ. 1657 – ค.ศ. 1688) ซึ่งจากหลักฐานของชาวฮอลันดาระบุว่าพระองค์เคยจับกุมขุนนางนับร้อยคนเนื่องจากทรงสงสัยว่าคนพวกนี้วางแผนจะวางยาพิษพระราชธิดาของพระองค์ (รีด, 2548, น. 273-278) กล่าวโดยสรุปก็คือ ในทัศนะของเขา นอกจากการเดินเรือของเจิ้งเหอจะส่งผลทางตรงให้เกิดความเฟื่องฟูของการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ยังส่งผลพลอยได้ให้เกิดรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นในดินแดนแถบนี้อีกด้วย

เอกสารอ้างอิง
รีด, แอนโทนี. (2548). เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคการค้า ค.ศ. 1450 – 1680: เล่มสอง การขยายตัวและวิกฤตการณ์ (พงษ์ศรี เลขะวัฒนะ, ผู้แปล; ท่านผู้หญิงวรุณยุพา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ พรรณงาม เง่าธรรมสาร, บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ: ซิลค์เวอร์ม.

ไรสเชอร์, เอ็ดวิน โอ. และ ยอห์น เค. แฟรแบงค์. (2510). อู่อารยธรรมตะวันออก เล่ม 3 (จำนงค์ทองประเสริฐ นิทัศน์ ชูทรัพย์ วินิตา ไกรฤกษ์ และเขียน ธีระวิทย์, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย.

สุพัฒน์ ธัญญวิบูลย์. (2539). เมืองท่ามะละกาในคริสต์ศตวรรษที่ 15. สารนิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร, บัณฑิตวิทยาลัย, สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

ออสบอร์น, มิลตัน. (2544). เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: สังเขปประวัติศาสตร์ (มัทนา เกษกมล, พรรณงาม เง่าธรรมสาร และ ธนาลัย (สุขพัฒน์ธี) ลิมปรัตนคีรี, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: ตรัสวิน (ซิลค์เวอร์มบุคส์).

ฮอลล์, ดี. จี. อี. (2549). ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: สุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์ภาคพิสดาร เล่ม 1 (ท่านผู้หญิงวรุณยุพา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, เพ็ชรี สุมิตร, ชูศิริ จามรมาน, เพ็ญศรี ดุ๊ก, ม.ล. รสสุคนธ์ อิศรเสนา, วิลาสวงส์ พงศะบุตร, แถมสุข นุ่มนนท์ และ ศรีสุข ทวิชาประสิทธิ์, ผู้แปล; ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, บรรณาธิการ; พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

Ma Huan. (1997). Ying-yai Sheng-lan: The Overall Survey of the Ocean’s Shores [1433] (J. V. G. Mills, trans.). Bangkok: White Lotus Press.

Wolters, O. W. (1970). The Fall of Srivijaya in Malay History. Kuala Lumpur: Oxford University Press.

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

ปฏิบัติการทางศาสนาในการ์ตูนเซาท์พาร์ค

โดย วุฒิพล วุฒิวรพงศ์

ภาพยนตร์การ์ตูนชุดเซาท์พาร์คเป็นการ์ตูนซีรี่ส์ที่มีมานานในสื่อหลายชาติภาษา วัฒนธรรม ปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่15 ผลิตผลงานออกมากว่าสองร้อยตอน มีเนื้อหาแฝงแนวคิดเสรีนิยมที่เล่าเรื่องสวนแรงเสียดทานในสังคมอเมริกันได้อย่างมีสีสัน  บทความนี้เสนอการศึกษาเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับศาสนาของชุดภาพยนต์ในปีที่1-11 ซึ่งน่าจะทำให้เห็นภาพคร่าวๆของแนวคิดแบบเสรีนิยมอเมริกันใหม่ส่วนหนึ่งต่อศาสนา และขอบเขตอันกว้างขวางของการ ”ล้อเลียน” ต่อศาสนาในสื่อสาธารณะ

ภาพยนตร์การ์ตูนชุดเซาท์พาร์คสร้างโดยชาวอเมริกันสองคนคือ Randolph Severn “Trey” Parker III ศึกษาระดับอุดมศึกษาทางดนตรีที่ Berklee College of Music ในเมือง Boston มลรัฐ Massachusetts ก่อนที่จะย้ายกลับมาเรียนที่ University of Colorado แต่ไม่ได้เรียนจนจบ ซึ่งที่นี่ทำให้ Parker ได้พบกับผู้ร่วมสร้างคนคือ Matthew Richard “Matt” Stone ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางคณิตศาสตร์และภาพยนตร์  โดยทั้งสองได้ร่วมงานทางละคร ภาพยนตร์และเคยตั้งวงดนตรีชื่อ DVDA[1] ร่วมกันมาก่อน  ทั้งสองมีพื้นเพเดิมอยู่ในมลรัฐ Colorado ซึ่งได้กลายมาเป็นเมืองสมมติชื่อว่า South Park ขึ้นมาเป็นฉากหลักในเรื่อง โดยมีตัวละครหลักคือเด็กชั้นประถมต้น สี่คนคือ Stan Marsh (แสตน มาร์ช) Kyle Broflovski (คายล์ บราวาสกี) ซึ่งจะผลัดกันเป็นตัวละครนำ และอีกสองคน คือ Eric Cartman (เอริค คาร์ทแมน) และ Kenny McCormick (เคนนี่ แมคคอร์มิค)


ภาพที่ 1 - Eric Cartman คาร์ทแมน, Kyle Broflovski คายล์, Stan Marsh สแตน, 
และ Kenny McCormick เคนนี่ (ตามลำดับ)

