วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วยทฤษฎีเมือง (ภาค 1)

อัญชลิตา สุวรรณะชฎ[1]

                ปัจจุบันการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่หรือมหานครเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นประเด็นข้อถกเถียงทางทฤษฎีระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านวางผังเมืองกับผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมเมืองในตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะปัญหาการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มน้อยที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองใหญ่หรือมหานครต่างๆ ในสหรัฐอเมริกามีปัญหาที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มน้อยในเมืองใหญ่ต่างๆ ทั้งในนิวยอร์ก ลอสแองเจลิส นิวออลีน หลุยเซียน่า ซีแอตเติล และวอชิงตัน
การศึกษาผ่านกรอบคิดทฤษฎีเมือง (Urban Theory) มี 4 แนวทางหลัก ได้แก่ ทฤษฎีความขัดแย้งของเมือง (Urban Conflict Theory) ทฤษฎีนิเวศวิทยาเมือง (Urban Ecology Theory) ทฤษฎีความยุ่งเหยิงของเมือง (Urban Anomie Theory) และทฤษฎีวัฒนธรรมเมือง (Urban Culturalist Theory) ดังต่อไปนี้

ทฤษฎีความขัดแย้งของเมือง (Urban Conflict Theory)

ทฤษฎีความขัดแย้งของเมือง เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานสำคัญมาจากแนวคิดของเฟรดเดอริก เองเกลส์ (Friedrich Engels) และ คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) ในเรื่องอำนาจที่ไม่ได้สัดส่วนกัน (disproportionate power) ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นในสังคม (ชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง) ชนชั้นแรงงานรู้สึกว่าการทำงานของพวกเขาทำให้เกิดความมั่งคั่งแก่ชนชั้นสูง แต่ชนชั้นสูงกลับเป็นผู้ควบคุมสังคมและมีอำนาจทางการเมือง ชนชั้นแรงงานจึงกลายเป็นผู้ถูกกดขี่ทางสังคม
เองเกลส์[2] ได้อธิบายโดยยกตัวอย่างสลัมต่างๆ (slums) ในเมืองใหญ่ของอังกฤษ คือ เมืองแมนเชสเตอร์และกรุงลอนดอน เขากล่าวว่า เมืองแมนเชสเตอร์และกรุงลอนดอนเป็นเมืองใหญ่ที่ต่ำช้า คนในชนบทรอบๆ กรุงลอนดอนราวกับถูกโยนออกไปจากที่ดินของเขา ในปี ค.ศ. 1840 พวกเขาได้รับค่าจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับความมั่งคั่งของชนชั้นผู้ดีตระกูลสูงและชนชั้นนายทุนที่อาศัยอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความเกลียดชังของชนชั้นแรงงาน พวกเขามีที่พักอาศัยเป็นเพียงห้องเล็กๆ ในอพาร์ตเมนต์ที่มีเพียง 2-3 แห่ง ห้องพักเล็กๆ คับแคบยิ่งกว่าตู้เสื้อผ้า ราวกับอยู่ในกระท่อมไม้เล็กๆ ที่สร้างด้วยไม้กระดานปูเดินข้ามบ่อโคลน ไม่มีทางเท้าริมถนน ไม่มีน้ำประปา ไม่มีการจัดการขยะ ไม่มีท่อระบายน้ำ ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกระแสไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่าง และไม่มีเครื่องทำความร้อน มีเพียงเตาถ่านเล็กๆ ที่ให้ความอบอุ่น ซึ่งหลายครั้งก่อให้เกิดไฟไหม้และทำลายชีวิตผู้คนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในอาคาร คำอธิบายของเองเกลส์ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า ฟังก์ชั่นของเมืองไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ราวกับเป็นโกดังเก็บแรงงานราคาถูก แต่มันยังมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดินในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภค แม้แต่การควบคุมรักษาความสงบเรียบร้อย  ทางเท้า สวนส่วนตัว อสังหาริมทรัพย์ และสวนสาธารณะของคนรวย กับความสกปรกของบ้านของคนจน ห้องเช่า สลัม และร้านเหล้าเล็กๆ สำหรับชนชั้นแรงงาน เองเกลส์แสดงให้เห็นถึง เมือง บนเวทีความขัดแย้งของชนชั้นเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ ตามแนวทางการวิเคราะห์แบบมาร์กซ์ กล่าวคือ สภาพแวดล้อมของเมืองเกิดขึ้นบนเวทีความขัดแย้งของชนชั้นเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ ที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะของเมือง การปฏิวัติของคนงานที่อยู่อย่างหนาแน่นในเมืองก็เพื่อช่วยให้รอดชีวิต การเขียนถึงเมืองแบบนักหนังสือพิมพ์ของเองเกลส์ได้เปลี่ยนมุมมองเมืองในสหรัฐอเมริกาใหม่ (Turley, Allan 2005: 2-3)
หนังสือ How the Other Half Lives (1890) ของ จาคอบ ริส์ (Jacob Riis) ผู้บุกเบิกการสืบสวนแบบนักหนังสือพิมพ์และวิพากษ์สังคม คำบรรยายพร้อมภาพถ่ายในหนังสือเล่มนี้ เป็นที่มาของการศึกษาวัฒนธรรมเมืองแบบใหม่ ริส์สำรวจเมืองอย่างถี่ถ้วนด้วยวิธีการแบบนักหนังสือพิมพ์โดยเข้าไปในสถานที่ที่มืดที่สุดของเมืองและเป็นสถานที่อยู่อาศัยของชนชั้นที่ต่ำที่สุดของเมือง ริส์ไม่ได้สนับสนุนการปฏิวัติแบบมาร์กซ แต่ใช้การวิเคราะห์ชนชั้นตามแบบมาร์กซ เขากล่าวว่า สภาพความเป็นจริงของเมือง คือ ชนชั้นที่ต่ำที่สุดมีชีวิตอย่างน่าเวทนา ซึ่งมันไม่ใช่เป็นความผิดของพวกเขา ในขณะที่ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ไม่เคยกล่าวถึงเงื่อนไขทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างของชนชั้นทางสังคมอย่างที่เองเกลส์เสนอเรื่องชนชั้นแรงงานในเมือง (Riis, Jacob 1890)
แม็กซ์ เวเบอร์[3] เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากงานของเองเกลส์และมาร์กซ แต่ไม่ได้ใช้วิธีการที่รุนแรงแบบมาร์กซิสต์ชาวยุโรป เขาวิเคราะห์เมืองโดยวิธีการเชื่อมโยง เมือง กับลักษณะพิเศษของเมือง 4 ประการ ดังนี้
1.     ความสัมพันธ์ต่างๆ ทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในเมือง ลักษณะของชาวเมืองมีพื้นฐานการดำรงชีพด้วยการดำเนินธุรกิจค้าขาย ในขณะที่เขตชนบทการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญา หารสามารถค้ำจุนความเป็นอยู่ได้
2.     เมืองต่างๆ เกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคมขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของเมือง สถาบันทางสังคมขนาดใหญ่เหล่านี้ ได้แก่ รัฐบาลและระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่กำหนดรูปแบบและมีอิทธิพลต่อเมือง
3.     เครือข่ายทางสังคมและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเมือง รวมถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของชีวิตในเมืองที่แตกต่างกัน สามารถช่วยให้วัฒนธรรมดำเนินต่อไป
4.     เมืองที่มีการปกครองตนเองและมีรายได้ที่เพียงพอเลี้ยงตัวเอง โดยอาศัยกฎหมาย การเมือง และการทหาร ชาวเมืองจะพัฒนาความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีต่อเมือง
ปัจจัยสำคัญของเมืองตามรูปแบบการวิเคราะห์ดังกล่าว รวมทั้งแนวคิดวิเคราะห์เรื่องชนชั้นและสถานะของเวเบอร์ ที่เรียกว่า โอกาสของชีวิต (life chances) ซึ่งเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และตัวแปรทางการศึกษาเมือง อาจเป็นองค์ประกอบหนึ่งของโอกาสชีวิตของปัจเจกชน แต่เวเบอร์ไม่ได้ให้ความสนใจเป็นอันดับแรก เขามุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิธีการศึกษาเมือง (Turley, Allan 2005: 3-4)
จากแนวคิดของเองเกลส์และมาร์กซ ทฤษฎีความขัดแย้งของเมืองได้พัฒนาต่อมาโดย จอห์น โลแกน (John Logan) ฮาร์เวย์ โมโลต์ช (Harvey Molotch) และ มานูเอล คาสเทลส์ (Manuel Castells) ดังนี้
ในปี ค.ศ. 1987 จอห์น โลแกน (John Logan) และฮาร์เวย์ โมโลต์ช (Harvey Molotch)[4] ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง (political economy theory) วิเคราะห์การใช้ที่ดินในเมืองตามทฤษฎีของมาร์กซ โดยนัยยะที่อำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเสมอ โลแกนและโมโลต์ช พบว่า ที่ดินไม่ได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่คิด ที่ดินถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของผู้ดีชั้นสูง เพราะในเมืองผู้ดีชั้นสูงที่ร่ำรวยมีอำนาจทางการเมืองมากกว่าพลเมืองกลุ่มอื่นๆ ที่ดินถูกซื้อขายโดยการปั่นราคาจากผู้ทำธุรกิจที่ดินที่ร่ำรวยและเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจที่หิวกระจาย ซึ่งมันไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่สุดในการใช้ที่ดิน แต่เพื่อผลกำไรทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์แบบ
โลแกนและโมโลต์ช พบว่า การใช้ที่ดินในเมือง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.     บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนมูลค่าของที่ดิน
2.     บนพื้นฐานของการใช้มูลค่าของที่ดินในเมือง
มูลค่าการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อผู้ดีชั้นสูงทำประโยชน์บนที่ดินในเมือง หรือตกลงใจไม่ใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นฐานมูลค่าการแลกเปลี่ยนในทางเศรษฐศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น การครอบ ครองที่ดินแปลงหนึ่งในย่านธุรกิจหลักของเมือง (downtown) และปฏิเสธที่จะพัฒนาที่ดินหรือการก่อสร้างอาคารใดๆ บนที่ดินเพื่อช่วยให้ที่ดินในบริเวณรอบๆ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และไม่ขายที่ดินแปลงนั้นเพื่อให้เกิดมูลค่าการแลกเปลี่ยน มูลค่าจากการใช้ที่ดินเพื่อการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค หรือการศึกษา การปั่นราคาที่ดินในเมืองส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมเมือง ไม่เพียงแต่นำไปสู่การขาดแคลนโรงเรียนและการรู้หนังสือ แต่ยังส่งผลต่อการมีโรงพยาบาลไม่เพียงพอและการเจ็บไข้ได้ป่วยของประชากรในเมืองเป็นอย่างมาก ตลอดจนการขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่มีราคาเหมาะสมที่ประชากรมีเงินพอที่จะจ่ายได้ ทำให้เกิดสลัมและการแบ่งแยกชนชั้นในวัฒนธรรมเมือง การผลิตวัฒนธรรมเมืองก็เช่นเดียวกับการผลิตประเภทอื่นๆ ที่ต้องอาศัยพื้นที่ (space) เพื่อการผลิต และถ้าไม่มีพื้นที่สำหรับการผลิตวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากมูลค่าการแลกเปลี่ยน เมื่อนั้นวัฒนธรรมก็จะถูกจำกัด
การกล่าวถึง เมืองใหญ่ (urban) ตามขนบมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิม จะบรรยายเกี่ยวกับเมืองใหญ่ทั้งเมืองโดยเปรียบเทียบกับประเทศอาณานิคม แต่อาณานิคมแบบใหม่การใช้อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อควบคุมและมีอำนาจเหนือรัฐ คือ การตั้งรกรากภายในเมืองโดยชนชั้นกลางและการใช้เมืองเป็นศูนย์กลางธุรกิจของพลเมืองที่มั่งคั่งที่ส่งผลสะท้อนต่อรัฐบาล แต่ขณะ เดียวกันชนชั้นกลางและพลเมืองที่มั่งคั่งก็หนีไปใช้ชีวิตอยู่ชานเมือง โดยนำรายได้และเงินที่จะใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยไปสู่ชานเมืองด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากข้อจำกัดทางภาษีในเมือง พวกเขาไม่ต้องการจ่ายค่าบริการหรือภาษีในเมืองที่แพง ได้แก่ ค่าจัดหาตำรวจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ประปา ถนน และอำนาจในเมือง ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มความต้องการอย่างสูงในการลดหย่อนภาษีสำหรับธุรกิจของพวกเขา และการสร้างทางหลวงสู่ชานเมือง ถ้าเช่นนั้น ใครคือผู้จ่ายภาษีให้เมือง? นั่นก็คือ คนจนที่อยู่ในเมือง นักทฤษฎีกลุ่มนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า ความไม่เท่าเทียมของคนกลุ่มน้อยจำนวนมากเป็นสิ่งที่สืบทอดมาเช่นเดียวกับในอดีตเหมือนชาวอาณานิคม ประชากรในเมืองที่เป็นคนกลุ่มน้อยที่ตั้งรกรากอยู่ในเมือง  เป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระภาษีจากการประกอบอาชีพแทนชนชั้นกลางและพลเมืองที่มั่งคั่งเหล่านั้น (Turley, Allan 2005: 15-16)
วิลเลียม จูเลียส วิลสัน (William Julius Wilson) เป็นอีกคนหนึ่งที่อธิบายถึงคนกลุ่มน้อยที่อยู่ในเมืองแบบมาร์กซิสต์ ในหนังสือ The Declining Significance of Race (1978) วิลสันอธิบายถึงสภาพที่น่าสงสารของชาวแอฟริกันอเมริกันที่อยู่ในเมือง เขาได้สร้างข้อถกเถียงเกี่ยวกับเชื้อชาติที่ยึดถือตามจารีต และการกล่าวหาว่าชาวแอฟริกันอเมริกันเป็นคนไม่ดี วิลสันกล่าวว่า เชื้อชาติไม่ใช่สาระสำคัญในสังคมอีกต่อไป นักเสรีนิยมเรียกร้องให้หันกลับมาตระหนักถึงสิทธิพลเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องชนชั้นมากกว่าเรื่องความเท่าเทียมของสิทธิทางการเมือง