          แสตนเป็นเด็กที่ดูจะตรงไปตรงมาและมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนวิญญูชนทั่วไปที่สุดในเรื่อง พ่อและแม่ของแสตนคือ Randy และ Sharon Marsh อีกทั้งมีพี่สาวคือ Shelly ซึ่งได้ชื่อมาจากพ่อแม่และพี่สาวจริงๆของ Parker ซึ่งในเรื่องแสตนจะต้องเผชิญกับเรื่องต่างๆทั้งในครอบครัวที่เกิดจากความเปิ่นไม่รู้เรื่องและอ่อนไหวของพ่อแม่ หรือความโมโหร้ายของพี่สาว อีกยังปู่ที่มีชีวิตอยู่บนรถเข็นซึ่งเป็นตัวเดินเรื่องของคนชราในสังคม นอกจากนี้ส่วนใหญ่ยังต้องมีเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับแสตนและเพื่อนๆทั้งชั้นเรียนให้ต้องเผชิญโดยตลอด
          คายล์มีครอบครัวเป็นชาวยิว โดยเฉพาะมีแม่ที่ดูจะเคร่งครัดและจุ้นจ้านและพ่อที่เป็นทนายความ โดยทั้งพ่อและแม่ Gerald และ Sheila ก็ได้ชื่อมาจากพ่อแม่จริงของ Stone  คายล์จะมีบุคลิกที่เฉลียวฉลาดมีวุฒิภาวะตรรกระยึดติดกับความเป็นจริง คายล์ยังมีน้องชายบุญธรรมเชื้อสายแคนาเดียนชื่อ Ike อยู่ชั้นอนุบาล คายล์มักถูกนำมาเป็นตัวดำเนินเรื่องเกี่ยวกับชาวยิวทั่วไป  ในเรื่องผู้สร้างจะนำเอาเอริคมาจับคู่ความคิดชนกับตัวละครอื่นๆ ซึ่งบ่อยครั้งคือคายล์และจะล้อเรื่องเชื้อชาติความเป็นยิวของคายล์ตรงๆ[2] ทั้งคายล์และแสตนเป็นตัวแทนที่ผู้สร้างใช้เสนอความคิดเห็นในกรอบอุดมคติของผู้สร้างเองในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งผู้ชมที่ไม่สนใจประเด็นวิพากษ์แต่ชมเพื่อความบันเทิงอาจรับสารโดยตรงเช่นนี้ได้  การคลี่คลายมุมความคิดที่พยายามแฝงไว้ตลอดตอนที่โครงเรื่องอาจจะหักเหไปมาด้วยตัวละครสองคนนี้เหมือนจะเป็นโครงสร้างเนื้อเรื่องมาตรฐานที่พบได้บ่อยแต่ก็ไม่ใช่ทุกตอนที่บางครั้งอาจมีการหักมุม แต่ก็ทำให้สามารถมองเห็นจุดยืนทางความหมายและคุณค่าของผู้สร้างได้ชัดเจนและตรงไปตรงมามากขึ้น
          เอริค คาร์ทแมน เป็นตัวละครที่มีผู้ชมชื่นชอบไม่น้อยไปกว่าสองคนแรกรวมถึงตัวผู้สร้างทั้งสองเองที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้เช่นกัน ด้วยบุคลิกที่ฉลาดแกมโกง มีไหวพริบในทางเจ้าเล่ห์เพทุบาย เอริคเป็นเด็กเจ้าเนื้อมีแม่ที่ตามใจอีกยังมักจะมีปมต่างๆทางจิตและความสับสนในบุคลิกภาพเป็นครั้งคราว บทสนทนาระหว่างเอริคและแม่เป็นบทสนทนาที่อ้อนออดสุภาพอ่อนหวานซึ่งมีความลักลั่นกับพื้นภูมิหลายอย่างของทั้งสองคนที่เผยออกมาเรื่อยๆตั้งแต่ในช่วงปีแรกๆ การดำเนินเรื่องหลายครั้งจะเริ่มที่เอริคเป็นตัวเปิดประเด็น  และใช้สื่อบุคลิกด้านลบของผู้คนในแบบต่างๆ
          เคนนี่ แมคคอร์มิค มักพูดเสียงอู้อี้อยู่ใต้ผ้าคลุมหัวในเสื้อกันหนาวสีส้มอันเป็นจุดเด่น เคนนี่ดูเป็นตัวละครที่ไม่มีบทบาทมากนักในเชิงเนื้อหาในการดำเนินเรื่อง แต่เคนนี่ในเชิงสัญลักษณ์เป็นเด็กที่อยู่ในครอบครัวชนผิวขาวชั้นล่างมีฐานะยากจน พร้อมจะทำทุกเรื่องที่มีคนท้าและเสนอเงินให้ เคนนี่ยังเป็นตัวแทนของคนที่จะโชคร้ายในเรื่องต่างๆในท้ายที่สุด เคนนี่จะมีบทที่ทำให้ต้องตายอย่างน่าอนาถปนขบขันในแทบทุกตอนจนกลายเป็นเหมือนเอกลักษณ์ของรายการที่หลายคนจะเฝ้าดูว่าจะตายให้พิสดารอย่างไร แต่ในทุกการเริ่มต้นของทุกตอนใหม่เคนนี่จะกลับมาเป็นมีชีวิตเป็นปรกติ ยกเว้นอยู่ช่วงหนึ่งในตอนที่13ของปีที่5 ชื่อตอนว่า “Kenny Dies” ที่เคนนี่ต้องตายไปเพื่อให้ Leopold “Butters” Stotch (บัตเตอร์) เข้ามาเป็นลูกไล่ของเอริคและเด็กคนอื่นๆแทน แต่อย่างไรก็ตามในปลายปีที่6ของรายการ เคนนี่ก็กลับมาเกิดใหม่และมีบทที่จะต้องตายน้อยครั้งกว่าช่วงปีแรกๆซึ่งอาจเป็นเพราะความหลากหลายของเนื้อหาและตัวละครที่มีให้เลือกใช้ดำเนินเรื่องมากขึ้นตามอายุและประสบการณ์ของรายการ
เซาท์พาร์คเป็นชื่อเมืองที่ถูกสมมติขึ้นให้อยู่ในมลรัฐโคโลราโด ผู้สร้างเคยแต่งเพลงโหมโรงเปิดฉากในหนังภาพยนตร์ที่ฉายในปี1999ชื่อ South Park: Bigger, Longer and Uncut ซึ่งใช้พรรณาลักษณะของเมืองว่ามีตอนหนึ่งความว่า it’s a quiet little red-neck Podunk white-trash U.S.A. ดังที่ลักษณะตัวละครจำนวนหนึ่งที่ไม่มีบทสำคัญจะพูดสำเนียงคล้ายคนท้องถิ่นทางแถบใต้ของสหรัฐอเมริกาทั่วไป เสียงดนตรีที่ใช้ประกอบในการเปลี่ยนฉากก็เป็นเสียงเบนโจ ซึ่งก็สื่อตรงไปตรงมาถึงลักษณะเมืองเล็กๆทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะเมืองที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวชั้นล่างๆของสังคมอเมริกันในทางตอนในของทวีป  อากาศหนาวเย็นปกคลุมด้วยหิมะ เหมือนในเกือบทุกตอนที่จะเห็นหิมะเป็นพื้นหลัง (background) จะยกเว้นในฉากหลังในบางส่วนที่มีความสำคัญกับเรื่องนอกจากที่เป็นพื้นหน้า (foreground) ก็จะให้สีสันตามหลักการทางทัศนศิลป์พื้นฐาน  แต่ในความเป็นพื้นฐานก็ได้สะท้อนลักษณะทางสถาปัตย์กรรมและผังเมืองแบบชนบทอเมริกัน คือเรียบง่าย มีถนนผ่านกลางชุมชน บ้านเรือนเป็นบ้านเดี่ยวทรงเรียบๆ อยู่กระจายออกมาจากเมือง (suburb) คนมีฐานะปรกติในเรื่องก็จะอยู่ในบ้านสองชั้น  มีโรงรถแยกติดกับบ้าน แต่ครอบครัวที่ฐานะด้อยลงมาอย่างเคนนี่ก็จะอยู่ในบ้านชั้นเดียว เครื่องมือในการผลิตงานนี้ทั้งฉากและตัวละครจะดูคล้ายกับสร้างด้วยรูปแบบเทคนิคกระดาษตัด (Paper cut-out animation) แต่ในความเป็นจริงงานตั้งแต่เกือบจะชิ้นแรกๆถูกผลิตด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเหมือนผลผลิตภาพยนตร์และการ์ตูนของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมปัจจุบันทั่วไปD[3]D  คุณค่าในเชิงสุนทรียศาสตร์ของความเซาท์พาร์คแม้ในระนาบงานแบบเดียวกันอาจดูด้อยไปกว่างานคอมพิวเตอร์กราฟฟิกทั่วไปในปัจจุบันที่มีความละเอียดละออมากกว่าอย่างเห็นได้เด่นชัด  แต่ความที่เป็นการสร้างงานบนตัวเทคนิคภาพยนตร์จากกระดาษตัดซึ่งเป็นเทคนิคการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเคลื่อนไหวสองมิติกว่าๆD[4]Dในยุคก่อนหน้าที่เริ่มตายไปพร้อมการเข้ามาของยุคคอมพิวเตอร์กราฟฟิกก็ทำให้เราได้ย้อนคิดถึงงานภาพยนตร์ที่สร้างจากหุ่นปั้นดินเหนียว (clay model) ที่ทำให้ศิลปินสามารถสร้างจินตนาการแบบสามมิติเหนือจริงได้ในสมัยก่อน ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่ทำให้ผู้ชมในวัยที่ผู้สร้างต้องการสื่อสารด้วยเห็นเป็นของตกยุคตกสมัยไปมากนักและเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเซาท์พาร์คไปแล้ว
องค์ประกอบทางประชากรที่หลากหลายจนเรียกได้ว่าครบทุกชาติพันธุ์ที่มีอยู่ในสังคมอเมริกันโดยรวม ดังที่มักถูกเรียกว่าเป็น “Melting pot” หรือ “เบ้าหลอมทางวัฒนธรรม” ทำให้มีกลุ่มชาติพันธุ์ วัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งในเซาท์พาร์คจะมีกลวิธีหลักอย่างหนึ่งที่จะจับเอาความคิดแบบอเมริกันชนผิวขาวในเซาท์พาร์คมาปะทะกับผู้คนจากชุดวัฒนธรรมและอัตลักษณ์อื่น (cultures and identities) ไม่ว่าจะเป็นพวกคนผิวดำ คนยิว หรือคนเชื้อชาติจีน อินเดีย หรืออาหรับ หรืออาจเป็นเพศสภาวะอื่นๆ เช่น เกย์ เลสเบี้ยน พวกแปลงเพศ (Lesbian, Gay, Bisexual, and Transgender - LBGT) 
ลำพังเพียงชุดโครงความคิดหลักของเรื่องในฐานะเป็นบทประพันธ์อย่างหนึ่งก็คงไม่ได้ทำให้เซาท์พาร์คดึงตัวเองออกมาจากระนาบเดียวกันกับงานสุขนาฏกรรมเสียดสีล้อเลียนอื่นมากนักเพราะต่างก็มีความเชื่อมโยงในชุดคุณค่าและจิตวิญญาณของศิลปินผู้สร้างในแบบเดียวกัน  ซี่งจะได้อธิบายเชื่อมโยงรายละเอียดที่ต่อเนื่องมาจากงานเนื้อหาเดียวกันในยุคก่อนหน้าในส่วนต่อไป แต่ว่าในความเป็นภาพยนตร์การ์ตูนได้ขยายกรอบจำกัดจินตนาการของศิลปินผู้สร้างให้สามารถนำเสนอลักษณะทางกายภาพ(ฉาก)และตัวละคร(เนื้อหานำเสนอ)และที่สำคัญคือโครงสร้าง (plot) ไปได้ในระดับเหนือจริงมากๆ (surrealistic) เหมือนดั่งที่ภาพวาดสื่อความบางอย่างได้มากกว่าภาพถ่ายหรือวรรณกรรมและกล้องโทรทัศน์กับเทคโนโลยีทำให้ศิลปินทำงานได้กว้างมากขึ้น ในส่วนเนื้อหาการที่เป็นการ์ตูนทำให้เซาท์พาร์คมีอิสระทางจินตนาการในการนำเสนอได้หลากบุคลิกลักษณะ ดังเห็นได้จากที่เซาท์พาร์คจะมีตัวละครที่มีลักษณะเด่นทางอัตลักษณ์ซึ่งไม่จำกัดแค่เพียงเป็นชาติพันธุ์ต่างๆ แต่รวมไปถึงดาราคนดัง คนพิการ พวกมีอาการจิตเภท หรือตัวละครประหลาดเหนือมนุษย์จากจินตนาการให้ได้เข้ามามีส่วนในการดำเนินเรื่อง ด้วยความต่อเนื่องยาวนานของชุดการ์ตูนเซาท์พาร์คทำให้มีตัวละครที่มีเอกลักษณ์เป็นที่รู้จักเกิดขึ้นมากมายมากพอๆกับโครงเรื่องและเนื้อหา มุขตลกเสียดสีครอบคลุมเกือบทุกเรื่องที่เป็นที่สนใจของผู้ชมและสังคมในวงกว้าง 
การวิเคราะห์วิจารณ์เซาท์พาร์คส่วนมากจะทำได้ง่ายจากในเนื้อหารายตอนซึ่งออกอากาศแต่ละสัปดาห์  แต่ในภาพรวมนั้นต้องกล่าวก่อนเล็กน้อยว่าผู้สร้างเซาท์พาร์คเหมือนในผู้ชมที่ผ่านช่วงปี1975ในสหรัฐอเมริกาบางส่วนที่ได้ชมรายการตลกจากฝั่งอังกฤษของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า Monty Python หรือ The Pythons[5] ซึ่งมีรายการตลกล้อเลียนที่ใช้ทั้งการแสดงและการ์ตูนเคลื่อนไหวด้วยเทคนิคกระดาษตัดนี้แทรกอยู่  และยังมีภาพยนตร์เนื้อหาล้อเลียนตำนานประสูติพระเยซูเจ้าอยู่ด้วย  แนวทางการสร้างโครงเรื่องของเซาท์พาร์คที่เห็นจะมีอยู่สามแนวทาง คือ 1) การหยิบเอาโครงเรื่องจากภาพยนตร์หรือรายการทางโทรทัศน์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปมาผูกด้วยเรื่องที่เกิดได้ราวปาฏิหารย์ในเซาท์พาร์ค หลายตอนที่เป็นวิจารณ์หรือตอบกับภาพยนตร์ด้วย  เช่น ตอน “The Passion of the Jew” ซึ่งล้อภาพยนตร์เรื่อง The Passion of Christ ของ Mel Gibson ในหลายแง่มุมอย่างน่าสนใจเช่น เน้นฉากที่Gibsonถูกทรมาณในบทของพระเยซูในเรื่อง หรือการพยายามชี้โทษไปที่คนยิว หรือตอนที่ชื่อว่า Scott Tenorman Must Die ที่ตั้งชื่อล้อภาพยนตร์ต่อสู้เรื่อง Romeo Must Die แต่เนื้อเรื่องจริงเป็นการแก้แค้นที่พลิกปมไปมาของเอริค คาร์ทแมน ที่ทำโดยวางแผนให้คู่อริกินเนื้อของพ่อแม่ตัวเองเข้าไป ซึ่งเค้าโครงจะคล้ายบทละครโศกนาฏกรรมเรื่อง Titus Andronicus ของ William Shakespeare 2) การใช้เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นข่าวและเป็นเรื่องปรกติแต่เป็นที่สนใจของสังคม เช่น เรื่องภาวะโลกร้อนที่เซาท์พาร์คแปลงเรื่องว่านายอัล กอร์พยายามบอกคนว่ามีสัตว์ประหลาดเรียกว่า Man-bear-pig คือมีลักษณะผสมของมนุษย์ หมีและหมูอยู่ แต่คนก็ไม่เชื่อ แต่สุดท้ายก็มีตัวละครลักษณ่ะเช่นนั้นออกมา 3) การผูกโครงเรื่องจากจินตนาการโดยนำหลายเหตุการณ์เข้ามาต่อกัน โดยทั้งสามแนวทางจะมีการแทรกมุขตลกและเรื่องราวอื่นๆเข้ามาจนทำให้การดำเนินเรื่องไม่เป็นเส้นตรงต่อเนื่องเสียทีเดียว  มุขตลกจะทำด้วยการขยายตรรกะให้สุดโต่งด้วยอารมณ์ขัน ทั้งผ่านทางคำพูดและการสร้างภาพของตัวละครออกมา เช่น การใช้นักมายากลที่มีชื่อเสียงมาแทนตัว L. Ron Hubbard ศาสดาของลัทธิ Scientology เพื่อสื่อคุณค่าที่ผู้สร้างมอง  การเน้นและดึงอัตลักษณ์พื้นฐาน หรือ stereotype ก็เป็นอีกเครื่องมือที่ใช้มากในเซาท์พาร์คแบบในการ์ตูนทั้งหลาย  ทั้งจากอัตลักษณ์ทางกายภาพ ภาษาพูด หรือใช้สัญลักษณ์ต่างๆ  แต่เซาท์พาร์คจะทำในเนื้อหาต้องห้ามที่ผู้คนคิดไม่ถึงว่าจะเอามาล้อได้ตลอด  และจุดนี้เป็นมักจะเป็นประเด็นที่ชวนให้คิดต่อไปได้อย่างน่าสนใจ