ในสหรัฐอเมริกาการเหยียดผิวสืบเนื่องมาจากระบบทาสในอดีตตั้งแต่สงครามกลางเมืองที่มีผลต่อความรู้สึกของสถาบันทั้งหลายของประเทศ การเหยียดผิวเป็นเรื่องของระบบจ่ายค่าแรงสองเท่า (two-tiered wage system) ที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคเหนือของสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1900 ทาสในยุคแรกมาจากเมืองทางตอนเหนือถูกส่งไปทำงานเกษตรกรรมทางตอนใต้ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยคนงานผิวดำถูกกดขี่ค่าแรงที่จ่ายให้น้อยกว่าคนงานผิวขาวในโรงงานอุตสาหกรรมถึง 2 เท่า ทำให้เกิดทัศนะการเหยียดผิว โดยคนงานผิวขาวในภาคเหนือเกลียดชังคนงานผิวดำ ช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 (หลังการผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน) วิลสันเห็นว่า ทัศนะดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ชาวแอฟริกันอเมริกันในสังคมปัจจุบันถูกกดดันให้อยู่ในย่านชุมชนที่มีความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรมของค่าแรงกดมูลค่าของที่ดินในย่านชุมชนชาวแอฟริกันอเมริกัน ทำให้ขาดแคลนโรงเรียน ซึ่งทำให้ชุมชนชาวแอฟริกันอเมริกันยิ่งเลวร้ายลง คนในชุมชนไร้การศึกษา ขาดอาชีพช่างฝีมือที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจเมืองในยุคหลังอุตสาหกรรม (postindustrial) วิลสันเห็นว่า เชื้อชาติและชนชั้น เป็นสมมมติฐานเริ่มต้นของการเกิดวัฒนธรรมเมือง จากการเรียกร้องของกลุ่มคนที่ต้องช่วยเหลือตนเองให้รอดพ้นจากความยากจนและการขาดแคนสิ่งที่จำเป็น
มานูเอล คาสเทลส์ (Manuel Castells) ใช้การวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ ศึกษาอิทธิพลของการจัดการท้องถิ่นตามแนวทางการพัฒนาเมือง ในหนังสือ The City and the Grassroots Movement (1983) คาสเทลส์ศึกษากิจกรรมการเคลื่อนไหวจากการรวมตัวของคนรากหญ้าในท้องถิ่นรอบๆ ชุมชน (ย่านโรงงานที่พวกเขาทำงาน) ในเชิงประวัติศาสตร์ เขาพบว่า การรวมตัวเคลื่อนไหวของคนรากหญ้าในท้องถิ่น (local grassroots movements) ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องบริการสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ประปา การศึกษา ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการต่อรองกับอำนาจรัฐบาลในการจัดบริการเหล่านี้ให้กับพวกเขา แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของคนรากหญ้าที่ส่งผลต่อการจัดบริการของเมืองที่พวกเขาคาดหวัง ได้แก่ โรงเรียนสำหรับเด็กๆ น้ำประปา การจัดการสิ่งปฏิกูล ท่อระบายน้ำ การรักษาความสงบเรียบร้อยโดยตำรวจ การป้องกันน้ำท่วม และถนนที่โอ่อ่ากว้างขวาง ตลอดจนการได้รับการปฏิบัติในฐานะพลเมืองของเมือง สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการจัดการเมืองสมัยใหม่ที่เราไม่สามารถประเมินได้ว่าครั้งหนึ่งเมื่อร้อยกว่าปีก่อนฟังก์ชั่นของเมืองที่เกี่ยว กับบริการเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย
งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของคาสเทลส์เรื่อง The Informational City (1989) อธิบายโดยเน้นถึงยุคหลังอุตสาหกรรมและการปรับเปลี่ยนของเมืองตามกระแสสังคมโลก ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และองค์ประกอบต่างๆ เขากล่าวถึงการปฏิวัติการผลิตแบบใหม่ เช่นเดียวกับการปฏิวัติเกษตรกรรมหรือการปฏิวัติอุตสาหกรรม สังคมอันประกอบด้วย ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เมือง และศาสนา ถูกปรับเปลี่ยนโดยการพัฒนาแบบใหม่ตามระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เปลี่ยนโครงสร้างแบบก้าวหน้า เมือง ถูกปรับเปลี่ยนตามกระแสสังคมโลกโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ความเป็นไปได้ของประชาชนในเมืองที่ต้องการจะประกอบอาชีพในท้องถิ่น ในอดีต เมือง เป็น สถานที่ (place) ผลิตวัฒนธรรม อัตลักษณ์ทางสังคม เป็นศูนย์กลางการค้าขาย แตกต่างจากปัจจุบันที่เมืองทำหน้าที่เป็น พื้นที่ (space) สำหรับเทคโนโลยีและรถยนต์ ไม่มีพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก ยกตัวอย่างเช่น ในทางกายภาพอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ มีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในมาเลเซียเพราะมีค่าจ้างแรงงานต่ำ แต่การเก็บรักษาข้อมูลการออกแบบอยู่ในลอสแองเจลิส และงานธุรการของบริษัทอยู่ในเดนเวอร์ ทำให้เกิดธุรกิจยานยนต์ขนาดใหญ่ แต่ไม่มีวัฒนธรรมความภักดีต่อเมืองทั้งในลอสแองเจลิสและเดนเวอร์ พื้นที่อุตสาหกรรมที่หนาแน่นทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเมืองออกไป เมืองของโลกตะวันตกได้เปรียบจากข้อดีของค่าจ้างแรงงานต่ำในโลกตะวันออก และธรรมชาติการเลื่อนไหลของพื้นที่ข้อมูลข่าวสาร
นักวิชาการแนวมาร์กซิสต์ที่สำคัญอีกคนหนึ่ง คือ ปีเตอร์ วาร์ด (Peter Ward) ได้วิเคราะห์เมืองแม็กซิโกซิตี้ในหลายระดับ ในหนังสือ Mexico City (1998) เริ่มจากความเชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับวัฒนธรรม วาร์ด อธิบายถึง การเมือง โครงสร้างของเมือง วิถีชีวิตชุมชน และความพึงพอใจทางเศรษฐกิจของแม็กซิโกซิตี้ ซึ่งวัฒนธรรมของแม็กซิโกซิตี้ปรากฏให้เห็นทางสถาปัตยกรรมในย่านธุรกิจสำคัญของเมืองที่ยังคงรูปแบบอาคารสมัยอาณานิคม ย่านคนจนที่ขาดแคลนบริการสาธารณูปโภคของเมือง น้ำ และสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ไปจนถึงที่พักอาศัยที่ทันสมัยที่สุด ตลอดจนการโฆษณาว่า แม็กซิโกเป็นประตูสู่อุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศโลกที่หนึ่ง วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการออกแบบก่อสร้างอาคารมีอิทธิพลต่อสังคมผู้ที่อยู่อาศัยในแม็กซิโกซิตี้ อาคารแบบโคโลเนียลให้ความรู้สึกราวกับย้อนยุคไปสู่โลกสมัยอาณานิคม ความนิยมต่อสถาปัตยกรรมรูปแบบโคโลเนียลมีอิทธิพลต่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือพื้นที่อุตสาหกรรม ทำให้การออกแบบก่อสร้างอาคารที่พักมีเฉลียงและห้องโถงกลางได้รับการอุดหนุนจากผู้อยู่อาศัย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในสหรัฐอเมริกาที่ผู้คนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์อย่างสันโดษและเป็นส่วนตัว สถาปัตยกรรมของเมืองเปิดประตูสู่เพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันก็เป็นเส้นแบ่งชนชั้นในแม็กซิโกซิตี้ การขาดชนชั้นกลางที่เชื่อมโยง ทำให้เห็นความยุ่งเหยิงของคนรวย สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของผู้มั่งคั่งในแม็กซิโกซิตี้ได้เข้ามาแทนที่อาคารสมัยโคโลเนียล

(โปรดติดตามต่อ ภาค 2)


[1] บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาบัณฑิตสัมมนา (สห. 845) โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 2/2552
[2] Engels, Friedrich. (1958). The Condition of the Working Class in England. Trans. W.O. Henderson and W.H. Chaloner. New York: MacMillan.
[3] Weber, Max. (1921). The City. New York: Free New York Press (1966).
[4] Logan, John and Harvey, Molotch. (1987). Urban Fortunes: The Political Economy of Place. Berkeley: University of California Press.

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แนวคิดเรื่องวิญญาณในปรัชญาของอริสโตเติล



กนกวรรณ สุทธิพร

บทความชิ้นนี้เป็นบทความนำเสนอธรรมชาติเกี่ยวกับวิญญาณของมนุษย์ในปรัชญาของอริสโตเติล อริสโตเติล ให้ความหมายของคำว่าวิญญาณ” (Soul) ไว้ 2 ประการ คือ (1) หมายถึง สิ่งที่ขาดไม่ได้ของสิ่งมีชีวิต (2) หมายถึง ภาวะจริงของร่างกาย หรือ สารัตถะของบางอย่างที่มีภาวะแฝง(being) ที่มีจิต กล่าวโดยทั่วไป วิญญาณตามนัยของอริสโตเติล หมายถึง หลักการแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย (Life Principle or principle of animal life) จัดเป็นแบบของชีวิต เป็นธรรมชาติที่มีอำนาจในการควบคุมบงการร่างกาย วิญญาณกับร่างกายเป็นเอกภาพที่ไม่พรากจากกัน ทั้งสองอย่างรวมกันเรียกว่าชีวิตซึ่งหมายถึง ความสามารถในการรับอาหาร เจริญเติบโต และเสื่อมสลายไป(Hippocrates G.Apostle Lloyd P.Gerson,1982,pp.259-261)