พระเจ้า ศาสนาและความเชื่อ: ศาสนทัศน์ในเซาท์พาร์ค
          จากพื้นเพปูมหลังทางครอบครัวของ Parker ซึ่งเคยได้ให้สัมภาษณ์ว่าทางครอบครัวเชื่อในพุทธศาสนาในแบบของ Alan Watts ผู้เผยแพร่พุทธศาสนาชาวอังกฤษF[6]F  อีกยังมี Stone ที่มีเชื้อชาติยิว บวกกับที่ทั้งสองที่อยู่ตอนในของทวีป อันเป็นถิ่นของคนขาวทางใต้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดในคริสตศาสนา และอยู่ใกล้กับรัฐยูท่าห์ที่เป็นชุมชนใหญ่ของนิกายมอร์มอนหรือ Church of the Latter Day Saints  ประกอบกับความขัดแย้งในเรื่องศาสนาและการเกิดลัทธิความเชื่อใหม่ๆในสภาวการณ์โลกปัจจุบันน่าจะส่งอิทธิพลให้เซาท์พาร์คเต็มไปด้วยเรื่องราวของศาสนาและความเชื่อต่างๆ 
ในช่วงก่อตัวทางความคิดและการแสดงออกในช่วงแรกๆที่ผู้สร้างเซาท์พาร์คได้เริ่มเซ็นต์สัญญาการผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้จากตอนสั้นๆที่ยังไม่เป็นเซาท์พาร์คคือ The Spirit of Christmas: Jesus Vs. Frosty และ Jesus Vs. Santa ซึ่งโครงเรื่องก็คือการนำประเด็นที่ว่ามีสัญลักษณ์ต่างๆที่มนุษย์ปัจจุบันนำมาใช้เฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส คือ หุ่นตุ๊กตาหิมะ (Frosty) และซานตาคลอสในหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างโดย Thomas NastD บิดาของวงการการ์ตูนล้อเลียนอเมริกัน[7]D และบริษัท Coca-Cola กระพือกระแสสัญญะชุดสีขาวแดงนี้ในช่วงปี 1930  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เซาท์พาร์คทำให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นองค์ประกอบทางวัฒนธรรมใหม่ของการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซูบุตรแห่งพระเจ้า และสร้างพระเยซูในการ์ตูนของParkerและStoneให้เข้ามาทะเลาะด้วยเหตุว่าสัญลักษณ์ใหม่เหล่านี้ได้มาขโมยความสำคัญไปจากพระองค์ด้วยฉากการต่อสู้ที่ตลกขบขัน แต่ก็จบลงด้วยมุมสร้างสรรค์ด้วยเด็กๆที่เป็นเหมือนตัวแทนของผู้คนในปัจจุบันที่มองเห็นเทศการเฉลิมฉลองนี้เป็นของมนุษย์ที่มีการให้ของขวัญซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนสนิทในเทศกาล และทั้งพระเยซูและซานตาคลอสในเรื่องก็จับมือกันและยอมรับในความคิดของเด็กๆเหล่านั้น
          ในความเป็นชุดความคิดเสียดสีล้อเลียนของเซาท์พาร์ค การยอมรับในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าผ่านพระบุตรถูกท้าทายด้วยการทำให้พระเยซูกลายมาเป็นตัวละครที่มีลักษณะเป็นเหมือนบุคคลธรรมดา ในบ่อยครั้งอำนาจพิเศษเหมือนอย่างในพระคัมภีร์ไบเบิลที่มีบ้างก็ไม่ได้ช่วยให้เรื่องราวดีขึ้น หรือในบางทีก็ไม่มีเอาเสียเลย  พระเยซูในเรื่องถูกนำมาสื่อแทนความเชื่อและนักบวชในคริสตศาสนาสมัยใหม่ในสังคมอเมริกัน ตัวอย่างเช่นในที่มีรายการโทรทัศน์ตอบคำถามต่างๆ มีผู้สนับสนุนรายการและการปรับรูปแบบรายการเพื่อต่อสู้แย่งชิงผู้ชม  หรือในตอนที่ออกแพร่ภาพช่วงก่อนเทศกาลคริสต์มาสปี1999 พระเยซูซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายการได้ร้องเพลงคู่กับซานตาคลอสในบาร์ท้องถิ่น