หน้าที่และประเภทของวิญญาณ
วิญญาณของมนุษย์ มีหน้าที่ 3 ประการด้วยกัน คือ
(1) หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ให้คงอยู่จนกว่าจะสิ้นอายุขัย เรียกว่า อาหารวิญญาณ (Nutritive Soul)
(2) รับรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยผัสสะทั้ง 5 เรียกว่า ผัสสวิญญาณ (Sensitive Soul)
(3) คิดอย่างมีเหตุผล เรียกว่า พุทธิวิญญาณ (Rational Soul)
หน้าที่ทั้ง 3 ประการนี้ เท่ากับเป็นการแบ่งประเภทของวิญญาณไปในตัวเพราะ Nutritive Soul เป็นวิญญาณของพืช และ Sensitive Soul เป็นวิญญาณของสัตว์เดรัจฉาน ส่วนมนุษย์มีวิญญาณทั้ง 3 ประเภทอยู่ในชีวิต แต่ Rational Soul เท่านั้น ที่จัดเป็นวิญญาณของมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะวิญญาณของมนุษย์สามารถคิดอย่างมีเหตุผลด้วยพุทธิปัญญา(Nous) อริสโตเติลจึงจัดวิญญาณของมนุษย์ให้อยู่ในระดับที่มีพัฒนาการสูงสุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตด้วยกันและเรียกวิญญาณในระดับนี้ว่าพุทธิวิญญาณ”(Rational Soul) นอกจากการแบ่งวิญญาณเป็น 3 ประเภทแล้ว อริสโตเติลยังแบ่งวิญญาณของมนุษย์ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีเหตุผล(rational part) และส่วนที่ไร้เหตุผล (irrational part) โดยจัด Nutritive Soul และ Sensitive Soul เป็นส่วนที่ไร้เหตุผล และจัด Rational Soul เป็นส่วนที่มีเหตุผล วิญญาณทั้ง 2 ส่วนของมนุษย์อาจเขียนเป็นโครงสร้างได้ดังนี้


พุทธิวิญญาณ
(Rational)

ผัสสวิญญาณ
(Sensitive Soul)

อาหารวิญญาณ
(Nutritive Soul)


ส่วนที่มีเหตุผล           
วิญญาณของมนุษย์

ส่วนที่ไร้เหตุผล         
วิญญาณของสัตว์เดรัจฉาน                     

ส่วนที่ไร้เหตุผล         
วิญญาณพืช

ในทัศนะของอริสโตเติลวิญญาณของมนุษย์ (พุทธิวิญญาณ) ไม่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนย่อยได้ เป็นแบบที่สมบูรณ์ในตัวเอง มนุษย์แต่ละคนมีเพียงวิญญาณเดียวเท่านั้น ส่วนจิต(Mind)เป็นเพียงสมรรถภาพ(faculty)อย่างหนึ่งของวิญญาณ(Hippocrates G.Apostle Lloyd P.Gerson,1982,pp.281-282)

สมรรถภาพของวิญญาณ
อริสโตเติลเรียกธรรมชาติภายในวิญญาณของมนุษย์ว่า ความสำนึก(consciousness) และเรียกระดับชั้นต่างๆ ของความสำนึกว่า สมรรถภาพ(faculties) สมรรถภาพแห่งวิญญาณของมนุษย์ มีระดับชั้นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(1)การรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sense – perception) วิญญาณที่เป็นแบบของมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้โลกโดยผ่านกายทวาร 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย ซึ่งทวาร 5 นี้ รับรู้อารมณ์เฉพาะของตนเอง เช่น ตารับได้เฉพาะภาพเท่านั้น ไม่สามารถได้ยินเสียงแทนหูได้ ฯลฯ อริสโตเติลเชื่อว่า คนเราสามารถมองเห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น, รู้รสและรู้สิ่งที่มา กระทบผิวกาย เพราะความสามารถของวิญญาณ
(2)สามัญสำนึก หรือ ผัสสะร่วม(Common sense) หมายถึง จุดรวมของความรู้สึก หรือ การรับรู้ร่วมกันของประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น ขณะที่เรานั่งรถที่กำลังเคลื่อนที่ เรารู้ว่ารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตาและผิวกาย ฯลฯ สามัญสำนึกเป็นที่ที่ความรู้สึกแต่ละอย่างมาพบกัน มารวมกัน และจัดตัวเข้าเป็นประสบการณ์หน่วยหนึ่ง สามัญสำนึกทำหน้าที่เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างกัน ทำหน้าที่เปลี่ยนสิ่งที่ผสมปนเปกันอย่างยุ่งเหยิงของปรากฏการณ์ให้เป็นประสบการณ์ที่จำกัดและกลมกลืนกัน สภาวะที่เป็นเกณฑ์บอกว่าเป็นผัสสะร่วม ได้แก่ การเคลื่อนที่, การหยุดนิ่ง,รูปทรง,ขนาด และจำนวน ศูนย์กลางที่คอยทำหน้าที่ควบคุมและประสานงานจนเกิดผัสสะร่วม คือ หัวใจ อริสโตเติลเชื่อว่า สามัญสำนึกอยู่ที่หัวใจซึ่งเป็นที่ตั้งของจิตวิญญาณ อาศัยตา หู จมูก ลิ้นและผิวกายเป็นพื้นฐาน ผัสสะร่วมนี้ทำให้มนุษย์สามารถรับรู้,จำได้,จินตนาการได้,สามารถลำดับภาพได้, ทำให้รู้สึกพอใจอยากได้หรือทุกข์ใจและเกลียดชัง(กีรติ บุญเจือ,2528,หน้า 77)
(3)สมรรถภาพทางจินตนาการ (Faculty of imagination) หมายถึง อำนาจที่ทุกคนมีอยู่ในการสร้างจินตภาพ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานภายในอวัยวะที่ยังรับสัมผัสที่คงมีอยู่ต่อไป หลังจากที่วัตถุหยุดกระทำต่อประสาทสัมผัสนั้นแล้ว อริสโตเติลไม่ได้หมายถึง จินตนาการการสร้างสรรค์ของศิลปิน 
(4)ความทรงจำ (Memory) สมรรถภาพในระดับนี้เป็นสิ่งเดียวกันกับจินตนาการ แต่ความทรงจำเป็นจินตนาการที่รู้ว่าภาพแห่งจินตนาการนั้นเป็นสิ่งลอกแบบของความรู้สึกทางผัสสะในอดีต
(5)การระลึกได้ (Recollection) หมายถึง ความสามารถในการปลุกความทรงจำให้กลับคืนมาได้ ซึ่งปกติความทรงจำจะล่องลอยไปในจิตอย่างไร้จุดหมาย
(6)ความสามารถระดับเหตุผลหรือปัญญา (Faculty of reason) สมรรถภาพในระดับนี้ถือว่าเป็นสมรรถภาพพิเศษของมนุษย์ (Specifically human faculty) เหตุผลหรือปัญญาของมนุษย์เป็นภาวะที่ทำให้มนุษย์รู้สิ่งต่างๆ ตามลำดับ คือ รู้สิ่งสากล (มโนภาพ), รู้ข้อตัดสิน, รู้ข้ออ้างเหตุผล และสามารถรู้ด้วยอัชฌัตติกญาณ[i] ได้ด้วยเมื่อไม่ได้อาศัยร่างกายแล้ว  เหตุผลหรือปัญญาของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ(1) เหตุผลหลับ (Passive reason) ได้แก่ ความสามารถแฝงของจิต กล่าวคือ จิตมีอำนาจในการคิดก่อนที่จะคิดจริง ๆ อุปมาเหมือนแผ่นขี้ผึ้งเรียบๆ ที่สามารถรับการเขียนได้ แต่ยังไม่ถูกเขียน (2) เหตุผลตื่น (Active reason) ได้แก่ กิจกรรมที่แท้จริงของความคิด หรือ การลงมือคิดจริง ๆ อุปมาเหมือนแผ่นขี้ผึ้งที่กำลังถูกเขียน  
ความสามารถของวิญญาณทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เมื่อมนุษย์สิ้นชีพ ความสามารถด้านประสาทสัมผัส ผัสสะร่วม จินตนาการทั้งหมด รวมทั้งเหตุผลแฝง จะดับสลายไปพร้อมกับร่างกาย แต่เหตุผลจริงของวิญญาณเป็นอมตะ ดังที่อริสโตเติลกล่าวว่า จิต (Mind) สามารถแยกจากร่างกายได้ ไม่แตกดับ และไม่รวมกับร่างกาย...เมื่อจิตถูกปลดปล่อยเป็นอิสระจากเงื่อนไขปัจจุบัน (คือร่าง กาย) จิตจะปรากฏตามที่เป็นจริง และไม่มากไปกว่านั้น จิตที่อยู่ตามลำพังนี้เป็นอมตะและมีอยู่นิรันดร และถ้าปราศจากจิตก็ไม่มีอะไรที่จะต้องคิด(Hippocrates G.Apostle Lloyd P.Gerson,1982,pp.290-291)
จากข้อความที่ยกมาแสดงให้เห็นว่า อริสโตเติลเชื่อในความเป็นอมตะและคงอยู่นิรันดรของวิญญาณแห่งเหตุผลของมนุษย์ โดยเห็นว่าเหตุผลจริงหรือเหตุผลตื่นเป็นอมตะแต่เหตุผลแฝงหรือเหตุผลหลับไม่เป็นอมตะ

ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับวิญญาณ
 อริสโตเติลจัดให้มนุษย์เป็นอินทรียสสารที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้ด้วยอาหาร มีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ สามารถขยายพันธุ์ได้เหมือนพืชซึ่งเป็นอินทรียสสารระดับต่ำสุด สามารถรับรู้ได้ด้วยผัสสะและมีความรู้สึกสุขทุกข์ได้เหมือนสัตว์เดรัจฉานทั่วไปซึ่งเป็นอินทรียสสารระดับกลางและมนุษย์สามารถคิดอย่างมีเหตุผลได้ด้วยพุทธิปัญญา ดังนั้นระหว่างกายกับวิญญาณ อริสโตเติลถือว่าวิญญาณเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ก็ด้วยอาศัยวิญญาณ วิญญาณเป็นตัวกำหนดหลักการของชีวิตมนุษย์ ส่วนร่างกายนั้นถือเป็นเครื่องมือของวิญญาณแต่ถึงแม้อริสโตเติลจะให้ความสำคัญกับวิญญาณ แต่เขามีความเห็นว่าร่างกายและวิญญาณไม่เคยแยกจากกัน เหมือนสสารและแบบที่ไม่เคยแยกจากกัน องค์ประกอบทั้ง 2 ต่างอาศัยซึ่งกันและกันอยู่โดยกายเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณ วิญญาณทำให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ ซึ่งการอธิบายเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า อริสโตเติลยอมรับว่ากายและวิญญาณของมนุษย์มีอยู่จริง และมีอยู่อย่างอิงอาศัยซึ่งกันและกัน

อมตภาพของวิญญาณ
เนื่องจากอริสโตเติลถือว่า วิญญาณเป็นแบบของชีวิตมนุษย์ แต่ไม่เป็นส่วนประกอบใดของกายมนุษย์ เพียงแต่อาศัยกายของมนุษย์อยู่เท่านั้น เมื่อกายของมนุษย์สลายไปแล้ว วิญญาณจะยังคงอยู่เป็นนิรันดร วิญญาณสามารถแยกจากร่างกายได้แต่ไม่แตกดับ ที่วิญญาณยังอยู่ในกายมนุษย์เพราะมีกายเป็นเงื่อนไข ถ้าปราศจากเงื่อนไขคือร่างกายของมนุษย์แล้ววิญญาณก็ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ ดังนั้น วิญญาณในทัศนะของอริสโตเติลจึงมีสถานะเป็นอมตะภาพ
กล่าวโดยย่อคือ อริสโตเติลแบ่งองค์ประกอบแห่งชีวิตของมนุษย์ออกเป็น 2 ส่วน คือ ร่างกายกับวิญญาณ ร่างกายถือเป็นสสารเป็นส่วนรูปธรรม รองรับแบบของชีวิต ส่วนวิญญาณเป็นแบบ เป็นหลักการของชีวิต เป็นส่วนนามธรรม ทั้ง 2 ส่วนอาศัยซึ่งกันและกันดำรงอยู่ เพียงแต่ร่างกายได้รับการจัดสรรโดยวิญญาณเท่านั้น เพราะวิญญาณเป็นหลักการของชีวิต คอยหล่อเลี้ยงชีวิต คอยรับรู้ผัสสะต่าง ๆ และทำให้มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่คิดอย่างมีเหตุผล ร่างกายของมนุษย์ไม่เป็นอมตะ แต่วิญญาณของมนุษย์เป็นอมตะ