ภาพที่ 2 พระเยซูในเรื่องเซาท์พาร์ค ในรายการเผยแพร่ศาสนาทางโทรทัศน์ (Televangelical program) ชื่อ Jesus and Pals
          การท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ที่ควรเทิดทูนของทั้งพระเจ้าและพระบุตรได้ถูกนำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเทศกาลนี้ เช่น ในปี1998 เซาท์พาร์คได้เกิดปัญหาว่าสื่อที่ใช้เฉลิมฉลองเทศกาลมีเนื้อหาที่บีบคั้นผู้ที่มีความเชื่ออื่นโดยแม่ Sheila แม่ของ Kyle ได้ออกมารณรงค์ให้หาสัญลักษณ์ใหม่สำหรับการเฉลิมฉลองและพยายามกำจัดสัญลักษณ์ต่างๆที่คุกคามความเชื่ออื่นๆไม่ว่าจะเป็นการแสดงเรื่องวันพระประสูติกาลของพระคริสต์ หรือต้นสนคริสต์มาส  Kyle ซึ่งได้รับการเปิดเผยตัวของ Mr. Hankey ซึ่งเป็นก้อนอุจจาระในทุกๆปีของเทศกาลพยายามทำใหคนเชื่อว่า Mr. Hankey มีชีวิตอยู่จริงๆและมีคุณประโยชน์ ซึ่งล้อเลียนการเปิดเผยพระวัจนะ (Christian Revelation) โดยที่แรกๆยังไม่มีผู้เชื่อตามแต่เห็นว่า Kyle เป็นโรคจิตและนำส่งไปโรงพยาบาล แต่ภายหลังเมื่อผู้คนในเซาท์พาร์คได้ประจักษ์ถึงอัศจรรย์นั้นก็ยอมรับ Mr. Hankey เป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลที่เป็นกลางไม่คุกคามความเชื่อใดๆD[8]
          ในปี2000 ที่มีกระแสการเฉลิมฉลองสหัสวรรษใหม่เซาท์พาร์คก็ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการล้อเลียนพระเจ้าโดยตรงในตอนที่ชื่อว่า “Are you there God? It’s me, Jesus” โดยให้ผู้คนในเซาท์พาร์คไปคาดคั้นพระเยซูซึ่งมีบ้านพักอยู่ในเซาท์พาร์คให้พระเจ้าออกมาเผยตัวและตอบปัญหาของมนุษย์ชาติ ซึ่งเป็นเรื่องน่าหนักใจในทางศาสนาเพราะตลอดมาความมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า (The Existence of God) ก็เป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญของคริสตศาสนาที่พยายามถกเถียงอธิบายกันมา  พระเยซูในเซาท์พาร์คด้วยความจำใจก็ต้องรับคำสัญญาแบบขายผ้าเอาหน้ารอดว่าพระเจ้าจะมาเผยตัว ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะทำได้ โดยประกาศจะจัดงานในลาสเวกัสและเชิญ Rod Steward มาแสดงเปิดงานหวังว่าคนจะชอบและผ่านเรื่องนี้ไป แต่ในท้ายที่สุดจนเกิดจราจลจากผู้คนที่คาดหวัง และพระเจ้าก็เปิดเผยตัวมาสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นลักษณะต่างๆของสัตว์มาผสมกันดังในภาพที่3