วิญญาณแห่งเหตุผลของมนุษย์
วิญญาณแห่งเหตุผล หมายถึง วิญญาณที่มีสมรรถภาพในการคิดอย่างมีเหตุผล เป็นคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์ได้รับการขนานนามจากมนุษย์ด้วยกันว่าเป็นสัตว์ที่รู้คิดด้วยเหตุผล ถ้าเราถามว่า ทำไมมนุษย์จึงเป็นสัตว์ที่มีเหตุผลหรือเป็นสัตว์รู้คิด(Thinking animal) อริสโตเติลอาจตอบเราว่า เพราะแบบหรือวิญญาณกำหนดให้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆอีก เช่น เหตุผลหรือปัญญาของมนุษย์มีลักษณะอย่างไร เหตุผลมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างไร  และแท้จริงแล้วอริสโตเติลตอบปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง
.เหตุปัจจัยที่ทำให้มนุษย์เป็นสัตว์รู้คิดด้วยเหตุผล ได้กล่าวถึงไปแล้วว่า ในทรรศนะของอริสโตเติล แบบหรือวิญญาณเป็นตัวการกำหนดความมีความเป็นต่างๆให้กับมนุษย์ ฉะนั้น เหตุที่มนุษย์เป็นสัตว์รู้คิดด้วยเหตุผล เพราะในวิญญาณหรือแบบของมนุษย์มีภาวะอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “Nous” เป็นส่วนสำคัญอยู่ คำว่า “Nous” เป็นภาษากรีกแปลว่า อนุตรจิต,จิต,ปัญญา,เหตุผล,มโน,จิตสากลของจักรวาล ซึ่งจัดให้สรรพสิ่งเป็นระเบียบเข้าใจได้ เมื่อภายในวิญญาณของมนุษย์มีภาวะที่เป็นปัญญาหรือเป็นเหตุผลอยู่ภายในจึงทำให้มนุษย์สามารถรู้คิดด้วยเหตุผล แต่ภาวะที่เรียกว่า “Nous” หรือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุผลของมนุษย์นี้ อริสโตเติลบอกว่ามาจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นเหตุผลสมบูรณ์ เมื่อมนุษย์ตายร่างกายหยุดทำหน้าที่ เหตุผลตื่นหรือเหตุผลจริง (Active or actual reason) จะกลับคืนไปสู่พระเจ้า
.เหตุที่แบบของมนุษย์มีวิญญาณแห่งเหตุผล เนื่องจากอริสโตเติลเสนอทัศนะเกี่ยวกับระดับของแบบ (being) ชนิดต่างๆ ว่าที่มีระดับสูงกว่าย่อมมีแบบที่สูงกว่า มนุษย์จัดเป็น being ที่มีอินทรียภาพสูงกว่าอินทรียภาพอื่นทั้งหมด และรวมเอาอินทรียภาพของ beingในระดับที่ต่ำกว่าเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ทำให้มนุษย์มีแบบที่มากกว่าและสูงกว่าพืชและสัตว์เดรัจฉาน จากหลักการดังกล่าวนี้ทำให้เราได้คำตอบว่าเหตุที่แบบของมนุษย์มีวิญญาณแห่งเหตุผล เพราะมนุษย์เป็น being ที่มีระดับสูงกว่าพืชและสัตว์เดรัจฉาน จึงเป็นเหตุให้แบบของมนุษย์มีอะไรที่มากกว่า พิเศษกว่า และแตกต่างจาก being สองระดับดังกล่าวตามไปด้วย ดังนั้น วิญญาณแห่งเหตุผลหรือปัญญาจึงมีเฉพาะในแบบของมนุษย์ไม่มีในแบบของพืชและสัตว์เดรัจฉาน แต่คุณสมบัติในแบบของพืชและสัตว์เดรัจฉานล้วนมีอยู่ในแบบของมนุษย์ เหตุผลทั้งหมดนี้ถือเป็นคำตอบอยู่ในตัวว่า ที่แบบของพืชและสัตว์เดรัจฉานไม่มีวิญญาณแห่งเหตุผล เพราะพืชและสัตว์เดรัจฉานเป็น being ที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามนุษย์นั่นเอง
การแบ่งระดับของ being ตามนัยของอริสโตเติล ในประเด็นนี้จะเห็นว่า อริสโตเติลแบ่งระดับของอินทรียภาพโดยอาศัยทฤษฎีเรื่องระดับของแบบในbeing มาเป็นเกณฑ์ แน่นอนว่ามี being ที่มีแบบสูงกว่ามนุษย์ นั่นคือแบบบริสุทธิ์หรือแบบสมบูรณ์ ซึ่งเป็นแบบที่ไม่สามารถเข้าถึงได้  แต่อริสโตเติลหมายเอาเฉพาะ being ที่สูงที่สุดในโลกนี้เท่านั้นไม่ได้หมายถึงจักรวาลทั้งหมด จึงถือว่ามนุษย์จึงเป็น being ที่มีระดับสูงที่สุดในโลกนี้ แบบในอินทรียภาพของมนุษย์จึงมีคุณสมบัติมากกว่าและสูงกว่าแบบในอินทรียภาพของ being ประเภทอื่น
ค.ลักษณะของเหตุผลหรือปัญญาในวิญญาณของมนุษย์ เหตุผลหรือปัญญาของมนุษย์เป็นภาวะที่ทำให้มนุษย์รู้สิ่งต่างๆ ตามลำดับ คือ รู้สิ่งสากล(มโนภาพ), รู้ข้อตัดสิน,รู้ข้ออ้างเหตุผลและสามารถรู้ด้วยอัชฌัตติกญาณได้ด้วยเมื่อไม่ได้อาศัยร่างกายแล้ว (กีรติ บุญเจือ,2528,หน้า 77) ดังที่ได้กล่าวถึงแล้วว่าเหตุผลหรือปัญญาของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ (1) เหตุผลหลับ(Passive reason) อันได้แก่ ความสามารถแฝง เช่น จิตมีอำนาจในการคิดก่อนที่จะคิดจริง ๆ อุปมาเหมือนแผ่นขี้ผึ้งเรียบๆ ที่สามารถรับการเขียนได้แต่ยังไม่ถูกเขียน หรืออุปมาเหมือนกระดาษที่ว่างเปล่าขาวสะอาดแผ่นหนึ่ง ถือได้ว่าจิตในระดับนี้เป็นศักยภาพในการคิดที่ยังไม่มีผลงาน (2) เหตุผลตื่น (Active reason) ได้แก่ กิจกรรมที่แท้จริงของความคิด หรือ การลงมือคิดจริง ๆ อุปมาเหมือนแผ่นขี้ผึ้งที่กำลังถูกเขียน เหตุผลระดับนี้อริสโตเติลเชื่อว่าเป็นเหตุผลที่มีความสามารถในการเข้าใจคณิตศาสตร์และปรัชญาและเป็นเหตุผลที่เป็นอมตะ
นอกจากนี้เหตุผลหรือปัญญาของมนุษย์ยังสามารถแบ่งได้อีกนัยหนึ่ง เป็น 2 ประเภท คือ (1) ปัญญาภาคทฤษฎี เป็นปัญญาที่ช่วยให้เกิดความรู้ทางวิทยาศาสตร์และปรัชญา (2) ปัญญาภาคปฏิบัติ เป็นปัญญาที่ให้ความรู้หลักเหตุผลประกอบการตัดสินใจเลือกทางสายกลาง สำหรับปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ถ้าไม่มีปัญญาภาคปฏิบัติ มนุษย์จะไม่สามารถเลือกคุณธรรมมาปฏิบัติได้
ง.วิญญาณแห่งเหตุผลกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ในทัศนะของอริสโตเติล วิญญาณแห่งเหตุผลทำให้มนุษย์มีศักยภาพที่สำคัญยิ่ง 2 ประการ คือ (1) อำนาจในการคิดได้ด้วยเหตุผล (2) ความรู้จักผิดชอบชั่วดี ศักยภาพทั้ง 2 ประการนี้ นอกจากทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นในด้านสติปัญญาและความสำนึกดีชั่วแล้ว ยังมีความสำคัญโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เพราะเป็นธรรมชาติที่บอกให้ทราบว่ามนุษย์มีคุณธรรมประเภทใดบ้างในชีวิต ชีวิตของมนุษย์แต่ละคน ใครบ้างที่สามารถเข้าถึงจุดหมายปลายทางของชีวิตได้ อริสโตเติลถือว่าสรรพสิ่งในโลกนี้ทั้ง being ที่เป็นอนินทรียสสาร(Inorganic matter) และอินทรียสสาร(Organic matter) ล้วนมีจุดหมายปลายทางในตนเองทั้งสิ้น มนุษย์เป็นหนึ่งใน being กลุ่มอินทรียสารย่อมมีจุดหมายปลายทางในตนเองเช่นกัน จุดหมายปลายทางของมนุษย์ในทรรศนะของอริสโตเติล คือ การเข้าถึงภาวะสูงสุดของการเป็นมนุษย์ หรือ การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่สอดคล้องกับธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ คือการทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ หน้าที่เฉพาะของมนุษย์คือเหตุผล กิจกรรมที่เหมาะสมของเหตุผล คือความดีสูงสุด ซึ่งได้แก่ ความคิดของมนุษย์นั่นเอง ช่วงชีวิตของมนุษย์แต่ละช่วงจึงเป็นการดิ้นรนไปสู่จุดหมายปลายทางของตนเองโดยการใช้ความคิดหรือเหตุผล
เหตุผลหรือปัญญานอกจากเป็นคุณธรรมสูงสุดที่เรียกว่าไดอะโนเอติก” (Dianoetic) ของมนุษย์แล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้มนุษย์สามารถเลือกเอาคุณธรรมมาถือปฏิบัติในชีวิตจนมีความสามารถในการควบคุม,บังคับความรู้สึก และความอยากกระหายด้วยเหตุผล การอาศัยคุณธรรมคือเหตุผลหรือปัญญาและคุณธรรมทางจริยศาสตร์ จะทำให้มนุษย์สามารถก้าวถึงความดีสูงสุด คือความสุขได้ เหตุผลหรือปัญญาจึงเป็นธรรมชาติที่สำคัญและพิเศษของมนุษย์ อีกทั้งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ในฐานะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดสำหรับการตัดสินใจ
กล่าวโดยสรุป วิญญาณแห่งเหตุผล มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ใน 3 ประเด็น คือ
(1)  เป็นธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์มีศักยภาพที่สำคัญ 2 ประการ คือ 1) มีอำนาจในการคิดได้ด้วยเหตุผล และ 2) มีความรู้จักรับผิดชอบชั่วดี
(2) เป็นธรรมชาติที่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับมนุษย์ในการพิจารณาตัดสินใจเลือกเอาคุณธรรมใด ๆ มาถือปฏิบัติในชีวิต และส่งผลต่อการดำเนินของชีวิตด้วยว่า เป็นมนุษย์ที่ดีหรือไม่อย่างไร
(3) เป็นธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์สามารถเข้าถึงภาวะสูงสุดของการเป็นมนุษย์ คือ ความดีสูงสุดหรือความสุข