ภาพที่ 3 พระเจ้าในเซาท์พาร์ค
                การเปิดเผยรูปลักษณ์ของพระเจ้าในสภาพซึ่งไม่เคยมีมาก่อน  ในคริสตศาสนาที่มีการใช้ภาพสัญลักษณ์อย่างมีรูปแบบ ทำให้เกิดการหลอมรวมทางความรับรู้เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของพระผู้เป็นเจ้าว่ามักเป็นรูปของแสงสว่างหรือรัศมีเปล่าๆหากจะ หรือในภาพวาดของในสมัยหลังก็เป็นรูปชายชราผมและหนวดเคราสีขาว      ได้เปิดประเด็นความสงสัยต่อผู้คนที่นับถือตลอดมา ว่าพระเป็นเจ้าจริงแท้แล้วมีลักษณะอย่างไร ทั้งที่ศาสนจักรสร้างภาพของพระเยซู พระแม่มารีและเทวดาต่างๆได้ แต่ไม่ใช่พระเจ้าหรือพระจิตเจ้าซึ่งยอมรับอย่างปริยายว่าไม่มีรูปร่าง ซึ่งจะว่าไปในหลายศาสนาก็จะมีการจินตนาการพระเจ้าที่น่าเทิดทูนแต่ในที่นี้ที่กลับพระเจ้ามาอยู่ในสภาพที่รวมเอาลักษณะของสิ่งที่ผู้คนไม่ให้คุณค่าแบบเช่นนั้นก็ทำให้คิดถึงประเด็นนี้ได้เช่นกัน  แต่อย่างไรก็ตามผู้สร้างเซาท์พาร์คก็ไม่ได้ทำลายความหมายและคุณค่าที่ดีของศาสนาไปเสียทั้งหมด แต่ก็พยายามชี้ผ่านบทสนทนาตรงๆด้วยความคิดแบบมนุษย์นิยมว่ามนุษย์ต้องเผชิญปัญหาและแก้ไขด้วยตัวเอง  ไม่ใช่คอยคาดหวังในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
          อีกตอนหนึ่งซึ่งย้ำความคิดแบบนี้คือตอน “Bloody Mary” ที่ออกอากาศในปี 2007 เป็นเรื่องที่ Randy Marsh พ่อของแสตนที่หันมาติดสุราแล้วเชื่อว่าตนเลิกสุราได้จากการไปอาบน้ำสีแดงที่ไหลออกมาจากบั้นท้ายของรูปปั้นลักษณะรูปปั้นพระแม่มารี แต่เมื่อพระสันตปาปาได้ไปตรวจสอบแล้วประกาศว่า ”ไม่เป็นเหตุอัศจรรย์” ก็ทำให้ Randy เกิดภาวะจิตตกหดหู่ขึ้นมาทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้เชื่อและกลับตัวได้
          ไม่เพียงแต่ประเด็นทางปรัชญาศาสนา ประเด็นในวงการทางศาสนาร่วมสมัยก็เป็นเรื่องที่ผ่านเข้ามาในเซาท์พาร์ค ประเด็นใหญ่ที่มักตกเป็นเป้าเสียดสีของเซาท์พาร์คคือการใช้ศาสนาในการหาผลประโยชน์ในทางพานิชย์  เช่นในตอนที่ชื่อ “Starvin’ Marvin in Space” ล้อรายการโทรทัศน์ของโบสถ์ชื่อดังทั้งหลายในอเมริกาที่ใช้ในการเผยแพร่หาสมาชิกเข้าโบสถ์และระดมทุนซึ่งบางทีก็จะอ้างค่าใช้จ่ายในพันธกิจการกุศลในการช่วยเหลือคนจนในทวีปแอฟริกาโดยในเซาท์พาร์คทำให้รายการที่สมมติขึ้นมาขอบริจาคเงินพร้อมข้ออ้างไปเรื่อยๆเพื่อสร้างยานอวกาศออกไปเผยแพร่ศาสนาถึงนอกโลก นอกจากนี้ก็ยังมีลัทธิ Scientology ที่ก่อตั้งโดยนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ L. Ron Hubbard ซึ่งมีประเด็นอื้อฉาวอยู่ในสังคมอเมริกันเรื่องความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกโลกที่ชื่อว่า Xenu (ซีนู) อีกยังเรื่องความเป็นองค์กรหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆและวิธีการจัดระบบสมาชิกD[9]D  ซึ่งผู้สร้างเซาท์พาร์คได้โจมตี Church of Scientology และสาวกคนดังต่างอย่างต่อเนื่องในหลายตอน เช่นในตอนที่ชื่อว่า “Super Best Friends” ที่ออกอากาศในปี 2001 ที่จับเอาDavid Blain นักมายากลชื่อดัง (ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับลัทธินี้) มาผูกโครงเรื่องว่าตั้งองค์กร Blaintology เพื่อหาสมาชิกในแบบScientology แล้วมีเด็กๆในเซาท์พาร์คเข้าไปเป็นสมาชิก Blaintologyพยายามขู่ฆ่าตัวตายหมู่เพื่อให้สิทธิพิเศษทางภาษีและยกฐานะเป็นศาสนา แต่ว่าแสตนได้หนีออกมาขอร้องพระเยซู (ตอนกำลังจะอัดรายการของตัวเอง) ให้ช่วย ซึ่งก็ได้รวมตัวกับเล่าจื้อ พระพุทธเจ้า (Buddha) พระกฤษณะ ศาสดามูฮัมหมัด Joseph Smith ศาสดาของมอร์มอนหรือ Church of the Latter Day Saints และ Sea Man ที่เป็นยอดมนุษย์ที่สมมติขึ้นมาว่าทั้งหมดทำงานผดุงความยุติธรรมร่วมกันในองค์การ Super Best Friends ซึ่งก็คล้ายๆโครงเรื่องขององค์การยอดมนุษยในการ์ตูนอเมริกันของบริษัท Hanna-Barbera และขับไล่ Blain ไป


Figure 4 ภาพศาสดาของศาสนาต่างๆที่ดัดแปลงจากตัวการ์ตูนฮีโร่รุ่นก่อน
ภาพศาสดาของศาสนาอิสลามถูกเซ็นเซอร์ทีหลังเพราะมีประเด็นท้วงจากฝ่ายศาสนาอิสลาม
ไม่เพียงแต่คริสตศาสนาที่จะตกเป็นเป้าหมายของเซาท์พาร์คแต่แทบจะทุกๆศาสนาหลักที่เห็นได้ว่ามีศาสดาเป็นตัวละครอยู่ในเซาท์พาร์คก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์ส่วนความเชื่อที่ลักลั่นกับกรอบความคิดตามหลักตรรกะเหตุผลแบบประจักษ์นิยมในปัจจุบัน เช่นในตอน “All About Mormons” ที่ผู้สร้างเล่าเรื่อง The Book of Mormon ผ่านGaryและครอบครัวที่ย้ายมาอยู่ใหม่ในเซาท์พาร์ค และพยายามเป็นเพื่อนกับแสตนซึ่งไม่ชอบใจกับความเชื่อและลักษณะบุคลิกแบบ Mormon stereotype ของครอบครัว อีกยังแสดงออกในตอนท้ายถึงความไม่พอใจนั้น แต่ซึ่งในจุดนี้ทำให้เรามองเห็นทัศนคติต่อศาสนาที่น่าสนใจจาก Gary ที่บอกกับแสตนว่าเค้าแค่เพียงต้องการเป็นเพื่อนกับแสตนและแสตนไม่มีวุฒิภาวะพอให้มองข้ามประเด็นเรื่องความเชื่อและบุคลิกที่ถูกหล่อหลอมออกมาจากความเชื่อนั้นได้ ซึ่งเราจะเห็นมุมที่สะท้อนออกมาจากสังคมปัจจุบันนี้ที่มนุษย์ไม่อาจแยกเรื่องความเชื่อของปัจเจกที่อาจมีได้หลากหลายออกจากความสัมพันธ์ทางสังคม ที่มีระหว่างกันได้  ตัวปัจเจกต่างถูกครอบด้วยกรอบที่พร้อมจะสะท้อนความสับสนนี้ออกมาได้ตลอดแม้ในภาวะที่พระเจ้าและศาสนจักรจะปลดปล่อยมนุษย์ออกมาสู่สังคมเสรีประชาธิปไตยเพียงใดก็ตาม  ความเชื่อที่เป็นแนวความคิดนามธรรมไม่เพียงแต่ในเชิงศาสนาเพียงอย่างเดียวอาจส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ได้อย่างคาดไม่ถึงเสมอ
มุมมองทางศาสนาและรูปแบบที่เซาท์พาร์คเสนอออกมาอาจถือว่าค่อนข้างรุนแรงในส่วนที่เกี่ยวกับความเชื่อที่ขัดแย้งกับกรอบความคิดประจักษ์นิยมอันเป็นแบบแผนความรู้ของมนุษย์ในปัจจุบัน  สิ่งที่ผู้สร้างเซาท์พาร์คยึดถือก็ไม่ได้ต่างไปจากสิ่งที่ปัญญาชนในกรอบอุดมศึกษาส่วนใหญ่ยึดถือ  และไม่เพียงแต่ความเชื่อทางศาสนาของศาสนาหลักๆที่อยู่ในข่ายนี้ แต่ยังรวมไปถึงความเชื่อในอีกหลายๆแนวอื่นๆที่ได้เข้ามาอยู่ในเซาท์พาร์ค ในช่วงปีที่10ของรายการในตอนชื่อ “Go God Go” และ “Go God Go II” เซาท์พาร์คได้หยิบยกประเด็นเรื่อง Intelligent Design ที่เป็นคดีความในเมืองเดนเวอร์(Denver)รัฐโคโรลาโดเรื่องการสอน Evolution Theory (Evolutionism) ในโรงเรียนเพราะมีผู้พยายามจะเสนอให้สอนทฤษฏี Creationism ไปด้วยแต่ก็มีเสียงคัดค้านจากฝ่ายที่เห็นว่าควรแยกศาสนาออกจากระบบการศึกษาและปล่อยให้เป็นเรื่องของครอบครัวที่จะปฏิบัติหรือสมาทานแนวทางใด[10]  ในโครงเรื่องตอนนี้ได้นำ Richard Dawkins ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์และผู้รณรงค์แนวทางอเทวนิยม (Atheism) อีกยังมีผลงานสื่อสารคดีและหนังสือต่อต้านความเชื่องมงายและความคิดหัวรุนแรงทางศาสนามาผูกเป็นเรื่องว่าปฏิบัติการสำเร็จด้วยการร่วมมือกับ Ms.Garrison ชายแปลงเพศในเรื่องซึ่งเป็นครูที่โรงเรียนประถมเซาท์พาร์คทำให้โลกห้าร้อยปีข้างหน้าไม่มีศาสนา มีแต่ผู้ยึดถือวิทยาศาสตร์เป็นสรณะ แต่ก็ยังมีบรรดาเหล่าผู้สมาทานแนวทางอเทวนิยมในอนาคตแบ่งฝ่ายประหัตถ์ประหารกันด้วยเรื่องว่าควรจะเรียกชื่อกลุ่มความเชื่อเดียวกันของพวกตนเองอย่างไร  ซึ่งในตอนท้ายก็ได้ประเด็นสรุปจากบทสนทนาที่ว่า “There’s no one single answer, is ever the answer” อันแสดงความตั้งใจที่จะให้มีการเปิดกว้างสำหรับพื้นที่ให้ความเชื่อต่างๆด้วย 
นอกจากนี้ในปี 2007 เซาท์พาร์คได้แพร่ภาพชุดไตรภาคต่อกันสามตอนที่ชื่อว่า “Imaginationland” โดยผูกโครงเรื่องว่าผู้ก่อการร้ายD[11]Dได้เข้ามายึดเมืองในจินตนาการที่รวมเอาตัวละครมากมายที่เกิดจากจินตนาการของมนุษย์ในหลายหลากความเชื่อและบริบทวัฒนธรรม รวมถึงที่เป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรมวัฒนธรรม แต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในบริบทของสังคมอเมริกัน ซึ่งเป็นการเสนอเอาชุดตัวละครมากมายซึ่งรวมเอาศาสดาหลายองค์เข้าไปด้วย ทั้งคริสต์ พุทธ และ ฮินดู ฯลฯ ว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในจินตนาการและมนุษย์ต่างเข้าไปยึดถือเอาเป็นจริงเป็นจังจนทำให้เกิดเรื่องโกลาหล
ดังที่ผู้เขียนได้ศึกษาก็เห็นว่าเซาท์พาร์คมีการให้คุณค่าและวิพากษ์ศาสนาและความเชื่อต่างๆในประเด็นที่น่าสนใจและกล้าหาญ ในขณะเดียวกันสังคมและกลไกทางสังคมที่ปล่อยให้มีการแสดงความคิดเห็นได้นี้ยังต้องถือว่าเป็นกลไกที่เปิดกว้างอย่างน่าสนใจ  การวิพากษ์ผ่านอารมณ์ขันเช่นนี้ยังช่วยลดความร้อนแรงของหลายประเด็น  แต่อย่างไรก็ตามอารมณ์ขันก็อาจพรางความคิดคับแคบบางอย่างให้เข้ามาผ่านการสร้างเสียงหัวเราะต่อตัวละครที่โชคร้ายได้  การเสพสื่อในทุกสมัยจึงต้องมีสติและวิจารณญาณอยู่เสมอ