บรรณานุกรม

กีรติ บุญเจือ.แก่นปรัชญากรีก.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2528.

จำนงค์ ทองประเสริฐ.ปรัชญาตะวันตกสมัยโบราณ. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2533.

ชุมพร สังขปรีชา.ปรัชญาและทฤษฎีการเมืองว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2531.

บรรณจบ บรรณรุจิ.จิต! มโน! วิญญาณ!. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2537.

พระราชวรมุนี(ประยูร ธมฺมจิตฺโต).ปรัชญากรีก: บ่อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก.พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม,2540. 

ฟื้น ดอกบัว.ปวงปรัชญากรีก.กรุงเทพฯ:โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮ้าส์,2532.                       

Hippocrates G.Apostle Lloyd P.Gerson. “On The Soul”, Aristotle selected works. Iowa : The  Peripatetic Press,1982.

Roger Crisp. Nicomachean Ethics,United kingdom:Cambridge University  Press,2000.

Sombat Chantornvong. “BUDDHA, PLATO, AND ARISTOTLE: A COMPARISON OF EASTERN AND WESTERN PHILOSOPHIES ON ETHICS AND POLITICS”. Senior Thesis x190 Claremont Men’s Collage,1968.



[i] อัชฌัตติกญาณ คือ การที่จิตเกิดความรู้ แจ่มแจ้ง ชัดเจนขึ้นเองโดยตรง ไม่ต้องอาศัยการอ้างเหตุผลหรือความรู้อันเป็นตัวกลาง และการเล่าเรียน เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นภายในตนเอง หรือเกิดจากการเพ่งดูธรรมชาติของจิต