[1] ชื่อ DVDA นี้ ParkerและStone เคยกล่าวในสารคดีสัมภาษณ์ว่ามาจากคำว่า Double Vagina, Double Anal ซึ่งเป็นภาษาในวงการภาพยนตร์ผู้ใหญ่
[2] ในงานแสดงสดของ Lewis Black และรายการทางโทรทัศน์ The Daily Show ของ John Steward ซึ่งเป็นคนอเมริกันเชื้อสายยิวทั้งคู่ก็จะมีการใช้ความเป็นยิวของตัวเองมาเป็นมุขตลกอยู่บ่อยๆเช่นว่าตัวเขามีความสามารถจะชี้ประเด็นต่างที่เกี่ยวกับยิวหรือคัมภีร์ไบเบิลได้ดีกว่าคนอื่นๆที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องยิวอยู่  หรือเน้นการเรียกถึงชาวยิวทั่วว่า “my people” แล้วนำไปสู่มุขตลก
[3] ก่อนที่จะเริ่มออกอากาศเซาท์พาร์คทางระบบเครือข่าย ผู้สร้างเคยได้รับความสนใจจากเครือข่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ Fox ด้วยงานภาพยนต์การ์ตูนสั้นชื่อ The Spirit of Christmas: Jesus VS. Frosty และ Jesus VS. Santa ซึ่งใช้เทคนิคกระดาษตัดแล้วเปลี่ยนตัวละครและฉากไปทีละฉากทีละท่วงท่าการเคลื่อนไหวแล้วถ่ายด้วยกล้องวิดีโอ 8มม. (ข้อมูลจากสารคดี Goin’ Down to South Park)
[4] งานกระดาษตัดจะมีเงาของชั้นกระดาษตื้นๆให้เห็นแต่ไม่ได้สื่อมิติที่สามอย่างมีนัยสำคัญออกมา แต่เงาธรรมชาติที่เกิดขึ้นก็ช่วยไม่ทำให้ภาพสองมิติดูแบนเรียบไปเหมือนงานการ์ตูนที่วาดหลายชิ้น  เซาท์พาร์คในตอนแรกๆที่ออกอากาศจะเห็นมีเงาแบบงานกระดาษตัดได้ชัด แต่จะหายไปพร้อม Computer Graphic (CG) ที่มีเพิ่มมามากขึ้นแทน ซึ่งเหมือนผู้สร้างจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคนิคมากเท่าเนื้อหาและภาษาที่ใช้
[5] Monty Pythons ผลิตงานชุด Monty Python’s The Flying Circus ออกแพร่ภาพในอังกฤษในช่วงปี 1969-1974 แล้วจึงข้ามไปแพร่ภาพในสหรัฐอเมริการในปี1975 ซึ่งน่าถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ต่อเนื่องจากยุคปี1960sที่ตลาดอุตสาหกรรมบันเทิงของอเมริกาได้เปิดรับอิทธิพลทางดนตรีจากฝั่งอังกฤษที่เรียกว่า British Invasion   นอกจากนี้ The Pythons ยังมีงานภาพยนตร์เรื่อง Monty Python and the Holy Grail (1975) ที่ล้อตำนานกษัตร์อาเธอร์ (King Arthur) และเรื่อง Monty Python’s Life of Brian (1979) ซึ่งล้อเลียนเรื่องประวัติพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งน่าจะเป็นต้นความคิดของเซาท์พาร์คได้ชัดเจนในมุมมองเรื่องการเสียดสีพระเจ้า   นอกจากนี้เรายังอาจเห็นการล้อเลียนวัฒนธรรมอื่นๆเช่นจีนและเยอรมันได้บ่อยๆจาก Monty Python แต่อย่างไรก็ตามอารมณ์ขันส่วนใหญ่ก็เป็นแบบตลกลึกด้วยภาษาแบบอังกฤษทั่วไปหรือเป็นการใช้ท่าทางอากัปกิริยาประหลาดกระตุ้นอารมณ์ขัน
[6] บทสัมภาษณ์โดย Nick Gillespie และ Jesse Walker จาก Reason Online (2006), South Park Libertarians, http://www.reason.com/news/show/116787.html (25 ตุลาคม 2551)
[7] Thomas Nast เป็นนักเขียนการ์ตูนในสื่อสิ่งพิมพ์สำคัญหลายเล่ม เช่น Harperและได้สร้างการ์ตูนล้อเลียนการเมืองที่แสบคันโดยเฉพาะที่จุดประเด็นล้อเลียนนาย William Tweed หรือ Boss Tweed ที่เป็นนายกเทศมนตรีของNew Yorkและมีพฤติกรรมฉ้อฉล  จนนับได้ว่า Nast เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการโค่นล้ม Tweed  สัญลักษณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกันก็ถูกสร้างโดยNast ทั้งช้างและลาที่เป็นสัญลักษณ์ในปัจจุบันของพรรค Republican และ Democrat
[8]  อย่างไรก็ตามการเล่นกับอุจจาระหรือของสกปรก (Toilet humor, or scatological humor) นี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใหม่ซักที่เดียวในวงการบันเทิงในสหรัฐอเมริกา  ภาพยนตร์เรื่อง Pink Flamingo ของ John Water ในปี1973 ซึ่งเป็นเรื่องที่ผูกเป็นเรื่องราวเหนือจริงของกระเทยแปลงเพศที่มีบุคลิกพิลึกพิลั่น ชื่อว่าา David Divine ก็ใช้ฉากจบที่ระบือลั่นโดยที่Divineไปหยิบอุจาระสุนัขสดๆมากิน ซึ่งในตอนหลัง John Water ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาต้องการท้าทายความจำเจและระบบการควบคุมเนื้อหาในสื่อของสังคมอเมริกันในช่วงนั้น  นอกจากนี้เซาท์พาร์คยังเคยเสนอตอน “It Hits the Fan” ที่ทำลายสถิติโลกในการเสนอคำว่า “shit” ที่เป็นหนึ่งในคำต้องห้ามในโทรทัศน์ทั่วไป และยังล้อเลียนด้วยการใช้คำหยาบและอื่นๆ (ซึ่งก็ใช้เป็นปรกติอยู่แล้ว)
George Carlin เคยเสนอสารคดีล้อเลียน (mockumentary หรือ pseudo-documentary) คล้ายรายการ “ภาษาไทยวันละคำ” ของไทย แต่มีมาก่อนโดยอธิบายคำต้องห้ามทั้งเจ็ดในโทรทัศน์อเมริกัน (The Seven Dirty Words) โดยใช้เงื่อนไขที่อธิบายรากศัพท์ ความหมายและวิธีใช้ในบริบทต่างๆใต้คราบวิชาการ  ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องในศาลระหว่าง Federal Communications Commission กับเครือข่ายที่ส่งสัญญาณทำให้ศาลมีคำตัดสินถึงที่สุดให้มีขอบเขตและเลี่ยงเวลาออกอากาศสำหรับบางเนื้อหา
[9] Church of Scientology มีองค์กรเป็นรูปบริษัทเอกชนซึ่งพยายามจะยกตัวเป็นศาสนาเพื่อสิทธิประโยชน์หลายอย่างทั้งทางสถานะและทากการเงิน ทางภาษี มีศูนย์อำนาจเรียกว่า Religious Technology Center แต่ว่าในแต่ละหน่วยงานท้องถิ่นจะเป็นรูปบริษัทเอกเทศ ซึ่งอาจพิจารณาได้ว่าเป็นหน่วยในระบบเครือข่าย (Franchisee)
[10] Creationism เป็นแนวทางที่เชื่อว่าสรรพสิ่งในจักรวาลสิ่งมีชิวิตมีผู้สร้างขึ้นมาซึ่งแย้งกับทฤษฎที่เชื่อว่ามีวิวัฒนาการมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  แนวทางนี้เป็นเหมือนเป็นการเสนออย่างกลายๆว่าพระเจ้ามีอยู่และเป็นผู้สร้าง แต่ไม่เป็นที่ยอมรับได้ในทางวิทยาศาสตร์และนำมาสอนได้ในโรงเรียนเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  กรณีนี้ก็คล้ายการท้าทายข้อเสนอเรื่องพระเจ้าในสมัยก่อนว่าถ้าพระเจ้ามีจริงแล้วไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้แล้ว ก็อาจมีกาน้ำชายักษ์อยู่นอกโลกก็ได้ หรือในปัจจุบันก็มีผู้ตั้งลัทธิล้อเลียนชื่อว่า Pastafarian หรือ Church of the Spaghetti Monster ที่ล้อเลียนว่ามีพระเจ้าของตนเป็นลูกชิ้นเนื้อสองก้อนพันด้วยเส้นสปาเกตตี้เป็นผู้สร้าง(Creator)เหมือนในกรณีที่คริสเตียนพยายามเสนอพระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งแบบในคัมภีร์ไบเบิล ภาคปฐมกาล (Genesis)
[11] เรื่องผู้ก่อการร้ายได้กลายมาเป็นเรื่องขำขันในสังคมอเมริกันส่วนหนึ่งหลังจากความล้มเหลวในการค้นหาความเชื่อมโยงเรื่องผู้ก่อการร้ายและอาวุธชีวภาพอาณุภาพทำลายล้างสูงในอิรัค ซึ่งเกิดจากการขยายความข้อมูลลับด้วยจิตนาการของหน่วยข่าวกรองและถือเป็นความล้มเหลวสำคัญอย่างหนึ่งในการบริหารของรัฐบาลบุชที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในช่วงหลังการยึดครองอิรัค